หน้าแรก คอลัมนิสต์ กำเนิดพรรคคอม...

กำเนิดพรรคคอมมิวนิสต์พม่า (1) โดย ลลิตา หาญวงษ์

24.05.19 | 13:00 น.
สัญลักษณ์พรรคคอมมิวนิสต์พม่า

พรรคคอมมิวนิสต์ในพม่าอาจไม่ใช่พรรคคอมมิวนิสต์ที่โดดเด่นที่สุดในโลก และในสายตาของคนภายนอก ดูจะเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ที่อ่อนแอ ขาดความเป็นเอกภาพ และเป็นภัยคุกคามรัฐบาลกลางพม่าได้แต่ในช่วงสั้นๆ แต่หากพิจารณาถึงการต่อสู้ของผู้ที่เชื่อมั่นในลัทธิคอมมิวนิสต์ และพรรคคอมมิวนิสต์พม่าแล้ว การต่อสู้ของเขายาวนานและเด่นทรนงมากกว่าในอีกหลายๆ ประเทศ 12 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างพม่ากับจีนไปแล้ว และหากย้อนกลับไปมองความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองชาติให้ดีก็จะพบว่าจีนพยายามแทรกซึมเข้าไปในพม่าผ่านพรรคคอมมิวนิสต์ ดังนั้นจึงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่าพรรคคอมมิวนิสต์พม่า (ต่อไปนี้ขอเรียกว่า CPB) มีบทบาทเด่นในกระบวนการสร้างชาติของพม่าตั้งแต่ทศวรรษ 1940 เรื่อยมา และยังเป็นตัวแปรทางการทูตที่บางครั้งเข้าไปกำหนดทิศทางทางการทูตระหว่างพม่ากับประเทศเพื่อนบ้านด้วย

CPB ถึงกาลอวสานหลังเทศกาลสงกรานต์ในปี 1989 การล่มสลายของพรรค ซึ่งยืนเด่นท้าทายอำนาจรัฐพม่ามาเกือบ 4 ทศวรรษไม่ได้เกิดจากการโจมตีของกองทัพพม่า หรือการแทรกแซงจากข้าศึกฝั่งใด หากเกิดจากความอ่อนแอภายในพรรคที่มีมานมนาน มีก๊กเหล่า หรือที่เราอาจเรียกว่า “มุ้ง” หรือ “ร่ม” มากมายที่ต่างอาฆาตแค้นกัน และต้องการนำพา CPB ให้เป็นไปในแนวทางที่ฝ่ายตนต้องการ ความแตกต่างภายในพรรคนี้แหล่ะที่เป็นตัวกันกร่อนเสถียรภาพของ CPB และการใช้ความรุนแรงที่สมาชิกพรรคได้รับแรงบันดาลใจจากลัทธิคอมมิวนิสต์ เช่น ลัทธิเหมา หรือลัทธิสตาลิน ทำให้มีผู้นำพรรคที่เป็นปัญญาชนและนักปฏิวัติจำนวนหนึ่งที่ถูกลอบสังหารตลอด 40 ปีนี้ ในเดือนเมษายน 1989 กองกำลังติดอาวุธกลุ่มหนึ่งบุกฐานที่มั่นใหญ่ของ CPB ที่ปางซาง (Panghsang) ในรัฐฉานทางตะวันออกเฉียงเหนือ

นอกจากจะเข้าไปยึดคลังแสงของ CPB แล้ว กองกำลังยังทำลายสัญลักษณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ทั้งหลาย ตำราคอมมิวนิสต์ทุกเล่ม และสัญลักษณ์ของพรรค ผู้นำ CPB หนีข้ามแม่น้ำข่าเข้าไปในเขตจีน ผู้ก่อการในครั้งนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นนายทหารชั้นผู้น้อยใน CPB เองที่ไม่พอใจการบริหารงานภายในพรรค ตั้งคำถามต่อระบอบคอมมิวนิสต์ และเกลียดชังผู้บริหารพรรค ที่สมาชิกชั้นผู้น้อยมองว่าไม่มีความสามารถ เล่นพรรคเล่นพวก และไม่สามารถขับเคลื่อนพรรคให้เจริญรุ่งเรืองต่อไปได้ ปัญหาที่แท้จริงของ CPB อยู่ที่ความแตกต่างระหว่างผู้บริหารระดับสูง ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวพม่าที่มีการศึกษา เคยเข้าร่วมกับการเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ และบ้างเคยเข้าไปชิมลางในพรรค AFPFL อันเป็นพรรคชาตินิยมหลักที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาลหลังพม่าได้รับเอกราชในปี 1948 ในขณะที่ทหารชั้นผู้น้อย ด่านหน้าที่ต้องรบกับกองกำลังของรัฐบาลนั้น เป็นชนกลุ่มน้อยหลากหลายกลุ่มที่อาศัยตามแนวชายแดนพม่า-จีน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ว้า (ที่เรียกติดปากว่า “ว้าแดง”) โกก้าง กะฉิ่น ฉาน ฯลฯ

