หน้าแรก คอลัมนิสต์ การเจรจาสงครา...

การเจรจาสงครามการค้าพลิกผัน โดย ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

17.05.19 | 13:00 น.

และแล้วการเจรจายุติสงครามการค้าจีน-สหรัฐครั้งที่ 11 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ณ กรุงวอชิงตัน ก็เกิดการพลิกผันอย่างไม่เกินความคาดหมาย ผลกระทบย่อมต้องเกิดขึ้น

การเจรจาได้ดำเนินมาเป็นเวลากว่า 1 ปี ภายใต้บรรยากาศที่สร้างสรรค์และจริงใจ ทั้งสองประเทศต่างได้ทำประชาสัมพันธ์ในมุมบวก และดูเหมือนว่าได้ร่างเอกสาร อันเรียกว่า “สัญญาข้อตกลงแห่งประวัติศาสตร์” ไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงเพื่อผู้แทนทั้งสองประเทศดื่มกาแฟหมดแก้วก็สามารถลงนามได้ แต่ชั่วที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ทำงามหน้า ตีปลาหน้าไซ โดยประกาศให้ปรับขึ้นกำแพงภาษีสินค้าจีนทันที ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับวันประชุม

แม้กระนั้น “หลิว เห้อ” รองนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าคณะและผู้แทน ก็ไปร่วมประชุมตามวาระ แต่รัฐบาลจีนก็เตรียมพร้อมที่จะรับสถานการณ์อันอาจ “แตกหัก” อยู่แล้ว

ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่สื่อจีนรายงานข่าวเด่นและดังอันเป็นที่ประจักษ์อยู่ 2 ประเด็น

1.ชูธงภาวะเศรษฐกิจจีน จากแนวโน้มโดยรวมถึงความมั่นคงของตลาด ตลอดจนประชาชนได้รับประโยชน์จากการนั้น ล้วนเป็นสัญญาณความพร้อมในการรับ “ศึกภายนอก”

Advertisement

2.เรียกร้องให้ชำระสะสางเหตุการณ์เครื่องบินรบของสหรัฐทิ้งระเบิดสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศยูโกสลาวะเกีย ครบรอบ 20 ปี

เป็นสรณะในการแจ้งเตือนว่า “ประชาชนจีนรังแกมิได้”

เป็นสัญญาณแจ้งเตือนประชาชนให้มีการเตรียมตัวเตรียมใจ

การประชุมครั้งที่ 11 ยุติลงด้วยภาวะ “ไร้ข้อตกลง”

“หลิว เห้อ” หัวหน้าคณะได้ให้สัมภาษณ์สื่อว่า “รัฐบาลจีนมิอาจตกลงในประเด็นปัญหาหลัก อันเนื่องจากต้องการสัญญาข้อตกลงแห่งความร่วมมือที่มีความยุติธรรม ความมีเกียรติ”

คำสัมภาษณ์ของหลิว เห้อ สอดคล้องกับสื่อในประเทศจีนที่ได้รายงานก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งได้ตำหนิการปฏิบัติของสหรัฐที่มีต่อจีนว่าไม่ยุติธรรม ไม่ให้เกียรติซึ่งกัน ในขณะที่สหรัฐก็กล่าวหาว่าจีนได้เลิกล้มคำมั่นสัญญา

ส่วน “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้ร้องแรกแหกกระเชอว่า “ไร้ข้อตกลงยิ่งดี” การเก็บภาษีเพิ่มสามารถชดเชยความเสียหายของชาวนาได้

แต่ในความเป็นจริง คือ สงครามน้ำลาย ทั้งนี้ เพื่อประสงค์อำพรางเหตุการณ์ระดับโลก 2 เรื่อง คือ กรณีเกาหลีเหนือและอิหร่าน ดูเหมือนว่าสหรัฐถูกทำลายหน้าตา และเสียศักดิ์ศรี

ประเทศจีนอยู่ในฐานะลำบาก ลำบากเพราะอยู่ตรงกลาง ด้าน 1 ต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ อีกด้าน 1 เกาหลีเหนือและอิหร่านคือกัลยาณมิตร

แต่จีนย่อมไม่ละทิ้งผลประโยชน์ของพันธมิตร เพื่อนำมาเป็นข้อแลกเปลี่ยนกับสหรัฐ

อันสถานการณ์โลกผกผัน ประเทศเบอร์ใหญ่เกิดความขัดแย้งทางด้านยุทธศาสตร์ ล้วนเป็นการตัดสินใจในห้องประชุมลับเฉพาะ ตลอดจนการตัดสินใจของผู้นำสูงสุด จะถูกหรือผิด จะดีหรือชั่ว ประวัติศาสตร์จะเป็นสรณะในการพินิจพิเคราะห์

ระยะเวลาที่ผ่านมา มีคนจำนวนไม่น้อยสงสัยคลางแคลงใจว่า เหตุใดรัฐบาลจีนจึงใช้มาตรการค่อนข้างแข็งกร้าวกับสงครามการค้า

บัดนี้ เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ก็เพราะสหรัฐต้องการสกัดจีน โดยใช้มาตรการอันปราศจาก “สงครามกระสุน” เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์

เป็นข่าวสะพัดไปทั่วว่า “ระหว่างการเจรจาสงครามการค้า ผู้แทนสหรัฐได้ร้องขอให้จีนยุติการจ่ายเงินชดเชยให้แก่รัฐวิสาหกิจ บังคับให้เปิดตลาดการค้าเสรี” นั้น

ต่อให้เอาช้างทั้งป่ามาฉุด ก็ไม่มีวันสำเร็จ เพราะเป็นการทำลายผลประโยชน์ก้อนโตของจีน

ส่วนที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการให้เซ็นสัญญาข้อตกลงฉบับแห่งประวัติศาสตร์นั้น มิได้หมายความถึงปัญหากำแพงภาษีสินค้าสูงต่ำ หากมุ่งเน้นสัญญาอันเกี่ยวกับหลักการโดยรวมระยะยาว สามารถใช้ได้ทุกทิวาราตรีกาล และตราบชั่วนิรันดร

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ “สัญญาเหมาเข่ง” อันเป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้ เพราะว่า

จีนได้ยอมถอยในหลายประเด็นแล้วประการ 1 อีกประการ 1 หากจีนยอมเซ็น “สัญญาเหมาเข่ง” ต่อไปในอนาคตก็ต้องตกเป็น “ลูกไก่ในกำมือ”

กรณีที่สหรัฐไม่ยอมให้จีนจ่ายเงินชดเชยแก่รัฐวิสาหกิจและจีนไม่ขานรับนั้น ก็เพราะ

1.รัฐวิสาหกิจจีนมีขนาดเท่ากับ 40% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประชากรใน 1 ปี (GNP)

2.บรรดาธุรกิจ 500 อันดับแรกของโลก เป็นของรัฐวิสาหกิจจีนถึง 83 องค์กร

3.รัฐบาลได้เงินภาษีเกือบ 70% ต่อปี เสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่ไปหล่อเลี้ยงร่างกาย

ฉะนั้น รัฐวิสาหกิจจีนจึงมีความสำคัญมาก มากขนาดสามารถทำให้เศรษฐกิจประเทศ “พัง”

วันนี้ ตลาดการค้าจีนกว้างใหญ่ไพศาล อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนับวันสูงขึ้น ยุทธศาสตร์สกัดจีนนับวันเข้มข้น ยังมองไม่เห็นทางออก

งานนี้ “สี จิ้นผิง” และ “โดนัลด์ ทรัมป์” ต้องรับไปเต็มๆ