หากเทียบกับดีกรีที่ออกมาจากพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ พรรคเสรีรวมไทยพรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรคประชาชาติ พรรคเพื่อชาติ พรรคพลังปวงชนไทย
ดีกรีอันออกมาจาก พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา
อาจไม่ร้อนแรงเท่า
กระนั้น ก็ต้องยอมรับว่าลีลา อาการของ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา ดำเนินไปอย่างมีลักษณะพิเศษ
พรรคภูมิใจไทยมี 51 ก็อย่างหนึ่ง ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์มี 52 และได้เพิ่มมาอีก 1 จากการเลือกตั้งซ่อมเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ก็อีกอย่างหนึ่ง
ที่ทำให้การกลืน “อาหาร” ของพรรคพลังประชารัฐไม่ลื่นคอเท่าที่ควร
นอกจากพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรคประชาชาติ พรรคเพื่อชาติ พรรคพลังปวงชนไทยแล้ว ก็มีพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนานี่แหละ
ขอให้เริ่มต้นศึกษาจาก “ขันหมาก” ที่พรรคพลังประชารัฐแห่ไปขอหมั้นจากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม เป็นต้นมา
มีความแตกต่าง “เล็กน้อย” ระหว่าง 3 พรรคการเมือง
นั่นก็คือ ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ออกมารับเอง ที่พรรคชาติไทยพัฒนา น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ออกมารับเอง
แต่ที่พรรคประชาธิปัตย์ เป็น นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน
พรรคประชาธิปัตย์อาจให้เหตุผลได้ว่าเป็นเพราะ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อยู่ในสถานะที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เจรจากับพรรคพลังประชารัฐ
กระนั้น การไม่ปรากฏตัวของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ก็สำคัญ
สะท้อนให้เห็นว่าการเจรจาระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับพรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่ถึงจุดลงตัว ยังไม่สามารถสรุปได้ถึงขั้นที่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ จะต้องออกโรง
จากวันที่ 27 พฤษภาคม กระทั่งมาถึงวันที่ 2 มิถุนายน สังคมไม่รู้ว่าพรรคพลังประชารัฐกับพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยสามารถตกลงอะไรกันได้
แต่ที่แน่ก็คือ รู้ว่ายังไม่สามารถตกลงอะไรกันได้กับพรรคประชาธิปัตย์
เพราะพรรคประชาธิปไตยเสนอเงื่อนไขไป 2 เงื่อนไข นั่นก็คือ 1 เงื่อนไขที่ต้องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และ 1 เงื่อนไขที่ต้องการเห็นการแก้ไขปัญหาสินค้าและพืชผลการเกษตร
หากมองจากท่าทีของ คสช.ประสานกับท่าทีพรรคพลังประชารัฐก็รู้ว่ายากที่จะให้ “คำตอบ”
เนื่องจากในกรณีของรัฐธรรมนูญก็เห็นอย่างเด่นชัดว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ DESIGN มาเพื่อพวกเรา” จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเติม
หากแก้ไขเมื่อใดก็เข้าทางพวกที่ต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช.
ยิ่งในกรณีของการแก้ไขปัญหาสินค้าทางการเกษตร ยิ่งเป็นเรื่องแหลมคมเพราะทุกวันนี้ในสายตาของ คสช.เศรษฐกิจดีอย่างยิ่ง ความเป็นอยู่ของประชาชนยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง
ทำไมจะต้องให้พรรคประชาธิปัตย์มารับผิดชอบในการบริหารจัดการเล่า
ข้อเสนออันมาจากพรรคประชาธิปัตย์มองจากพรรคพลังประชารัฐจึงเป็นข้อเสนอที่แทบไม่ต้องการคำตอบ หรือเป็นข้อเสนอที่ต้องการให้ปฏิเสธ
นี่คือ “ปม” สำคัญทางการเมือง
เหมือนกับเป็นปมของ คสช.และของพรรคพลังประชารัฐ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงเป็นปมที่พรรคประชาธิปัตย์เองก็หนักใจเหมือนกัน
หนักใจว่า “คำตอบ” จะออกมาอย่างไร

