มี “ท่วงทำนอง” ที่แตกต่างอย่างแน่นอนระหว่างรายละเอียดการดีลกับพรรคพลังประชารัฐของ 1 พรรคประชาธิปัตย์ กับ 1 พรรคภูมิใจไทย
หรือแม้กระทั่ง 1 พรรคชาติไทยพัฒนา
แม้ว่าพรรคภูมิใจไทยจะมี นายชัย ชิดชอบ แม้ว่าพรรคภูมิใจไทยจะมีเงาของ นายเนวิน ชิดชอบ ทอดเงาทะมื่น
แม้ว่าพรรคชาติไทยพัฒนาจะมี น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา
เพราะว่าภายในพรรคประชาธิปัตย์นอกจากจะมี นายบัญญัติ บรรทัดฐาน และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตลอดจน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ แล้ว
ที่สำคัญยังมี นายชวน หลีกภัย
เช่นนี้เองพรรคประชาธิปัตย์จึงสามารถแปร 53 เสียงที่มีอยู่ในมือให้กลายเป็น “อำนาจ” ในห้วงแห่งการต่อรองอันแหลม
นี่คือกลยุทธ์และความจัดเจน
มีความพยายามผลักรุนหนังสือ Animal Farm เข้ามาเหมือนเป็นอุปมาฉันใดจากภาพและบรรยากาศในสภาโยงเข้าไปยังการชิงความได้เปรียบในการต่อรอง
ให้เท่ากับเป็น “การเมืองแห่งสัตว์”
แต่ไม่ว่าการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่พัฒนาอย่างสหรัฐอเมริกา หรืออังกฤษ ไม่ว่าการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ล้าหลังอย่างไทย
การต่อรองยังเป็นส่วนสำคัญของ “การดีล”
ใครที่ติดตามการต่อรองนับแต่คืนวันที่ 24 มีนาคมเป็นต้นมากระทั่งถึงคืนวันที่ 24 พฤษภาคม ก็จะสัมผัสได้ในสภาวะพังครืนของการเจรจา
คำถามอันดังมาจากพรรคประชาธิปัตย์ก็คือ
“สิ่งที่ควรชัดเจนก่อน คือ ในพรรคพลังประชารัฐใครคือบุคคลที่มีอำนาจในการเจรจา เรื่องนี้ต้องนิ่งและเป็นเอกภาพก่อน เพราะพรรคการเมืองที่จะไปร่วมก็ไม่ทราบว่าพูดจากับใคร”
เป็นคำถามถึงพรรคพลังประชารัฐ
แม้ภายหลังการเลื่อนการประชุมคณะกรรมการบริหารกับ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ออกไปในตอนค่ำของวันที่ 28 พฤษภาคม พรรคพลังประชารัฐพยายามตั้งโต๊ะแถลงข่าว
ไม่ว่า นายอุตตม สาวนายน ไม่ว่า นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์
หากศึกษาในแต่ละ “ถ้อยคำ” ก็ไม่มีคำรับรองออกมาว่าอำนาจอยู่ที่ใคร ทั้งๆ ที่เป็นหัวหน้าพรรค ทั้งๆ ที่เป็นเลขาธิการพรรค
นั่นเท่ากับชี้ว่า อำนาจใน “พลังประชารัฐ” อยู่ที่อื่น
นั่นเท่ากับแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่า นายอุตตม สาวนายน ไม่ว่า นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เสมอเป็นเพียง “เด็กเดินสาร”
ไม่มี “อำนาจ” อะไรเลยในทางเป็นจริง
คำถามจากพรรคประชาธิปัตย์ต่อพรรคพลังประชารัฐ จึงเท่ากับสะท้อนความเป็นจริงในการดำรงอยู่ของพรรคพลังประชารัฐ
มี “ค่า” ควรแก่การเจรจาด้วยหรือไม่ เพียงใด
ความน่าสนใจอยู่ที่คำถามจากพรรคประชาธิปัตย์เป็นคำถามที่รู้กันอย่างดีว่าพรรคพลังประชารัฐไม่สามารถให้คำตอบ
อย่าคิดว่ามีเพียงแต่พรรคประชาธิปัตย์ที่คิดเช่นนี้
ตรงกันข้าม พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา หรือแม้กระทั่งพรรคชาติพัฒนา ก็คิดไม่แตกต่างไปจากพรรคประชาธิปัตย์
ยิ่งกว่านั้น ชาวบ้านก็รู้สึกอย่างนี้เหมือนกัน

