พรรคประชาธิปัตย์มีมติเข้าร่วมรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ และสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี
เรียกว่ารอจนนาทีสุดท้าย เพราะ ปชป.มีมติตอนค่ำๆ วันที่ 4 มิ.ย. รุ่งขึ้นวันที่ 5 มิ.ย. รัฐสภาประชุมเพื่อลงมติรับรองนายกรัฐมนตรี
การตัดสินใจของ ปชป. คงเรียกเสียงเฮจากผู้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะเท่ากับว่าเสียงหนุน พล.อ.ประยุทธ์ในสภา เพิ่มขึ้นอีก 100 กว่าเสียง ทั้งจาก ปชป.และพ่วงภูมิใจไทยที่รอดูอยู่เข้ามาด้วย
ในที่ประชุมรัฐสภา ตัวแทน พปชร. เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ส่วน 7 พรรค เสนอชื่อ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เข้าแข่งขัน
เมื่อไม่มีใครเสนอชื่ออีก นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาให้สมาชิกรัฐสภา ทั้ง ส.ส.และ ส.ว. อภิปรายสนับสนุนและคัดค้าน
ผู้รับการเสนอชื่อทั้งคู่ไม่อยู่ในที่ประชุมเพื่อแสดงวิสัยทัศน์ อย่างที่สมาชิกหลายคนอยากเห็น
คนหนึ่งบอกว่าโชว์วิสัยทัศน์มา 5 ปีแล้วจะแสดงอะไรอีก ส่วนอีกคนพร้อมจะมา แม้เจอคดีหุ้นสื่อ ถูกศาลสั่งยุติปฏิบัติหน้าที่ แต่ก็แสดงสปิริตมานั่งรอให้สภาเรียกตัว สุดท้ายต้องโชว์วิสัยทัศน์นอกห้องประชุม
ก่อนโหวตนายกฯนายชวนเปิดให้สมาชิกได้อภิปรายยาวเกือบๆ จุใจหลายชั่วโมง จุดนี้ถือเป็นไฮไลต์ก็ว่าได้
เพราะเป็นครั้งแรกๆ ที่สภาจากเลือกตั้ง และสภาแต่งตั้ง ซึ่งมีความคิดที่มาที่ไปแตกต่างกันมาก ได้มานั่งในห้องประชุมใต้หลังคาเดียวกัน เผชิญหน้า ผลัดกันอภิปรายในเรื่องเดียวกัน คือ บุคคลที่รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ 2 คน
ที่สำคัญทั้ง 2 คน ยืนอยู่คนละด้านในปัญหาประชาธิปไตยของประเทศไทย
เนื้อหาการอภิปราย จึงสะท้อนความคิดความเห็นและมุมมองที่แตกต่างกันแม้พูดถึงเหตุการณ์เดียวกัน
ฝ่ายหนึ่งชี้ความไม่เหมาะสมของ พล.อ.ประยุทธ์ ตรงที่เป็นผู้นำรัฐประหาร ลักษณะต้องห้าม การบริหารงานที่เป็นปัญหา และการสืบทอดอำนาจ
ฝ่ายหนึ่งยืนยันความเหมาะสมของ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยผลงานต่างๆ และอภิปรายไปถึงความไม่เหมาะสมของนายธนาธรไปพร้อมกัน
ผลการโหวตเป็นอย่างไร ใครได้เป็นนายกรัฐมนตรี คงทราบผลกันแล้ว
จะไปจัด ครม.เดินไปได้ไกลแค่ไหนก็เรื่องหนึ่ง แต่การเมืองไทยควรเดินต่อไปในลักษณะนี้ คือ อยู่ร่วม ถกเถียง แล้วหาข้อยุติด้วยเสียงข้างมาก
โดยมีสังคมภายนอกติดตามตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง
สิ่งที่พูดกันเมื่อวันโหวตนายกฯและวันต่อๆ ไป น่าเชื่อ-ไม่น่าเชื่อ จริงเท็จยังไง ใครเล่นมุขเดิม สังคมไทยเติบโตไปไกล และมีบทเรียนมากพอใน 5 ปีที่ผ่านมา ไม่ยากที่จะใช้วิจารณญาณตัดสินได้
ไม่ต้องมีผู้รู้มาสั่งสอน มาบังคับ มาปิดสวิตช์ฝั่งนี้ ให้ฟังแต่อีกฝ่ายหนึ่ง
ถึงเวลาที่รัฐบาล สภาทั้งสองสภา ต้องตามสังคมและโลกภายนอกให้ทัน
วรศักดิ์ ประยูรศุข

