มีการคาดหมายทั้งในแวดวงการเมือง ในแวดวงนักวิชาการที่ติดตามการเมืองว่า การเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2562 ส่งผลสะเทือนอย่างกว้างขวาง ลึกซึ้ง
จะก่อให้การเลือกตั้งครั้งหน้าเข้าสู่มิติใหม่ โฉมใหม่
ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งภายในเดือนธันวาคม 2562 ตามความคาดหมายของอดีตหัวหน้าพรรคการเมืองหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นในเดือนมีนาคม 2566
มิติใหม่ โฉมใหม่นี้ไม่เพียงแต่พรรคการเมือง “เก่า” อย่างพรรคประชาธิปัตย์จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนหากแม้กระทั่งพรรคพลังประชารัฐซึ่งเป็นพรรคการเมือง “ใหม่” ก็ไม่เว้น
ยิ่งพรรคที่ชนะมาตลอดอย่างพรรคเพื่อไทย ยิ่งจำเป็นต้อง CHANGE
แม้แวดวงทางการเมืองและนักวิชาการจะมองไปยังการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่หากดูจากสภาพความเป็นจริงที่ปรากฏผ่านวันที่ 24 มีนาคม ก็ต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงได้ปรากฏแล้ว
และตัวที่จะ “ดิสรัปต์” อย่างสำคัญ คือ “อนาคตใหม่”
คล้ายกับว่าที่พรรคอนาคตใหม่ต้องการปักธงในทางความคิดที่สำคัญ คือ การตัดคัตเอาต์อำนาจทางการเมืองของ คสช.
อาจเป็นเช่นนั้น
แต่หากติดตามบทบาทและความหมายของพรรคอนาคตใหม่อย่างจริงจังก็จะต้องยอมรับว่า พรรคอนาคตใหม่มีส่วนอย่างทรงความหมายในการนำของใหม่มาแทนที่ของเก่า
นั่นก็คือ นำเสนอความหมายของ “พรรคมวลชน” เข้ามา
ผลก็คือ บทบาทของ “พรรคมวลชน” ได้ก่อให้เกิดการเปรียบเทียบและทะลวงไปยังการดำรงอยู่ของ “พรรคสภา” อย่างถึงรากถึงโคน
เนื่องจากพรรคกระแสหลักล้วนเป็น “พรรคสภา”
นั่นก็คือ ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อการเลือกตั้ง สำแดงบทบาทของ “นักเลือกตั้ง” จึงสะสมความจัดเจนในเรื่องการเลือกตั้ง และการต่อสู้ในเกมของรัฐสภา เกมในการชิงอำนาจ
นี่ย่อมแตกต่างไปจากอุดมการณ์ของ “พรรคมวลชน” ที่มีขอบเขตใหญ่กว่า
พรรคมวลชนก็มีเป้าหมายเพื่อชิงความได้เปรียบในสนามการเลือกตั้งเหมือนกัน เพียงแต่ปักจิตใจเด็ดเดี่ยวที่จะสร้างพรรคบนพื้นฐานของมวลชน
ทั้งมวลชนที่เป็นสมาชิก และที่เป็น “ประชาชน” โดยทั่วไป
พรรคมวลชนจึงให้น้ำหนักอยู่ที่สมาชิก อยู่ที่การแปรประชาชนมาเป็น “มวลชน” มาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนพรรค
เจ้าของพรรคจึงมิใช่ “นายทุน” หากแต่เป็น “มวลชน”
การสะสมประสบการณ์ของพรรคจึงมิได้เป็นการสะสมโดยเน้นหนักไปที่การเลือกตั้งอย่างด้านเดียว ตรงกันข้าม เป็นการสะสมบนพื้นฐานปัญหาและความต้องการของมวลชน ประชาชน
พรรคมวลชนจึงจำเป็นต้องเริ่มต้นจาก “มวลชน”
พรรคมวลชนจึงมิใช่พรรคเฉพาะกิจเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งออกมา และพอจบสิ้นการเลือกตั้งก็ยุติบทบาท
ตรงกันข้าม พรรคมวลชนเคลื่อนไหว 24 ชั่วโมงและตลอดเวลา
ในบรรดาพรรคการเมืองที่แจ้งเกิดจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา มีเพียงพรรคอนาคตใหม่เท่านั้นที่ใกล้เคียงกับคำว่า “พรรคมวลชน” มากที่สุด
พรรคการเมืองอื่่นล้วนอยู่ในกรอบ “พรรคสภา”
ผลสะเทือนโดยฉับพลันจึงเป็นผลสะเทือนจากการเกิดขึ้น ดำรงอยู่และดำเนินไปของพรรคอนาคตใหม่เป็นสำคัญ
ปมเงื่อนอยู่ตรงที่จะรักษา “เยาวภาพ” ในท่ามกลางการเติบใหญ่ได้อย่างไร

