ในการศึกษาวิจัยทางรัฐศาสตร์สมัยใหม่นั้น มีการศึกษาถึงความซับซ้อนของระบอบการเมืองที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยมากขึ้นเรื่อยๆ รวมกระทั่งเรื่องของความซับซ้อนของระบอบการเมืองเผด็จการกับการเลือกตั้ง
อธิบายง่ายๆ ว่า ในการศึกษาแบบเผด็จการวิทยาสมัยนี้ เขาไม่ได้เชื่อตามที่เผด็จการพูดง่ายๆ แล้วครับ ว่าการเปิดให้มีการเลือกตั้งนั้นเป็นการเปลี่ยนผ่าน และการเปลี่ยนผ่านหมายถึง การลงจากอำนาจ
คำถามใหม่ที่เขาตั้งกันก็คือ การเลือกตั้งที่เผด็จการเปิดให้มีขึ้นนั้นทำหน้าที่อะไรต่างหาก ซึ่งเรื่องนี้ผมก็เคยพูดไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน ในสมัยที่เรื่องนี้ยังไม่ค่อยชัดเจนในบ้านเรา (อ่านเพิ่มได้ในเผด็จการวิทยาครับผม)
ทีนี้มาลองดูประเด็นในการศึกษาเผด็จการวิทยาร่วมสมัยมากขึ้น สิ่งที่พบก็คือ เผด็จการโดยเฉพาะเผด็จการทหารที่ขึ้นสู่อำนาจโดยการทำรัฐประหารนั้น ทำไมต้องเปิดให้มีการเลือกตั้ง
คำตอบที่สำคัญที่บ้านเราลืมไปแล้วเรื่องหนึ่งก็คือ ในโลกทัศน์และชีวทัศน์ของคณะรัฐประหาร หรือ กลุ่มทหารที่ยึดอำนาจประชาชนมาอยู่ในมือนั้น เขาไม่ได้กลัวว่าประชาชนจะลุกฮือตลอดเวลาหรอกครับ อย่ามโนให้มาก อย่าสำคัญตนผิดคิดว่าทหารเขากลัวเรา ทหารเขาไม่กล้าหรอก
เรื่องใหญ่ที่เขากลัวจริงๆ ที่มักจะมีผลต่อการตัดสินใจในการอยู่ในอำนาจ และในการที่จะเปิดให้มีการเลือกตั้งหรือไม่นั้น อยู่ที่ว่าเขาจะอยู่ต่อในอำนาจอย่างไร โดยปราศจากการทำรัฐประหารซ้อนเสียมากกว่า
เมืองไทยคำว่า รัฐประหารซ้อนนั้น เป็นคำที่ไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนัก คือ ถูกไม่ให้ค่า และมองว่า เป็นเพียงเรื่องระดับข่าวลือ
แต่ในหลักวิชานั้น ในภาษาอังกฤษ คำว่า รัฐประหารซ้อน มันเข้าที่เข้าทางกับเรื่องของ “ความพยายามทำรัฐประหาร (ซ้อน)” หรือที่เรียกว่า coup attempts
นัยยะสำคัญของการทำรัฐประหารซ้อนนั้น ไม่ใช่ว่ามันจริงหรือไม่จริงในแง่ของการเสพข่าวอย่างพวกคนไม่มีอำนาจอย่างเราๆ แต่นัยยะสำคัญของทหารที่อยู่ในอำนาจการเมืองอย่างไม่ถูกทำนองคลองธรรมนั้นก็คือ เมื่อตรูทำได้ คนอื่นก็ทำได้เช่นกัน
การศึกษาวิจัยโดยสถาบันวิจัย OEF Research ชี้ว่า ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในสมัยของรัฐบาลเผด็จการทหารที่มาจากการทำรัฐประหารนั้น กิจกรรมและข่าวลือในเรื่องการทำรัฐประหารซ้อนจะมีสูงที่สุด และเอาเข้าจริง การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในสังคมเผด็จการทหารนั้น ส่วนมากจะทำให้เผด็จการทหารนั้นสามารถอยู่ต่อในอำนาจได้
ที่สำคัญ การเลือกตั้งที่เกิดโดยเผด็จการทหารที่มาจากรัฐประหารนั้น เมื่อเลือกตั้งเสร็จ นอกจากเผด็จการทหารรัฐประหารจะอยู่ต่อได้ ชัยชนะของการอยู่ต่อในรอบนี้ โดยเฉพาะภายใต้การเลือกตั้งที่แสนจะพิกลพิการอย่างไรก็ได้ ก็จะมีส่วนสำคัญทำให้ความพยายามในการทำรัฐประหารซ้อนนั้นเกิดขึ้นได้ยากขึ้น
