มีความเชื่อมั่น 2 ความเชื่อมั่นที่ดำรงอยู่ภายหลังจากเห็นภาพขบวนของพรรคพลังประชารัฐซึ่งนำโดย นายอุตตม สาวนายน เดินเข้าพรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคภูมิใจไทย
1 เป็นความเชื่อมั่นว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย
เรียบร้อยในที่นี้ก็คือ เรียบร้อยอย่างเร็วก็ภายในวันที่ 28 พฤษภาคม หรืออย่างช้าก็ไม่น่าจะเกินไปจากเดือนพฤษภาคม
ขณะเดียวกัน 1 เป็นความเชื่อมั่นว่าน่าจะเป็นในเดือนมิถุนายน
หากดูจากท่าทีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ทุกอย่างราบรื่น เรียบร้อย ไม่มีอะไรติดขัด
พลันที่ยืนยันว่า มิได้ “โกหก” ประชาชน
กระนั้น หากดูจากท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ก็เริ่มเห็นประเด็นที่อาจยืดเยื้อ ยิ่งเห็นแถลงจากพรรคชาติไทยพัฒนา ยิ่งเห็นอุปสรรคตลอด 2 รายทาง
ความฝันของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจทอดยาวไปอีก “เล็กน้อย”
ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ กับ พรรคชาติไทยพัฒนา ปัญหาไม่น่าจะมาจากฝ่ายหลัง หากแต่น่าจะมาจากเงื่อนและแง่งอันดำรงอยู่ภายในพรรคประชาธิปัตย์มากกว่า
เป็นเพราะ “อุดมการณ์” ยังไม่ตรงกัน อย่างนั้นหรือ
ท่าทีอันมาจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล เท่ากับรับรองว่าพรรคพลังประชารัฐยินยอมตามข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทยครบถ้วนแล้ว
ไม่ว่าคมนาคม ไม่ว่าสาธารณสุข ไม่ว่าการท่องเที่ยวและกีฬา
ตรงกันข้าม ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์สะท้อนว่าที่ยื่นไปว่าต้องกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับกระทรวงพาณิชย์ นั้นไม่น่าจะราบรื่น
อย่างน้อย “4 ยอดกุมาร” ก็ไม่แฮปปี้ อย่างน้อย “กลุ่มสามมิตร” ก็หงุดหงิด
เพราะว่ากระทรวงพาณิชย์เป็นโควต้าเดิมที่ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ตีตราจอง และอย่าลืมเป็นอันขาดว่านี่คือเลขาธิการพรรค
ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีหรือที่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน จะโอเค
มองผ่านการเลือกประธานสภา รองประธานสภา เมื่อ 3 วันที่ผ่านมา เป้าหมายอาจสมประโยชน์กันถ้วนหน้า ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่าพรรคภูมิใจไทย
แต่ก็ต้องยอมรับในสถานการณ์ “งูเห่า”
ยิ่งกว่านั้น 248 คะแนนของ นายสุชาติ ตันเจริญ ขณะที่ น.ส.เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ ได้ 246 คะแนน ถือว่าหวาดเสียวอย่างยิ่ง
มีหรือที่พรรคชาติไทยพัฒนาจะอ่านปมเงื่อนนี้ไม่แตก
แม้พรรคชาติไทยพัฒนาจะมีเพียง 10 เสียง แต่ในสถานการณ์ปริ่มน้ำอย่างนี้มีความหมายเป็นอย่างสูงในการต่อรอง
พรรคชาติไทยพัฒนาอาจยังได้สิ่งที่ต้องการไม่ครบ
ไม่ว่าท่วงทำนองของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าท่วงทำนองของพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าท่วงทำนองของพรรคชาติไทยพัฒนา คือ การเจรจา คือการต่อรอง
ต่อรองผลประโยชน์ ภายใต้คำสวยหรูว่าเพื่อประชาชน
ปมเงื่อนยังอยู่ที่เดิมนั่นก็คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา ต้องการความมั่นใจ
เป็นความมั่นใจก่อนเลือก “นายกรัฐมนตรี”
เพราะรู้อยู่เป็นอย่างดีว่า หากยกมือให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อใด เมื่อนั้นอำนาจการต่อรองย่อมจะน้อยลง
นี่คือระยะเวลาที่ต้องสำแดงความเหนือกว่าในทางการเมือง

