ประเทศไทยสูญเสียบุคคลสำคัญ เมื่อพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี รัฐบุรุษ และอดีตนายกฯ 3 สมัย ได้ถึงแก่อสัญกรรม ในวัย 98 ปีย่างเข้า 99 ปี เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา พล.อ.เปรม มีบทบาทอย่างสูงในวงราชการและการเมือง ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้าเมื่อปี 2511 รองแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ก่อนเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และเป็นผู้บัญชาการทหารบก เมื่อปี 2521 ในห้วงเวลาเหล่านี้ ประเทศไทยอยู่ในวิกฤตการเมือง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือ พคท.เข้มแข็งขึ้นภายหลังเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาฯ 2519 พล.อ.เปรมซึ่งคลุกคลีกับสภาพปัญหา เมื่อได้เป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2523 ได้อนุมัติคำสั่ง 66/2523 ใช้การเมืองนำการทหารแก้ไขวิกฤตคอมมิวนิสต์ และยุติปัญหาได้ในที่สุด
พล.อ.เปรมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ 8 ปีเศษ จาก 2523 ถึง 2531 ด้วยบุคลิกภาพของนายกรัฐมนตรีที่ไม่พูดให้สัมภาษณ์ทางการเมืองมากนัก จนได้ฉายาว่า “เตมีย์ใบ้” พล.อ.เปรมเป็นผู้จงรักภักดีต่อสถาบันสูงสุด มีบุคลิกภาพสุขุมรอบคอบและสุภาพ ทำให้ได้รับความยอมรับนับถือจากสังคมวงกว้าง ที่สำคัญคือการดึงเอาคนที่มีความสามารถมาช่วยงานบริหาร ทำให้ผ่านวิกฤตต่างๆ โดยเฉพาะวิกฤตทางเศรษฐกิจมาได้ และยังปลดล็อกปัญหาการเมือง ได้แก่ ความพยายามก่อรัฐประหารมาได้อีกหลายครั้ง เมื่อพ้นตำแหน่งนายกฯ หลังการเลือกตั้งในปี 2531 ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นองคมนตรี เป็นรัฐบุรุษและเป็นประธานองคมนตรีในที่สุด ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 พล.อ.เปรมได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นประธานองคมนตรี และได้ร่วมในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
ในความขัดแย้งทางการเมืองในระยะ 10 ปีเศษๆ ต่อเนื่องมาถึงยุครัฐประหารภายใต้ คสช. ทำให้ พล.อ.เปรมถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่พอสมควร อย่างไรก็ตาม บทบาท ชีวิตและผลงานของ พล.อ.เปรมในห้วงเวลาต่างๆ ไม่ว่าสมัยยังอยู่ในกองทัพ เข้าสู่การเมืองเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 16 ในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ การเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าซื่อสัตย์สุจริต สมถะ การแก้ไขปัญหาต่างๆ ตลอดช่วงที่เป็นนายกฯ ก่อนส่งต่อให้รัฐบาลเลือกตั้งที่มี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณจากพรรคชาติไทย เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นเรื่องที่น่าศึกษาอย่างยิ่งสำหรับคนรุ่นหลัง

