หน้าแรก คอลัมนิสต์ ไฟป่า หมอกควั...

ไฟป่า หมอกควัน กับ Social Enterprises โดย มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด

27.05.16 | 14:00 น.

ไฟป่าที่ขุนช่างเคี่ยน จ.เชียงใหม่ เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมใกล้กับดอยสุเทพสามารถมองเห็นได้ชัดจากตัวเมือง สร้างความตื่นตระหนกถึงความเสี่ยงของคนเมืองที่อยู่ชิดแนวป่าว่าไฟป่าอาจกลายเป็นปัญหาของคนเมืองได้เหมือนกันและยังมีปัญหาหมอกควันที่ตามมา นับว่าเป็นเรื่องดีที่มีการรับรู้ปัญหามากขึ้น แต่ข้อเสนอการแก้ไขอาจต้องมีการพิจารณาให้ถี่ถ้วนมากขึ้น เพราะข้อเสนอเชิงเดี่ยว เช่น ปลูกป่า จับพวกบุกรุกปลูกข้าวโพดเข้าคุกให้หมดคงไม่ช่วยแก้ปัญหา


ไฟป่าในประเทศไทยเกิดจากน้ำมือมนุษย์โดยตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ ที่ไม่ตั้งใจก็เช่นการทิ้งก้นบุหรี่ออกนอกรถ ในวันที่อากาศร้อนเช่นนี้โอกาสจะลามเป็นไฟป่าก็สูง ไฟป่าในบริเวณภูเขาที่ไม่มีการทำเกษตรกรรมมักเกิดจากการหาของป่า เช่น ตีผึ้ง จุดไฟไล่สัตว์ออกมาเพื่อยิงหรือดักไว้ เผาป่าเพราะความเชื่อที่ว่าจะทำให้เห็ดป่างอกมากๆ ฯลฯ ในพื้นที่ทำเกษตรกรรม การเผาป่าเป็นการจัดการที่ดินก่อนเพาะปลูก ซึ่งในที่ราบที่ดอนสามารถใช้รถแทรกเตอร์ได้ แต่ในที่สูงยังต้องอาศัยการเผาป่า การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ซึ่งระยะหลังราคาดีและการจัดการการเพาะปลูกก็ไม่ยุ่งยากได้กำไรงาม ทำให้เกิดการขยายตัวจนภูเขาที่น่านแทบจะโล้นไปแล้วทุกเขา

ข้อเสนอของคุณโจอี้ บอย ให้ทุกคนช่วยปลูกป่า นับว่าเป็นข้อเสนอที่มีความตั้งใจดี แต่จะไม่แก้ปัญหาได้ เพียงแต่จะช่วยเยียวยาธรรมชาติให้คืนมา ปัญหาหลักเป็นพฤติกรรมของคนท้องถิ่น ส่วนหนึ่งเป็นวิถีชีวิต ส่วนหนึ่งเป็นความจำเป็นเพื่อการครองชีพ ส่วนน้อยอาจมีการหาความสนุกหรือความสะเพร่า ซึ่งสาเหตุแต่ละสาเหตุก็คงต้องมีวิธีการแก้ เช่น ความสะเพร่า อาจต้องแก้ไขด้วยการรณรงค์ให้เกิดความเข้าใจ รวมทั้งวิถีชีวิตสำหรับคนชนบทที่อยู่ใกล้เมืองแล้ว ก็ต้องเปลี่ยนไป วิถีชีวิตไม่ใช่อะไรที่เปลี่ยนไม่ได้ เดี๋ยวนี้คนไทยรวมทั้งในชนบทก็นุ่งกางเกงยีนส์แทนเตี่ยวสะดอ พกมือถือ ควบมอเตอร์ไซค์แทนการขี่ควายกันหมดแล้ว

 

