เมื่อค่ำวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ แกนนำกลุ่มสตาร์ตอัพพีเพิล ถูกรุมทำร้ายมีบาดแผลที่ศีรษะ เหตุเกิดในท้องที่ สน.ห้วยขวาง และตำรวจได้ให้กู้ภัยนำส่งโรงพยาบาลตำรวจ ก่อนหน้านี้ในตอนเย็น นายสิรวิชญ์และเพื่อนนักกิจกรรม ทำกิจกรรมล่ารายชื่อให้คนเขียนจดหมายถึง 250 ส.ว. ต่อต้านการร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และตั้งโต๊ะเปิดรับรายชื่อยื่นเรียกร้องให้ ส.ว.งดออกเสียงโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 มิ.ย. ที่หอศิลปวัฒนธรรม กทม. ก่อนหน้านี้นักกิจกรรมทางการเมืองหลายคนก็ถูกรุมทำร้าย อาทิ ฟอร์ด เส้นทางสีแดง หรือนายเอกชัย หงส์กังวาน ที่ถูกรุมทำร้ายบาดเจ็บหลายครั้ง รวมถึงการถูกลอบเผาทำลายรถยนต์ ล่าสุดถูกรุมทำร้ายหน้าศาลอาญา โดยเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่สามารถตามหาคนผิดได้
น่าแปลกใจตรงที่ประเทศไทย ฝ่ายบริหารคือรัฐบาลมีความเข้มงวดและให้ความสำคัญในเรื่องความมั่นคง และความสงบเรียบร้อยภายในประเทศเป็นอันดับแรกๆ มีการใช้กฎหมายและเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งทหาร ตำรวจ จัดการหรือดำเนินคดีกับผู้ที่ทำกิจกรรมในเชิงเห็นต่างจากรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง นับจากรัฐประหารเมื่อปี 2557 จนบัดนี้เป็นเวลาถึง 5 ปี ด้วยเหตุผลว่า บุคคลเหล่านี้ละเมิดกฎหมายบ้านเมือง และประกาศ คำสั่งต่างๆ ของคณะรัฐประหาร
การใช้กำลังเข้าคุกคาม รุมทำร้ายนายสิรวิชญ์ หรือจ่านิว ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. หรือกรณีก่อนหน้านี้ที่เกิดขึ้นกับ ฟอร์ด เส้นทางสีแดง ไปจนถึงนายเอกชัย หงส์กังวาน เป็นการกระทำผิดกฎหมาย ทั้งประมวลกฎหมายอาญา และประกาศต่างๆ แต่ไม่เห็นการขยับตัวอย่างแข็งขัน ทั้งจากเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติหรือระดับผู้บังคับบัญชา ที่น่าห่วงก็คือ หากรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการใดๆ ไม่ให้ความเป็นธรรมกับผู้กระทำ ก็เสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาว่ารัฐไทยสนับสนุนให้เกิดการทำร้ายผู้เห็นต่าง
ประเทศไทยกำลังกลับสู่การเมืองปกติ มีสภาผู้แทนฯ จากเลือกตั้ง สิทธิเสรีภาพของประชาชนกำลังกลับคืนมา กฎหมายที่เป็นปฏิปักษ์กับเสรีภาพกับประชาชนจะค่อยๆ ถูกยกเลิกไป รัฐไทยต้องตระหนักและดำเนินการไปตามแนวโน้มนี้ ให้ประชาชนใช้เสรีภาพและเลิกคุกคามประชาชนด้วยระบบอำนาจมืด อำนาจเถื่อน ซึ่งไม่ใช่ทิศทางที่คนทั้งประเทศต้องการมุ่งตรงไป

