1.ผู้เขียนไม่ใช่นักกฎหมาย แต่ผู้เขียนเชื่อว่าสังคมใดก็ตามถ้ากฎหมายในเรื่องนั้นๆ เขียนไว้ไม่ชัดเจนทำให้การบังคับใช้กฎหมายตีความได้ตามอำเภอใจกันง่ายๆ หรือมีโอกาสตีความแตกต่างกันได้มากแล้วแต่ว่าใครตีความ แสดงว่ากฎหมายนั้นมีข้อบกพร่องมาก สังคมแบบนี้กฎหมายจะเป็นตัวถ่วงความเจริญทำให้ทุนทางสังคมต่ำไม่มีใครไว้ใจกันและกัน ความไม่แน่นอนสูง (Trust หรือ Social Capital ต่ำมาก) กฎหมายสร้างความแตกแยกในสังคมเปิดโอกาสให้มีการใช้กฎหมายเพื่อทำลายศัตรูทางการเมืองไม่คำนึงถึงศีลธรรมหรือจริยธรรมอันดี เช่น ถ้ากฎหมายพรรคการเมืองไม่มีความชัดเจนว่าพรรคการเมืองกู้เงินได้หรือไม่หรือยังมีความเชื่อว่าการกู้ยืมเงินเป็นรายได้ สังคมแบบนี้เป็นสังคมที่ล้าหลัง สังคมวิบัติหรือวิกฤต น่าเวทนา ซึ่งจะโทษใครไม่ได้นอกจากผู้มีอำนาจในการออกและบังคับใช้กฎหมาย
กรณีปัญหาการโอนหุ้นของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ (ซึ่งตาม ปพพ. มาตรา 1129 วรรคสอง กำหนดแบบของการโอนหุ้น ที่มีหลักฐานการโอนที่แน่นอน ไม่ใช่แบบของการซื้อขายหุ้น) กฎหมายไม่ได้มีความคลุมเครือทั้งตัวบทและการบังคับใช้ มีหลักปฏิบัติที่ทำกันมาและคำพิพากษาของศาลฎีกาเท่าที่ผู้เขียนทราบจากนักกฎหมาย กฎหมายมีความชัดเจนไม่สลับซับซ้อน แต่การตีความอาจจะขึ้นอยู่กับบริบทที่มันถูกนำไปใช้ เช่น เพื่อวัตถุประสงค์อะไร ตัวละคร เช่น บุคคลภายนอกเป็นใคร เกี่ยวข้องกับสังคมทางการเมืองในวงกว้างหรือไม่เป็นต้น
2.ในทางเศรษฐศาสตร์ จุดเริ่มต้นของปัญหาการโอนหุ้นของธนาธร อยู่ที่ปัญหาความไม่สมมาตรในสารสนเทศ (asymmetry of information) ในการโอนสังหาริมทรัพย์ เช่น หุ้น ระหว่างธนาธร (ผู้โอน) และผู้รับโอน มารดา คือ คุณสมพร ซึ่งอาจรวมพยาน กับบุคคลที่ 3 หรือ Thirdparty ซึ่งในกรณีนี้คือบริษัทวีลัคมีเดีย และ/หรือประชาชนทั่วไป หรือ กกต. สื่อมวลชน ฯลฯ คุณธนาธร กับ คุณสมพร จะเป็นผู้มีข้อเท็จจริงว่าการโอนหุ้นกันนั้นทำก่อนหรือหลังวันที่คุณธนาธรไปสมัครรับเลือกตั้งในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ธนาธรจะมีหุ้นในวันไปสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้ ผิดกฎหมายคุณสมบัติในการสมัครับเลือกตั้ง ธนาธรอ้างพยานหลักฐานว่าการโอนหุ้นทำในวันที่ 8 มกราคม 2562 ก่อนวันรับสมัครเลือกตั้งพอสมควร แน่นอนว่าบุคคลภายนอกจะไม่สามารถรู้เหมือนคุณธนาธร หรือคุณสมพร ว่าจริงๆ การโอนหุ้นเริ่มเมื่อไหร่ ตรรกะในทางเศรษฐศาสตร์ที่กฎหมายใช้ในการขจัดปัญหาในความไม่สมมาตรในสารสนเทศนี้ก็คือการให้มีการจดแจ้งการโอนทั้งชื่อและสำนักของผู้รับโอน (ซึ่งก็คือคุณสมพร) ลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัท ซึ่งถือเป็นหนึ่งในบรรดาบุคคลภายนอก (ปพพ. มาตรา 1129 วรรคสาม) คุณธนาธรอ้างว่าได้ทำตามกฎหมายถูกต้องทุกประการ สมมุติว่าผมหรือ กกต.