หน้าแรก คอลัมนิสต์ มรดกชาติไทย ณ...

มรดกชาติไทย ณ เมืองบางขลัง สุโขทัย โดย วิทยา เกษรพรหม

17.05.19 | 13:00 น.

“การเชื่อม “อดีต” เข้ากับ “ปัจจุบัน” เพื่อที่จะส่องประกายทางเดินไปสู่ “อนาคต” ของเมืองบางขลังที่เกิดขึ้นนี้ เป็นการร่วมมือกันทำงานหลายฝ่ายอย่างน่าชื่นชมประทับใจ เพราะกระบวนการการสร้างความรู้ชุดนี้ได้กลายมาเป็น “ความทรงจำร่วม” ของพี่น้องชาวเมืองบางขลังทั้งหมด ดังที่เห็นได้จากการสร้างหลักสูตรท้องถิ่นศึกษาที่แน่นอนว่าจะทำให้ความสำนึกและความทรงจำร่วมกันนี้ดำรงอยู่ต่อไปอีกนานเท่านาน

การลงแรงทำงานกันอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยของพี่น้องชาวเมืองบางขลังอันเกิดขึ้นจากศรัทธาอย่างแรงกล้าในการสร้างสรรค์นาฏกรรมทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งนี้มีความหมายอย่างลึกซึ้งในวันอนุรักษ์มรดกไทย เพราะไม่ได้เป็นการแช่แข็งกาลเวลาเพื่อตอบสนองความโหยหาต่ออดีต หากแต่เป็นกระบวนการสร้างสรรค์ทางประวัติศาสตร์ให้ดำเนินต่อไป การจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้…ถือได้ว่าเป็นการทดแทนคุณแผ่นดินอย่างสำคัญยิ่ง”

(ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ คำนิยม ที่นี่…เมืองบางขลัง 8)

Advertisement

เมืองบางขลัง : ประติมากรรมแห่งเวลา

ขบวนล้อเกวียนแห่งเมืองบางขลัง ได้ขับเคลื่อนหลุดพ้นจากปลักหล่มแห่งกาลเวลา ผ่านปัญหา อุปสรรคมามาระยะหนึ่งแล้ว ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่ได้เข้ามาส่งเสริมให้มีการดำเนินงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นและการท่องเที่ยวโดยชุมชน ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “การสร้างบ้านแปงเมืองโดยพื้นฐานงานวิจัยผ่านการท่องเที่ยวโดยชุมชน” ที่ใช้เรื่องของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมาเป็นตัวถักทอ เชื่อมร้อยผู้คนเข้าหากัน แปรเปลี่ยนเรื่องของประวัติศาสตร์ที่เป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้ มาสู่สิ่งที่เป็นรูปธรรม สามารถมองเห็นและจับต้องได้ รับรองโดยรางวัลระดับประเทศ คือ รางวัลพระปกเกล้า, พระปกเกล้าทองคำ, รางวัลธรรมาภิบาล ฯลฯ

เมืองบางขลัง : นาฏกรรมแห่งศรัทธา

การร่วมกันสร้างบ้านแปลงเมืองของภาคีเครือข่ายก่อให้เกิดนวัตกรรมบนแผ่นดินถิ่นนี้ เช่น ระบำเทววารีศรีเมืองบางขลังที่เป็นระบำโบราณคดีลำดับที่ 3 แห่งกรุงสุโขทัย ต่อจากระบำสุโขทัยและระบำเทวีศรีสัชนาลัย, 56 บทเพลง, งานวิจัยโดย สกว. 4 เรื่อง, พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนศรีอินทราทิตย์และพ่อขุนผาเมืองที่ได้รับอนุญาตจากกรมศิลปากร, เส้นทางท่องเที่ยวพักโฮมสเตย์ เช่น โบราณสถานวัดโบสถ์ วัดใหญ่ชัยมงคล, โบราณวัตถุ, ถนนพระร่วง, สะพานไม้ไผ่, ล่องแพ, บ้านเก่า, หมู่บ้านแย้, อาหารพื้นถิ่น, พิพิธภัณฑ์มีชีวิตตามบ้าน/เคลื่อนที่ ฯลฯ

งานวันอนุรักษ์มรดกไทย ร่วมแต่งกายย้อนยุคเที่ยวตลาดโบราณ ชมแสง สีเสียง และงานวัน 2 พ่อขุน ชมละครอิงประวัติศาสตร์ มวยไทย ซึ่งทั้ง 2 งานบรรจุไว้ในปฏิทินท่องเที่ยว จ.สุโขทัย,ตามรอยเสด็จฯ ของรัชกาลที่ 6 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีฯ เสด็จฯ 2 ครั้งในห้วง 9 ปี

แนวรบเมืองบางขลังเหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง

เสียงก้องจากตำบลเชิงเขา ได้ยินไปถึง ศ.ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีและมานุษยวิทยา พร้อมด้วย สุดาราสุจฉายา, เมธินีย์ชอุ่มผล จาก มูลนิธิเล็ก-ประไพวิริยะพันธุ์ มาเยือนเมืองบางขลัง แล้วเขียนโครงการเสนอ สกว. เพื่อทำการวิจัย “ประวัติศาสตร์สังคมเมืองบางขลัง” ผศ.ดร.ชูพักตร์ สุทธิสา ผอ.ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่นพร้อมคณะลงสำรวจพื้นที่ และได้อนุมัติงบประมาณดำเนินการ โดยมีผู้เขียนเป็นหนึ่งในทีมวิจัย

นายไมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าฯ สุโขทัย สั่งวราดิศร อ่อนนุช นายอำเภอสวรรคโลก ชักธงรบเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันนำเมืองบางขลังสู่ถนนสายท่องเที่ยวชุมชน ส่งเสริมอย่างเต็มที่ในทุกมิติ ผ่าน ปลัด ยุรี ทองหนองกอย

