ในประวัติศาสตร์อันยาวนานเกือบ 6 ทศวรรษของพรรคคอมมิวนิสต์พม่า (CPB) อาจแบ่งได้เป็น 3 ช่วงกว้างๆ ช่วงแรก ระหว่าง 1939-1968 เป็นช่วงที่ CPB มีความเข้มแข็งและเป็นแหล่งรวมปัญญาชนฝ่ายซ้าย
ชั้นนำ เมื่อพม่าได้รับเอกราช ปัญญาชนฝ่ายซ้ายแตกออกเป็นหลายขั้ว จนนำไปสู่การโดดเดี่ยว CPB ในที่สุด ช่วงที่สอง ระหว่าง 1968-1988 เป็นช่วงที่ CPB แปรสภาพเป็นขบวนการติดอาวุธอย่างเต็มตัว และได้ย้ายฐานที่มั่นไปอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐฉาน ติดชายแดนจีน และในช่วงสุดท้าย คือตั้งแต่ปลายปี 1988-1989 เมื่อ CPB ถึงกาลอวสาน บทความในชุดกำเนิดพรรคคอมมิวนิสต์พม่าจะขอกล่าวถึงพัฒนาการของพรรคคอมมิวนิสต์ที่ว่ากันว่าเข้มแข็งที่สุดพรรคหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามลำดับเวลาที่ได้กล่าวไป
CPB ก่อตั้งขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ปะทุขึ้นในภาคพื้นยุโรป ชายหนุ่มผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์แบบคอมมิวนิสต์กลุ่มหนึ่ง ประกอบด้วยผู้นำขบวนการชาตินิยม “โด้ะ บ่ะหม่า อะซีอะโยน” (Dobama Asiayone) หรือสมาคมเราชาวพม่า อย่างออง ซาน, เตง เพ (Thein Pe – ต่อมาจะกลายเป็นนักเขียนฝ่ายซ้ายที่มีชื่อเสียงที่สุดในนาม “เตง เพ มยิ้น”), บา เฮง (Be Hein) และโบ เลต ยา (Bo Let Ya) จัดประชุมเพื่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งบนถนนบาร์ (Barr Street ปัจจุบันคือถนนสวนมหาบัณฑุละ ใจกลางเมืองย่างกุ้ง) เรียกการประชุมในครั้งนั้นว่า “คองเกรสครั้งแรกของพรรคคอมมิวนิสต์พม่า”
ในขณะนั้น ลัทธิคอมมิวนิสต์จัดว่าเป็นลัทธิการเมืองที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนหนุ่มสาว นักศึกษา และประชาชนบางส่วน กลุ่มอ่านหนังสือฝ่ายซ้ายในนาม “นากานี บุ๊กคลับ” (Nagani Bookclub) หรือบุ๊กคลับมังกรแดง เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมืองของนักศึกษาและผู้สนใจการปฏิวัติในแนวทางนี้ การเกิดขึ้นของ CPB อยู่ในช่วงเดียวกับที่ขบวนการชาตินิยมพม่ากำลังเข้าฝัก นักศึกษานัดหยุดเรียน ออกมาเดินขบวนประท้วง เกิดความรุนแรงต่อต้านรัฐบาลอาณานิคมกระจายไปทั่วประเทศ ในจุดนี้ เราไม่สามารถแยกนักชาตินิยมออกจากนักปฏิวัติในแนวทางคอมมิวนิสต์ได้เลย ก่อนเกิดพรรคคอมมิวนิสต์ไม่นาน นักชาตินิยมหนุ่มภายใต้โด้ะ บ่ะหม่า ปลุกระดมมวลชนครั้งใหญ่ โดยใช้แนวทางการปฏิวัติ ปี 1938 นั้นยังเป็นที่รู้จักกันในนาม “ปีแห่งการปฏิวัติ” หรือ “การปฏิวัติ 1300” (เป็นปี 1300 ตามปฏิทินพม่า) ผู้นำทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา แรงงาน และชาวนา แสวงหาแนวทางปฏิวัติใหม่ๆ เพื่อปลดแอกตนจากการปกครองของอังกฤษ และเริ่มจับอาวุธขึ้นสู้
บุ๊กคลับและขบวนการต่อต้านอาณานิคมที่มีแนวทางคอมมิวนิสต์เป็นตัวนำเพิ่งจะเป็นรูปเป็นร่างในปลายทศวรรษ 1930 แต่ก่อนหน้านั้น มีคนนำเข้าอุดมการณ์แบบคอมมิวนิสต์เข้ามาในพม่าตั้งแต่ทศวรรษ 1920 ผู้นิยมคอมมิวนิสต์รุ่นแรกๆ เป็นนักเรียนนอกที่มีโอกาสได้ไปศึกษาต่อที่อังกฤษหรือประเทศอื่นๆ ในภาคพื้นทวีปยุโรป เมื่อ “อิน” กับลัทธิคอมมิวนิสต์ จึงส่งหนังสือฝ่ายซ้ายจำนวนหนึ่งกลับมาตุภูมิ และคนกลุ่มนี้ยังได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากขบวนการชาตินิยมฝ่ายซ้ายในอินเดีย เช่น สันนิบาตต่อต้านจักรวรรดินิยม (League against Imperialism) และขบวนการชาตินิยมในเบงกอล ในปลายทศวรรษ 1920 ชาวพม่าเชื้อสายจีนในย่างกุ้งนำแนวทางการปฏิวัติเข้าไปเผยแพร่ในพม่า หวู่ ชิง ซิน (Wu Ching Sin) บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ภาษาจีนนาม Burma News