อยากรู้ว่าธนาธรยังมีหุ้นในบริษัทวีลัคมีเดีย หลังวันที่ 8 มกราคม 2562 หรือในวันที่ธนาธรไปสมัครรับเลือกตั้งในต้นเดือนกุมภาพันธ์ ก็สามารถขอดูจากทะเบียนหุ้นของบริษัทวีลัคมีเดียได้
3.จริงๆ แล้วในการลดความไม่สมมาตรของสารสนเทศในกรณีนี้ หรือกรณีทั่วๆ ไปในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง สามารถทำได้ง่ายมากและเป็นการลดต้นทุนของสังคมและทุกฝ่าย ลดการฟ้องร้อง สามารถทำได้โดยที่ กกต.กำหนดให้ผู้สมัคร ส.ส.ทุกคนกรอกใบสมัครแทนที่จะถามและแสดงหลักฐานที่ผู้เขียนก็คิดว่าไม่ได้สำคัญอะไรมากมาย เช่น เรื่องสุขภาพที่ต้องมีใบรับรองแพทย์ ลองคิดดูถ้าเพียงให้ธนาธรกรอกในใบสมัครว่ายังมีหุ้นในสื่อ ในบริษัทที่ทำสื่อหรือไม่ในวันสมัครพร้อมให้ผู้สมัครยื่นเอกสารประกอบ มันจะประหยัดต้นทุนการใช้ทรัพยากรของประเทศในการฟ้องร้องกันวันนี้และในอนาคตไปได้มากแค่ไหน
4. มีนักกฎหมายหลายท่านที่มีชื่อเสียงมีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับเรื่องการโอนหุ้นของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนประเภทนี้ ซึ่งไม่ได้เป็นบริษัทมหาชนหรือจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างให้ความเห็นว่า การโอนหุ้นของคุณธนาธรให้แม่ ซึ่งสมมุติว่าเป็นวันที่ 8 จริงนั้นน่าจะครบถ้วนถูกต้องมีความสมบูรณ์ตามที่กฎหมายเขียนไว้ ซึ่งตามปกติทั่วๆ ไปก็ทำกันแบบนี้ คือบุคคลภายนอกก็หมายถึงหรือหยุดอยู่ที่บริษัท ซึ่งจำเป็นจะต้องรับรู้ว่ามีการโอนหุ้นเกิดขึ้นแล้วเพื่อการจ่ายเงินปันผล หรือสิทธิบางอย่าง เช่น การเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น
อย่างไรก็ตาม สื่อมวลชนหรือ กกต.หรือพรรคการเมืองอื่นๆ หรือในที่สุดศาลไม่จำเป็นต้องเชื่อทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทวีลัคมีเดีย โดยเฉพาะเป็นบริษัทที่ผู้รับโอนก็เป็นแม่ของคุณธนาธร