แทนคุณบรรพชน พัฒนาคนและแผ่นดิน

ผู้เขียนเห็นว่า “เมืองบางขลัง” ไม่ควรหยุดอยู่ที่การแสดงแสง สี เสียงเพียงเท่านั้น ควรนำเสนอเรื่องของเมืองบางขลังในรูปแบบของเรื่องสั้น นิยาย ละคร ละครเพลง หนังสั้น ภาพยนตร์ เสมือนดั่ง “ขุนเดช” ที่ สุจิตต์ วงษ์เทศ สร้างให้คนธรรมดาคนหนึ่งลุกขึ้นมาปกป้องโบราณสถานที่สุโขทัยจนโด่งดัง กลายมาเป็นฮีโร่พันธุ์ไทยที่ตราตรึงอยู่ในหัวใจคนไทยจนถูกนำมาผลิตซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า

“ผู้ชนะสิบทิศ” ที่ ยาขอบ หรือ โชติ แพร่พันธุ์ ได้หยิบพงศาวดารพม่า 8 บรรทัดมาเขียนเป็นนิยายจนโด่งดัง ถูกนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ ละครเวที ภาพยนตร์ มีเพลงประกอบที่ติดตรึงใจมาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ “บุเรงนองลั่นกลองรบ” และ “ผู้ชนะสิบทิศ” ที่ยังคงข้ามกาลเวลามาสร้างความซาบซึ้งตรึงใจผู้คนเสมอมา

“แดจังกึม” ที่สร้างมาจากเรื่องจริงของประวัติศาสตร์เกาหลี นำเสนอถึงหญิงสาวจากครอบครัวสามัญชน มีฐานะยากจน แต่ด้วยความฉลาดทำให้เธอได้เป็นแม่ครัวมือหนึ่งของราชสำนักและเป็นหมอหญิงคนแรกของเกาหลีที่เป็นแพทย์รักษาอาการเจ็บป่วยให้กับเชื้อพระวงศ์

จะเห็นได้ว่า “แดจังกึม” เป็นเรื่องอิงประวัติศาสตร์ที่ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งๆ ที่หลักฐานมีน้อยและคลุมเครือ สามารถทำเป็นเรื่องยาว นำเสนอวัฒนธรรมอาหารได้เป็นอย่างดีจนโด่งดังไปทั่วโลก “ผู้ชนะสิบทิศ” จากพงศาวดารพม่าเพียง 8 บรรทัด สร้างให้นักรบนาม “จะเด็ด” และหญิงงาม “ตะละแม่กุสุมา ตะละแม่จันทรา” ตราตรึงในใจผู้คน ส่วน “ขุนเดช” ถูกนำมาสร้างเพื่อปลุกจิตสำนึกรัก หวงแหนโบราณสถาน โบราณวัตถุ ตลอดจนสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณีของชาวสุโขทัย

เราสามารถนำเรื่อง “แดจังกึม” “ผู้ชนะสิบทิศ” “ขุนเดช” มาเป็นแบบอย่างในการเขียนเป็นละครอิงประวัติศาสตร์ท้องถิ่น แล้วนำมาแสดงถ่ายทอดปลุกจิตสำนึก สอดแทรกเรื่องที่เราต้องการสื่อให้แก่ผู้คนในสังคมได้รับทราบ สอดคล้องกับยุคสมัย ทันเหตุการณ์ แต่แฝงไว้ด้วยสาระ ความรู้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเรียนลัดทางประวัติศาสตร์สังคมได้เป็นอย่างดี เป็นการปลุกจิตสำนึกในการแทนคุณบรรพชน พัฒนาคนและแผ่นดิน

เมืองบางขลังระยะประชิด

ทุกท้องถิ่น ทุกชุมชนต่างมีประวัติศาสตร์ความเป็นมา วิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณีที่แตกต่างกัน สามารถนำมาผูกเป็นเรื่องราวถ่ายทอดผ่านตัวแสดงได้เป็นอย่างดี อีกทั้งสามารถนำมาเป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ และปลุกจิตสำนึกในด้านต่างๆ อีกด้วย

ผู้เขียนขอส่งเสียงนี้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายถึงผู้มีอำนาจระดับสูงขึ้นไป สถาบันการศึกษาที่มีคณะการละคร ศิลปะการแสดง สื่อสารมวลชน นักเขียนนวนิยาย นักเขียนเรื่องสั้น ทีวีช่องต่างๆ ผู้กำกับภาพยนตร์ ผู้ทำหนังสั้น ผู้ทำละคร ฯลฯ มาร่วมถ่ายทอดเรื่องของ “ขุนโดด” ลูกขุนเดช “ขุนเทพระทดระทวย” หลานขุนเดช เรื่องของ “นายสนธยา นางสาวสุวรรณ คุณวันทนา” หลาน “แดจังกึม” เหลน “จะเด็ด” ฯลฯ ออกมาโลดแล่น ประกอบเพลงไพเราะ สอดแทรกด้วยระบำเทววารีศรีเมืองบางขลัง โดยมีโบราณสถานวัดโบสถ์ วัดใหญ่ชัยมงคล พระบรมราชานุสาวรีย์ 2 พ่อขุน แม่น้ำฝากระดาน เป็นฉากหลัง สอดแทรกวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณีและประวัติศาสตร์เมืองบางขลัง-ศรีสัชนาลัย-สุโขทัย ออกเผยแพร่ให้คนไทยได้ตระหนักรับรู้ถึงมรดกชาติไทย ณ เมืองบางขลัง สืบไป