Advertisement

เราควรเข้าใจว่า วิถีชีวิตที่ดำเนินต่อเนื่องมาถึงทุกวันนี้ได้เป็นวิถีที่ไม่เกิดผลต่อคนอื่น จนไม่คุ้มกับการเยียวยาและชดเชย แต่เดิมเมื่อประชากรยังตั้งรกรากกระจัดกระจาย การจุดไฟหาของป่าไม่มีผลกระทบต่อสังคมมากนัก แต่ทุกวันนี้มีผลตั้งแต่ความเสี่ยงด้านไฟป่าเข้าเมือง หมอกควันที่ทำลายสุขภาพและเศรษฐกิจท่องเที่ยว รวมทั้งสร้างปัญหาโลกร้อน ฯลฯ การจุดไฟหาของป่าซึ่งไม่ใช่วิถีการหากินหลัก ควรต้องมีการใช้กฎหมายเข้มงวดขึ้น อาจต้องมีการให้อนุญาตการเก็บเห็ด ตีผึ้งให้ถูกวิธี รวมทั้งผู้บริโภคเองก็ต้องเข้าใจว่าราคาของป่า (ที่มีการจัดหาโดยวิธีถูกกฎหมาย) จะแพงขึ้น เช่น เคยกินน้ำผึ้งป่าก็ต้องหันมาบริโภคน้ำผึ้งเลี้ยง เคยกินเห็ดลิตรละ 200 (ราคาตอนนี้) ก็อาจจะกลายเป็น 500 บาท/ลิตร

ทั้งนี้เพราะเราบริโภคของป่าในราคาที่ไม่ได้รวมผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ราคาของป่าถูกกว่าที่ควรจะเป็น นักวิจัยด้านชีวเกษตรก็ต้องเริ่มวิจัยการเพาะเห็ดป่ามากขึ้นเพราะราคาจูงใจ จะเห็นได้ว่าเฉพาะแค่เรื่องหาของป่าเรื่องเดียว การแก้ไขก็ต้องบูรณาการจัดการหลายภาคส่วน เช่น สสส./สื่อต่างๆ ต้องรณรงค์ มหาวิทยาลัยทำวิจัย กรมป่าไม้ต้องสร้างระบบควบคุมการขายของป่าเชิงพาณิชย์ ซึ่งตอนนี้ยังคุมแค่สัตว์คุ้มครอง

สำหรับการปลูกพืชในที่ดอนที่ราบใช้แทรกเตอร์ได้ รัฐควรสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือสหกรณ์เกษตรมีแทรกเตอร์ให้บริการในราคาอุดหนุน คิดแค่ค่าน้ำมันและคนขับ ควรมีการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากซังข้าวโพด การทำลายตอซังโดยวิธีชีวภาพ ส่วนบริษัทผู้ซื้อควรซื้อจากเกษตรกรในที่ราบที่ไม่ทำการเกษตรโดยการเผา แต่ราคาหมู ราคาไก่ก็ต้องแพงขึ้นนะคะ

สำหรับเกษตรที่สูงควรสนับสนุนระบบเกษตรที่ไม่เผา เช่น การปลูกไม้ผลหรือชา การทำนาแบบขั้นบันได แต่ที่เสนอมานี่พูดง่ายทำยาก เพราะต้องอาศัยทุนมากกว่าการปลูกข้าวโพด ต้องอาศัยความรู้ความชำนาญ และ Post-harvest ที่ประณีตกว่าการปลูกพืชไร่ แถมไม้ผลยังเน่าเสียง่าย ต้องเข้าใจและเข้าถึงระบบตลาดที่แตกต่างออกไป เมื่อคำนึงถึงข้อจำกัดทั้งหลายนี้แล้วเกษตรกรก็แทบจะทำไม่ได้เอาเลย การแก้ไขปัญหาต้องทำเป็นทีม จะให้รัฐทำฝ่ายเดียวก็จะไม่มีการตลาด ที่สำคัญก็คือยังมีกฎหมายป่าไม้และป่าไม้อุทยานค้ำคออยู่ ภาคเอกชนคนนอกสายราชการจะเข้ามาทำอะไรก็ไม่ได้