5.เพื่อเป็นการขจัดความไม่สมมาตรในสารสนเทศและเพื่อเป็นการยืนยันความถูกต้อง เมื่อบุคคลภายนอกมีขอบเขตกว้างขวางกว่าบริษัทก็คือการที่บริษัทวีลัคมีเดียหรือคุณธนาธรนำการเปลี่ยนแปลงของผู้ถือหุ้นของบริษัทไปแจ้งไว้กับทางการคือกระทรวงพาณิชย์ (ดูเหมือนเรียกกันว่า บอจ.5 ถ้าผู้เขียนจำไม่ผิด) ซึ่งเข้าใจว่าก็มีการทำกันเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าการโอนหุ้นเป็นไปโดยสมบูรณ์ ซึ่งในกรณีนี้บริษัทวีลัคมีเดียแจ้งไปยังกระทรวงพาณิชย์ในวันที่ 21 มีนาคม 2562 ซึ่งในกรณีทั่วๆ ไปก็ไม่ได้มีอะไรที่ทำผิดกฎหมาย เพราะกฎหมายไม่ได้บอกว่าเมื่อใดที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นจะต้องแจ้งให้นายทะเบียนกระทรวงพาณิชย์รับรู้เป็นแต่เพียงบอกว่าอย่างน้อยควรจะทำปีละครั้ง ภายใน 14 วันหลังจากการประชุมสามัญประจำปีซึ่งบริษัทประชุมในวันที่ 19 มีนาคม 2562 (จึงส่งไปให้นายทะเบียนรับรู้ภายใน 3 วัน) แต่ในกรณีนี้การไม่แจ้งไปยังกระทรวงพาณิชย์ทันทีกลายเป็นผลเสียมหาศาล (สมมุติว่ามีการโอนหุ้นจริงตั้งแต่ 8 มกราคม 2562)
6.สำนักข่าวอิสราซึ่งมีบทบาทในการศึกษาเชิงสอบสวนมานานพอสมควร แน่นอนว่าถ้าดูหลักฐานตาม อบจ.5 ของกระทรวง โดยนัยยะคงพบว่าธนาธรยังมีหุ้นอยู่ในบริษัทวีลัคมีเดียก่อน 21 มีนาคม 2562 ซึ่งเป็นช่วงหลังวันสมัครรับเลือกตั้งในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ เป็นความขัดแย้งกันระหว่างสารสนเทศที่มาจากธนาธรที่บอกได้โอนหุ้นอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562 กับสารสนเทศของสำนักข่าวอิสราซึ่งยึดข้อมูลของทางการ
7.ช่วงตั้งแต่หลังเลือกตั้งจนถึงวันที่ธนาธรให้ข้อมูลและคำชี้แจงแก่ กกต.ในวันที่ 30 เมษายน 2562 จนถึงวันที่ กกต.ยื่นคำร้องการขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส.ของธนาธรในวันที่ 16 พฤษภาคม 2562 สังคมไทยใช้พลังงานและทรัพยากรไปมากมายกับประเด็นปัญหาเรื่องการโอนหุ้นของธนาธร ตั้งแต่ข้อสงสัยว่าเป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่ ซึ่งหมายความว่ามีการโอนหุ้นกันย้อนหลังจากวันสมัครรับเลือกตั้ง มีการพยายามหาหลักฐานมาทำลายความเป็นไปได้ของการโอนหุ้นในวันที่ 8 มกราคม 2562 แหล่งข้อมูลหลักมาจากสำนักข่าวอิสรามีการให้ข้อมูลทางโซเชียลมีเดียโดยเฉพาะจากประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ หรือประสงค์ เลิศ ในเฟซบุ๊ก ข้อสงสัยมีตั้งแต่ว่าวันที่ 8 มกราคม 2562 อยู่ที่ต่างจังหวัดไม่ใช่หรือจะมาโอนหุ้นในวันนั้นได้อย่างไร หรือต่อมาเมื่อข้อมูลมีว่าธนาธรอยู่ที่บุรีรัมย์ สงสัยกันไปมากว่ามาถึงวันที่ 8 มกราคม 2562 ตอนบ่ายสายๆ ได้อย่างไร