ฟันธงง่ายๆ ก็คือ เวลาที่เผด็จการทหารอยู่ในอำนาจนั้น ถ้าจะตีความให้ดี เขาไม่ได้คิดว่าศัตรูสำคัญของเขาอยู่ที่ประชาชนผู้เห็นต่างเท่านั้นหรอกครับ เอาเข้าจริงของแท้ที่อันตรายยิ่งก็คือ กลุ่มทหารด้วยกันนั่นแหละครับ ที่จะทำรัฐประหารซ้อน
อย่างบ้านเรานี่เป็นไงครับ อ่านข่าวกันสนุกเรื่องการตั้งรัฐบาลดูดไปดูดมา ลืมกันแล้วใช่ไหมว่าก่อนจะเลือกตั้งนี้ข่าวรัฐประหารซ้อนนี่แรงซะขนาดไหน บทสัมภาษณ์ ผบ.ทบ.นั้นบ่อยขนาดไหน
มิพักต้องกล่าวถึงว่า ส.ว.ที่ตั้งมา 250 คนนั้นมีทั้งทหารตำรวจโดยตำแหน่ง และยังมีที่ตั้งแบบจิ้มเข้ามาโดยหัวหน้าคณะรัฐประหารและรองหัวหน้าคณะรัฐประหารที่นั่งตำแหน่งรองนายกฯฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอีกด้วย ทั้งหมดรวมกันตามตัวเลขสำนักข่าวก็คือ 101 ราย ทีนี้จะรัฐประหารซ้อนก็คงจะยากขึ้นหล่ะครับ
คิดง่ายๆ ถ้ากลัวประชาชนจะลุกฮือ ลงถนน ป่านนี้คงมีตัวแทนประชาชนเยอะกว่านี้หล่ะมั๊งครับ ฮ่าๆ
เอาสถิติมาดูก่อน ตามงานวิจัยนั้น การทำรัฐประหารซ้อนนั้นจะง่ายขึ้นในกรณีที่ประเทศนั้น ซึ่งถูกปกครองโดยคณะรัฐประหารนั้นไม่ยอมเปิดให้มีการเลือกตั้ง

จะเห็นว่าในระบอบเผด็จการที่ยอมให้มีการเลือกตั้งนั้น การทำรัฐประหารซ้อนทั้งที่ทำจริงและ
พยายามจะทำ จะน้อยกว่าระบอบเผด็จการที่ไม่ยอมให้มีการเลือกตั้ง
เรื่องนี้จะมาบอกว่าคณะรัฐประหารไม่ได้เห็นประชาชนที่เห็นต่างในสายตานั้นก็ไม่ใช่ทั้งหมด
แต่อย่าลืมว่า การลุกฮือของประชาชนแม้จะมีก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่จะนำไปสู่การโค่นล้มรัฐบาลทหารรัฐประหารเสมอไป แต่แน่นอนว่ากลายเป็นเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหารซ้อน หรือรัฐประหารได้ (ในกรณีรัฐบาลมาจากประชาธิปไตย) อย่างกรณีล่าสุดที่ซูดานไงครับ ประชาชนต้านรัฐบาลอำนาจนิยมมานาน สุดท้ายทหารก็ทำรัฐประหารซะงั้น เห็นมะครับว่า ฟ้าสีทองนั้นบางครั้งเกิดน้อยกว่าฟ้าสีเขียวหม่นเสียอีก
เรื่องต่อมาก็คือ ข้อมูลล่าสุดในการคำนวณระยะเวลาอยู่ในอำนาจของเผด็จการส่วนมากที่ขึ้นสู่อำนาจผ่านการทำรัฐประหารนั้นก็คือ 16 แต่ระยะเวลาเฉลี่ยคือ 6.1 ปี

จะเห็นตามแผนภาพว่ารัฐบาลเผด็จการทหารรัฐประหารนั้นจะอยู่ในอำนาจประมาณช่วงสิบปีแรกนี่แหละครับ

ตามข้อมูลจากงานวิจัย พบว่าเกินครึ่งของบรรดาเผด็จการจากรัฐประหารนั้น (ร้อยละ 52) จะเปิดให้มีการเลือกตั้งอย่างน้อยหนึ่งครั้ง และเมื่อเผด็จการที่มาจากรัฐประหารนั้นไม่เปิดให้มีการเลือกตั้ง เขาจะอยู่ในอำนาจได้โดยเฉลี่ยแค่ 3.4 ปี แต่ถ้าเปิดให้มีการเลือกตั้ง เขาจะอยู่ในอำนาจได้โดยเฉลี่ย 8.5 คือสรุปง่ายๆ ว่า ยิ่งเปิดให้มีการเลือกตั้งแต่ก็คุมได้และชนะด้วยเนี่ย โอกาสที่จะไปต่อก็มีมากกว่าไม่เปิดให้มีการเลือกตั้งตั้งเยอะ แถมยังได้อยู่ต่ออีกต่างหาก และการพยายามทำรัฐประหารซ้อนก็ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ถ้ารัฐบาลที่เคยมาจากรัฐประหารนั้นชนะการเลือกตั้ง
เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งที่ชัยชนะของรัฐบาลเผด็จการที่มาจากรัฐประหารนั้นเมื่อชนะการเลือกตั้งจะสามารถอยู่ต่อได้ก็เพราะเขาได้ทำการแยกศัตรูของพวกเขาออกไปและผนึกอำนาจกับเครือข่ายพันธมิตรของเขาได้แน่นแฟ้นขึ้น อย่างกรณีบ้านเราก็เห็นทั้งส่วนที่มีพรรคที่มาจากพวกพ้องเดิม และประกาศสนับสนุนผู้นำรัฐประหารเป็นนายกฯอย่างโจ่งแจ้ง รวมทั้งพรรคพันธมิตร และสมาชิกที่ตัวเองจิ้มมาอีก ยังไม่นับพรรคขนาดกลางบางพรรคที่คิดหนักว่าจะประกาศตัวเป็นศัตรูกับระบอบรัฐประหารดีไหม เพราะที่ผ่านมาก็พยายามไม่เป็นจุดสนใจมากนักมาตลอด แต่พอเลือกตั้งเสร็จ ก็จะต้องประกาศจุดยืนชัดๆ ซึ่งประเด็นจริงๆ ของพรรคพวกนี้ไม่ใช่จะมีจุดยืนประชาธิปไตยหรือเผด็จการ
แต่ถามกันง่ายๆ ว่า จะกล้าประกาศตัวเป็นศัตรูกับระบอบรัฐประหารจริงๆ ไหมหล่ะครับ เมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจต่อหน้าประชาชนและต่อหน้าอำนาจแล้ว อย่าบอกเลยครับว่าเห็นแก่บ้านเมือง เอาเป็นว่า เห็นแก่อนาคตของตัวเองทางการเมืองให้รอดจากอำนาจก่อนก็แทบจะแย่กันแล้ว

แผนภาพทางซ้ายชี้ว่า ผู้นำประชาธิปไตยและเผด็จการนั้นก็จะชนะและแพ้เลือกตั้งทั้งนั้น แต่ผู้นำเผด็จการนั้นมีแนวโน้มที่จะชนะการเลือกตั้งมากกว่าแพ้
ส่วนแผนภาพทางขวานั้นชี้ว่า เมื่อพวกเขาแพ้การเลือกตั้งนั้น เผด็จการจะมีความพยายามในการอยู่ในอำนาจต่อไปมากกว่า อาทิ การไม่รับรองผลการเลือกตั้ง การจับผู้นำพรรคที่ชนะเข้าคุกหรือขังไว้ในบ้านซะงั้น
เห็นไหมครับว่า แรงจูงใจของเผด็จการในการเปิดให้มีการเลือกตั้งนั้นมีมากแค่ไหน มีเลือกตั้งอยู่ต่อก็ได้ แพ้ก็น้อยกว่า แถมบางครั้งแพ้ก็ไม่ไปอีกต่างหาก (บางที่ได้ข่าวว่าสูตรคำนวณ ส.ส.ไม่ค่อยจะชัด แถมคำนวณแล้วฝ่ายเชียร์ตัวเองโผล่มาอีกมากแบบเรียกว่า เก้าอี้เสริม หรือป่านนี้ก็ไม่รู้จะเปิดเผยชื่อคณะกรรมการจิ้ม ส.ว.ได้หรือยัง ว่ามีใครบ้าง)
ตบท้ายด้วยว่า ตามตำราที่ท่องกันมาว่า สุดท้ายแล้ว จะเป็นอย่างไรก็ตาม เผด็จการที่มาจากคณะทหารที่ทำการปฏิวัตินั้นก็ยังมีแนวโน้มที่จะคืนอำนาจประชาธิปไตยให้ประชาชน หรือจะเรียกว่าถอยมากที่สุด นองเลือดน้อยกว่าแบบตัวบุคคลและพรรคเผด็จการ (อันนี้ไม่ได้ใช้กรณีของไทย แต่เป็นกรณีทั่วโลก) เพราะสุดท้ายทหารเหล่านี้ส่วนหนึ่งก็ยังกลับกรมกองได้ และตัวผู้นำทหารที่ตัดสินใจถอยมากกว่าสู้นั้นก็มักจะกลับไปยึดที่มั่นในค่ายทหารและมีอิทธิพลในหมู่กองทัพต่อไป ทำให้รอดปลอดภัยจากคดีความภายใต้การนิรโทษกรรมหลายรูปแบบ รวมทั้งอิทธิพลของทหารก็ปกป้องไว้ และหนีคดีความจนตายไปก่อนก็มี เช่นกรณี นายพล ปิโนเช่ ของชิลีเป็นต้น
เมื่อเจอกับข้อมูลวิจัยชุดนี้เข้าไป ก็หวังว่าเราจะเข้าใจอะไรเพิ่มขึ้นกับระบอบเผด็จการทหารที่มาจากการทำรัฐประหารในโลกนี้มากยิ่งขึ้นนะครับ ส่วนของบ้านเรานั้นบางครั้งเข้าใจไปก็จะยิ่งทุกข์ครับผม
(หมายเหตุ: OEF Research Series on Violence and Votes 2018 มี 5 ตอนคือ K. Coolidge. Why Organize a Non-Competitive Elections in Eqypt?. Are Noncompetitive Elections in Dictatorships Worth the Risk?. E. Keels. When Dictators Lose Elections. K. Soeth. Do Coups Follow Coups? และ Jay Benson. The Potential for Coup D’ etat in 2018)