และเริ่มเผยแพร่อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ในหมู่ชาวจีน ซึ่งต่อมาจะแพร่ไปยังชาวพม่าทั่วไปด้วย แต่การเผยแพร่อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ในพม่าต่างจากพื้นที่อื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยสิ้นเชิง เพราะมีชาวจีนระดับล่างที่อพยพเข้าไปเป็นกุลีและแรงงานราคาถูกในพม่าไม่มากนัก เมื่อเทียบกับไทย มาลายา และสิงคโปร์ ชาวพม่าเชื้อสายจีนส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจที่มีกิจการเป็นของตนเอง และยังได้รับประโยชน์จากระบอบอาณานิคมด้วย หวู่ ชิง ซิน เห็นว่าการเคลื่อนไหวในพม่าเกิดขึ้นยาก จึงเดินทางออกจากพม่าในปี 1930 และไม่เคยกลับมาอีกเลย
รัฐบาลอังกฤษตอบโต้ชาวจีนคอมมิวนิสต์ในพม่าด้วยการสร้างเรือนจำสำหรับชาวจีนโดยเฉพาะที่เมืองปยินมะนา (ใกล้กรุงเนปยีดอในปัจจุบัน) และจัดการอัปเปหิชาวจีนบางส่วนออกจากพม่า อย่างไรก็ดี นักชาตินิยมพม่าไม่ได้มีความสัมพันธ์เป็นพิเศษกับชาวจีนกลุ่มนี้ และอาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ขบวนการคอมมิวนิสต์ในพม่ายุคแรกๆ ไม่ประสบความสำเร็จ ขาดแรงจูงใจ และมันสมองสำคัญที่เป็นชาวจีน ต่างจากมาลายาและสิงคโปร์ที่มีชาวจีนคอมมิวนิสต์จากจีนแผ่นดินใหญ่เข้าไปเคลื่อนไหวและสานสัมพันธ์กับชาวจีนโพ้นทะเลจนขบวนการคอมมิวนิสต์ในพื้นที่ทั้งสองมีพลวัตอย่างยิ่ง จริงอยู่ว่านักชาตินิยม-คอมมิวนิสต์พม่ายุคแรกๆ ชื่นชอบแนวทางแบบเหมาและกองทัพแดง แต่ในช่วงก่อนสงครามโลกนี้ นักชาตินิยมพม่าไม่มีความสัมพันธ์กับทั้งชาวจีนที่เข้าไปเคลื่อนไหวในพม่า หรือกับพรรคคอมมิวนิสต์ในจีนเอง
ความสัมพันธ์ระหว่างนักชาตินิยมพม่าภายใต้ออง ซาน กับพรรคคอมมิวนิสต์ในจีนเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 1940 เมื่อ CPB เริ่มมีความสัมพันธ์กับคอมมิวนิสต์จีนที่เซี่ยงไฮ้ และตัดสินใจส่งออง ซานลงเรือไปเพื่อหารือเรื่องการปฏิวัติต่อต้านระบอบอาณานิคมในพม่า เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้หน่วยสืบราชการลับของอังกฤษทราบ ออง ซานขึ้นเรือไปเกาะเอ้หมึง (Amoy) หรือเซี๊ยะเหมิน (Xiamen) ในปัจจุบัน แต่เรือลำนั้นกลับพาออง ซานไปโตเกียว ในปีต่อมา ออง ซาน กลับไปย่างกุ้งเพื่อลักลอบนำผู้นำชาตินิยมหนุ่มจำนวนหนึ่งไปฝึกทางด้านทหารที่ญี่ปุ่น โดยซ่อนตัวไปในเรือสินค้าของญี่ปุ่น นักชาตินิยมกลุ่มนี้จะเป็นที่รู้จักต่อมาในนาม “สามสิบสหาย” หรือ Thirty Comrades
นอกจากนักชาตินิยมหนุ่มไฟแรงอย่างออง ซาน ยังมีนักชาตินิยมในโด้ะ บ่ะหม่า อีกจำนวนหนึ่งที่เอียงซ้ายและน้อมนำแนวทางการปฏิวัติแบบผู้นำคอมมิวนิสต์ในรัสเซียและ/หรือจีน แต่คนกลุ่มนี้ไม่ได้เห็นด้วยกับออง ซานในทุกเรื่อง และมีสายสัมพันธ์กับญี่ปุ่นแยกออกจากกลุ่มสามสิบสหาย คนกลุ่มหลังมักเป็นคนรุ่นเก่าที่อาจไม่เชื่อมั่นแนวทางของคนหนุ่มอย่างออง ซาน ทำให้เกิดรอยร้าวในขบวนการชาตินิยมพม่าขึ้น โดยเฉพาะระหว่างนักชาตินิยมชื่อดัง ตะขิ่น โกด่อ มาย (Kodaw Hmaing) กับออง ซาน เมื่อถึงปลายทศวรรษ 1930 มีพรรคชาตินิยมขนาดใหญ่อยู่ 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ CPB, โด้ะ บ่ะหม่า, พรรคซินเยตา (Sinyetha Party) ที่แปลว่าพรรคคนจน และพรรคปฏิวัติประชาชน (People’s Revolutionary Party)
ในระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา ออง ซาน และกลุ่มสามสิบสหายใช้เวลาอยู่ในโตเกียว และเกาะไหหลำและฟอร์โมซา (ไต้หวัน) ที่ญี่ปุ่นยึดครองอยู่เป็นเวลาหลายเดือน ก่อนจะมาปักหลักที่กรุงเทพมหานคร และตั้งขบวนการเอกราชกลุ่มใหม่ในนามกองทัพเพื่อเอกราชพม่า (Burma Independence Army หรือ BIA) ทำให้ขบวนการชาตินิยมกระแสหลักของพม่าเป็นกองกำลังติดอาวุธไปโดยปริยาย