ฝ่ายบริหารพรรคเชื่อมั่นในพลังการปฏิวัติ และยังคงเชื่อมั่นในวาทะของเหมา เลนิน สตาลิน และมาร์กซ์ แต่สำหรับคนชายขอบเหล่านี้ ปณิธานของพวกเขาคือการต่อสู้กับรัฐบาลพม่าเพื่อปลดปล่อยดินแดนของตนเอง และเพื่อความอยู่รอดในเชิงเศรษฐกิจ ประเด็นที่สำคัญมากที่สร้างความร้าวฉานภายใน CPB เป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจและการค้ายาเสพติด นับตั้งแต่ CPB เข้าไปยึดพื้นที่ในรัฐฉานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ธุรกิจการค้าฝิ่นและการผลิตเฮโรอีนเติบโตขึ้นตามลำดับ กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการค้ายาเสพติดคือผู้นำระดับรองลงมาและทหารในกองทัพ CPB ที่เป็นคนในท้องถิ่น เบอร์ทิล ลินท์เนอร์ (Bertil Lintner) นักหนังสือพิมพ์และนักเขียนผู้บันทึกชีวิตและลมหายใจของ CPB ตั้งข้อสังเกตว่าการลดบทบาทลงของ CPB ยังมีที่มาจากการเปลี่ยนขั้วอำนาจใจจีนหลังอสัญกรรมของเหมา เจ๋อ ตุงในปี 1976 นโยบายที่เปิดกว้างมากขึ้นของจีนทำให้จีนหันไปมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในเชิงสร้างสรรค์มากขึ้น สำหรับพม่า จีนพยายามสานสัมพันธ์กับเน วิน การกดดันจากรัฐบาลพม่าทำให้จีนไม่ต้องการสนับสนุน CPB อย่างโฉ่งฉ่างเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป งบประมาณที่จีนเจียดไปให้พรรคคอมมิวนิสต์ในพม่าจึงน้อยลงตามลำดับ นอกจากนี้ ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงเวลาเดียวกันยังนำไปสู่อวสานของพรรคคอมมิวนิสต์ที่เข้มแข็งที่สุดทั้งในมลายาและไทย

เมื่อ CPB ได้รับงบประมาณน้อยลง การหาเงินเพื่อสนับสนุนกิจการของพรรค โดยเฉพาะกองกำลัง CPB ที่ต้องการค่าบำรุงสูงมาก จึงเป็นสิ่งจำเป็น CPB หันไปหานโยบายเก็บภาษีประชาชนในเขตปางซางของตนเพิ่มขึ้น ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ที่เคยเป็นเหมือนศูนย์กลางของชนกลุ่มน้อยทุกกลุ่มในเขตชายแดนจีน-พม่ากลายเป็นผู้ปกครองที่พยายามรีดเลือดเอากับปู กดขี่ข่มเหงประชาชนที่เป็นฐานสนับสนุนให้ตนมาตลอด วิกฤตศรัทธาครั้งนั้นเป็นเชื้อไฟ
เร่งให้ CPB ตกต่ำเร็วยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี คำถามที่เกิดขึ้นเมื่อสงครามกลางเมืองในพม่ายืดเยื้อมาหลายสิบปีคือรัฐบาลกลางพม่ามีความพยายามยุติปัญหากับชนกลุ่มน้อยและ CPB อย่างไร หากเป็นในประเทศอื่น ผู้นำย่อมรู้ดีว่าสงครามกลางเมืองเป็นอุปสรรคที่ทำให้ประเทศไม่สามารถพัฒนาไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน แต่สำหรับผู้นำในพม่าภายใต้พรรค BSPP (Burmese Socialist Programme Party) ของเน วิน การร่วมโต๊ะเจรจากับชนกลุ่มน้อยเหมือนเป็นการเสียหน้า ชัยชนะหรือความพ่ายแพ้สำหรับชายชาติทหารอย่างเน วินจึงต้องตัดสินกันที่สนามรบมากกว่าในห้องประชุม สงครามกลางเมืองในพม่าจึงยืดเยื้อมาหลายทศวรรษอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Advertisement

ในทศวรรษ 1980 รัฐบาลทหารพม่าต่างจากรัฐบาลไทย ที่ในเวลานั้นก็มีผู้นำเป็นอดีตนายทหารอย่างพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ตรงที่รัฐบาลที่ย่างกุ้งไม่มีความพยายามนำคู่กรณีพรรคคอมมิวนิสต์มาสู่โต๊ะเจรจา รัฐบาลพลเอกเปรมได้รับเครดิตอย่างมากในการเจรจากับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย นำไปสู่คำสั่งหมายเลข 66/2532 ที่นิรโทษกรรมให้คนของพรรคคอมมิวนิสต์ นอกจากนี้ เน วินยังไม่ซื้อแนวคิดของเซอร์ โรเบิร์ต ทอมป์สัน (Sir Robert Thompson) นายทหารในกองทัพอังกฤษ ที่มีบทบาทนำนโยบายผ่อนปรนกับกลุ่มคอมมิวนิสต์มาใช้ (กองทัพไทยเคยนำมาใช้ในชื่อ “นโยบายใต้ร่มเย็น”) และนำไปสู่การเจรจาระหว่างรัฐบาลอังกฤษ รัฐบาลมาเลเซีย และผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์มาลายาหลายครั้ง จนฝ่ายหลังยอมวางอาวุธในปี 1989

นโยบายปรองดองแทบไม่อยู่ในหัวของผู้นำระดับสูงพม่า ยุทธศาสตร์ที่กองทัพพม่ามักนำมาใช้คือการยื่นคำขาดให้ฝ่ายตรงข้ามยอมแพ้ และใช้กำลังทหารเพื่อปราบปรามกองกำลังของ CPB และชนกลุ่มน้อยอย่างหนัก แนวคิดนี้ยังอยุ่ในความคิดของนายทหารระดับสูงในกองทัพพม่ามาจนถึงปัจจุบัน