ผู้เขียนเห็นว่าในเรื่องนี้มีทางออกอยู่ 2 ทาง ทางแรกเป็นโครงการร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชนที่ทำในรูปแบบ Social Enterprises เข้ามาทำกิจกรรมส่งเสริมเกษตรและท่องเที่ยว โดยมีรัฐผ่อนปรนและเอื้ออำนวยด้านกฎหมาย การันตีความยั่งยืนของการใช้ที่ดิน ภาคเอกชนต้องออกแบบ Business Model ที่คืนทุน (รวมทุนธรรมชาติและทุนเอกชน) และมีส่วนร่วมในการทำตลาดรับซื้อผลผลิต ซึ่งอาจเป็นการผลิตแปรรูปพืชมูลค่าสูง การทำหมู่บ้านเกษตรท่องเที่ยวซึ่งน่าทำในที่ที่สามารถปลูกนางพญาเสือโคร่ง (ซากุระเมืองไทย) ได้ภายใน 5 ปี เมื่อซากุระไทยผลิดอกเต็มดอย รายได้ท่องเที่ยวก็จะมาแทนที่รายได้เกษตร ในระหว่างนั้นก็ต้องปลูกพืชเกษตรและแปรรูปเป็นของแห้งของดองขายผู้บริโภคไปก่อน สำหรับทางเลือกนี้บริษัทที่ทำ Social Enterprises ที่มีความรู้ด้านการตลาดแต่ไม่มีการผลิต อาจมอบหมายให้โครงการหลวงหรือมหาวิทยาลัยในท้องถิ่นดูแลเรื่องการเกษตร

วิธีที่ 2 ก็คือรัฐร่วมกับเอ็นจีโอ (NGOs) หรือมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน ทำระบบ Payment for Ecosystem Services (PES) คือให้รายได้ชุมชนที่สูงให้ช่วยรักษาป่าดูแลไฟป่า โดยผู้ได้ประโยชน์ปลายน้ำคือบริษัทต่างๆ เป็นผู้ช่วยจ่ายค่าธรรมเนียมรักษาป่าต้นน้ำให้ชุมชน ซึ่งชุมชนต้องมีเวรยามดูแลป้องกันไฟป่า โดยปกติเงินที่ได้เข้ากองทุนเพื่อพัฒนาชุมชน

อาจจะมีวิธีอื่นๆ อีก ซึ่งเป็นลูกครึ่งในสัดส่วนต่างๆ ของวิธีที่ 1 และที่ 2 ในแต่ละทางเลือกก็ยังเพิ่มลูกเล่นได้ เช่น ให้ชาวเมืองได้มีส่วนร่วมมาปลูกป่า ยกย่องชาวเมืองผู้บริจาคเป็น Tree guardians หรือนางฟ้าป่าไม้ ฯลฯ เรื่องของเรื่องก็คือต้องมีเจ้าบ้านที่เข้มแข็ง รัฐทำหน้าที่เปิดช่องทางตามกฎหมายกำกับดูแล และพยายามให้ อปท.ซึ่งอยู่ในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม

จากประสบการณ์ที่ผู้เขียนทำงานกับชาวบ้านมา 40 ปีแล้ว พบว่าการจะแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ ต้องแก้ไขที่พฤติกรรมคนท้องถิ่น ให้เปลี่ยนไปในทิศทางที่เขาจะต้องดีขึ้นด้วย เราต่างต้องปรับทัศนคติและวิสัยทัศน์เข้าหากันถึงจะคุยกันรู้เรื่อง

ที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่าการแก้ไขปัญหาต้องมีผู้เล่นหลายคน ผสานบทบาทเป็นละครเรื่องเดียว ความสำเร็จขึ้นอยู่กับผู้กำกับ ซึ่งรัฐควรเปิดกว้างให้มีผู้กำกับจากหลายฝ่าย เช่น ภาคเอกชน สสส. เอ็นจีโอ มหาวิทยาลัย อปท. หรือรัฐท้องถิ่น โดยรัฐเป็นผู้สนับสนุนทุนบางส่วนและเปิดช่องทางทางกฎหมายให้ทำได้

ถ้าเรามัวต่างคนต่างทำเรื่องไฟป่าหมอกควัน เขาหัวโล้นก็จะติดตามเป็นภาพลักษณ์ประเทศไทยตลอดไป ถูกสังคมโลกตราหน้า (เหมือนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เพียงแต่เรายังไม่รู้สึก)

แม้ตายไปแล้วก็มองหน้าบรรพบุรุษไม่ได้อีก!!