ในที่สุดข้อมูลเหล่านี้เริ่มกระจ่างขึ้นจากธนาธร ปิยะบุตร ผู้เขียนคิดว่ามีความน่าเชื่อถือสูงมากว่าการเดินทางจากบุรีรัมย์ประมาณ 10.30 น. ตอนเช้าถึงกรุงเทพฯประมาณสี่โมงเย็นมีหลักฐานใบสั่งขับรถเร็วไปหลายใบนั้น น่าเชื่อถือได้ว่ากลับมากรุงเทพฯ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่สามารถพิสูจน์ว่าเป็นการโอนหุ้นกันในวันที่ 8 มกราคม 2562 แต่คุณธนาธรก็ยังมีเลขที่ขั้วเช็คที่จ่ายจากแม่ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นหนึ่งว่าถ้าดูจากต้นขั้วเช็คว่าวันมอบเช็คกันอยู่ระหว่างวันใด ผู้เขียนคิดว่าอีกหลักฐานหนึ่งที่น่าจะสำคัญว่าการโอนหุ้นทำกันในวันที่ 8 นั้นมาจากระบบการทำงานเป็นทีมของภายในองค์กรของพรรคอนาคตใหม่ตั้งแต่ฝ่ายกฎหมายมาถึงปิยะบุตรและโฆษกพรรค พรรณิการ์ ที่ให้สัมภาษณ์ (คนเหล่านี้น่าจะกันเป็นพยานได้ในที่สุด) ที่ให้สัมภาษณ์มีข้อเท็จจริงว่าทุกฝ่ายต้องการให้ธนาธรรีบจัดการโอนหุ้นให้เรียบร้อยในวันที่ 8 เพราะหลังจากนั้นวันที่ 9 และ 10 เป็นต้นไปจะต้องเดินทางไปที่ภาคใต้ และมีรายการหาเสียงที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเต็มไปหมด
แน่นอนสำนักข่าวอิสราย่อมมีข้อสงสัยเล็กๆ น้อยๆ เต็มไปหมด (แต่ผู้เขียนคิดว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เช่น การขายหุ้นกลับไปมาระหว่างคุณสมพรกับหลาน เช็คที่ธนาคารที่ธนาธรได้รับทำไมไม่นำเข้าธนาคาร เป็นต้น
8.ในส่วนของคุณธนาธร สมมุติว่าคุณธนาธรทำการโอนหุ้นถูกต้องสมบูรณ์ตามกฎหมายในวันที่ 8 มกราคม 2562 มีการจดแจ้งในทะเบียนหุ้นของบริษัท ผู้เขียนอยากจะถามว่าในทางกฎหมายถ้าการโอนหุ้นสมบูรณ์และธนาธรย่อมไม่ได้เป็นเจ้าของบริษัทสื่อ ไม่สามารถมีอิทธิพลในการใช้สื่อเพื่อนำมาซึ่งความได้เปรียบและไม่เป็นธรรมในการแข่งขันทางการเมือง แค่นี้มีน้ำหนักและมีความสำคัญเพียงพอไหม และ กกต.ก็ไม่สามารถพิสูจน์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ว่าธนาธรไม่ได้มีการโอนหุ้นในวันที่ 8 มกราคม 2562 ผู้เขียนอยากถามว่าหน้าที่ของธนาธรคือการมั่นใจว่าตัวเองจะไม่มีหุ้นในวันสมัครรับเลือกตั้งจึงได้ขายและโอนหุ้นให้แม่ เขาคิดว่าหน้าที่และความรับผิดชอบของเขาจบแล้ว อะไรจะเกิดขึ้นบริษัทวีลัคมีเดียจะทำอะไร จะแจ้งหรือไม่แจ้งกระทรวงพาณิชย์เป็นเรื่องของบริษัทเขาไม่เกี่ยว ประเด็นนี้โดยตรรกะและสามัญสำนึก วงการวิชาการกฎหมาย เรารู้สึกอย่างไรมีบางคนอาจจะถามว่าถ้าเขาโอนหุ้นจริงทำไมเขาไม่ป้องกันตัวเองเสียแต่แรกๆ ด้วยความรอบคอบระมัดระวังเพียงแค่แจ้งกระทรวงพาณิชย์อะไรทำนองนั้นทุกคนมีสิทธิคิด ขณะเดียวกันศาลรัฐธรรมนูญเองก็ไม่สามารถพิสูจน์จากข้อมูลหลักฐานที่ กกต. ให้มาว่า 10 ปีที่ผ่านมาทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นหลังการประชุมวิสามัญ บริษัทวีลัคมีเดียจะมีการแจ้งให้กระทรวงพาณิชย์ทราบไม่กี่วันหลังจากนั้น การไม่ทำในครั้งนี้ก็ไม่ได้เป็นการพิสูจน์ได้ว่าธนาธรไม่ได้โอนหุ้นในวันที่ 8 มกราคม 2562 เพราะบริษัทกำลังจะเลิกกิจการ
9.ในการเมืองที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีฝ่ายที่เกลียดและกลัวธนาธรและพรรคอนาคตใหม่มาก ไม่ใช่แค่สะใจแต่ไม่เชื่อว่าธนาธรโอนหุ้นในวันที่ 8 มกราคม 2562 และน่าจะเป็นการทำนิติกรรม อำพรางเป็นการสะดุดขาตัวเองหรือปลาตายน้ำตื้น แต่ดังที่ได้กล่าวมาแล้วจากพยานแวดล้อม ผู้เขียนคิดว่ามันไม่น่าจะเป็นความผิดพลาดประเภทหลงลืมแล้วต้องมาหาทางทำย้อนหลัง มันอาจจะเป็นความเชื่อว่าไม่จำเป็นต้องแจ้งกระทรวงพาณิชย์และลงใน บอจ.5 เพราะก็มีนักวิชาการและนักกฎหมายให้ความเห็นว่าไม่จำเป็น ที่สำคัญและความเชื่อมั่นในตัวเองที่มากเกินไปหรือคำแนะนำของฝ่ายกฎหมาย ผู้เขียนมีเพื่อนที่มีประสบการณ์ในวงการธุรกิจหลักทรัพย์ เขาเชื่อว่าน่าจะเป็นความประมาทเลินเล่อ ทั้งหมดนี้เป็นอะไรที่เกิดขึ้นได้กับมนุษย์ แม้กระทั่งตัวเราเองอย่างที่คาดไม่ถึงเป็นที่น่าเสียดายถ้าธนาธรจะต้องมาสูญเสียความเป็นสถานภาพ ส.ส. โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับมนุษย์จำนวนมากบ่อยครั้งมาจากเรื่องเล็กๆ มาจากระบบคิดที่ Kahnemann นักจิตวิทยาที่ได้รางวัลโนเบลทางเศรษฐศาสตร์ว่าบ่อยครั้งเราคิดเร็ว (Thinking fast) คือคิดด้วยอารมณ์มากกว่าคิดด้วยเหตุผลหรือ (Thinking slow)
10.ข้อผิดพลาดของธนาธรในเรื่องนี้บางคนมองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ แต่อาจมีผลใหญ่โต แต่อย่างไรก็ตาม บทลงโทษธนาธรไม่น่าจะหนักถ้าทางการไม่สามารถพิสูจน์ว่าเป็นนิติกรรมอำพราง เป็นแต่เพียงว่าบริษัทและเขาน่าจะทำให้มากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม คนที่เป็นกลางและอย่างน้อยคน 6 ล้านคนที่เลือกธนาธร คงอดที่จะถามไม่ได้ว่า ถ้าเปลี่ยนตัวเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กกต.จะทำอะไรที่ตรงกันข้ามกับที่ทำกับธนาธร คือมีพฤติกรรมอีกแบบหนึ่งหรือไม่ เมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมและการทำงานขององค์กรอิสระโดยเฉพาะ กกต. เช่น การเลี้ยงโต๊ะจีน กรณีดอน รมว.การต่างประเทศ วิธีการคำนวณระบบ ส.ส.บัญชีรายชื่อ วิธีการสอบสวนหาข้อเท็จจริง จังหวะเวลาการยื่นคำร้อง การให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. เป็นต้น
คนเหล่านั้นเขาเชื่อว่าธนาธรถูกกลั่นแกล้ง อีกไม่นานก็จะเป็น ปิยะบุตร และในที่สุดการยุบพรรคอนาคตใหม่

