หน้าแรก คอลัมนิสต์ บทเรียน เมียน...

บทเรียน เมียนมา สงคราม ผ่าน เลือกตั้ง 1 สิทธิ ก็ 1 เสียง

30.05.16 | 14:32 น.

ทั้งๆ ที่การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ พ.ศ.2531 แสดงออกอย่างเด่นชัดยิ่งว่าประชาชนเมียนมามีความโน้มเอียงไปทางพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD)

เหตุใด JUNTA จึงประกาศ “โรดแมป” เพื่อ “ประชาธิปไตย” ใน พ.ศ.2551

1 เพราะ JUNTA มีความมั่นใจในอำนาจอันเบ็ดเสร็จ และการดำรงอยู่ในสถานะแห่ง “รัฏฐาธิปัตย์” ของตน

1 เพราะ JUNTA มีความมั่นใจใน “รัฐธรรมนูญ”

รัฐธรรมนูญซึ่งกีดกันบุคคลอย่าง นางออง ซาน ซูจี มิให้สามารถดำรงตำแหน่งระดับ “ประมุข” ได้แม้จะชนะเลือกตั้งก็ตาม

Advertisement

รัฐธรรมนูญซึ่ง “สืบทอด” และดำรงอยู่แห่ง “อำนาจ” ของ JUNTA

นั่นก็ได้แก่ การยึดครองด้านหลักภายใน “สภาความมั่นคงแห่งชาติ” นั่นก็ได้แก่ การครองเสียงข้างมากในรัฐสภาอย่างค่อนข้างแน่นอน

เพราะกำหนด ส.ส. “ลากตั้ง” ไว้ถึงจำนวนร้อยละ 25 ของสมาชิก “รัฐสภา”

จากนั้นก็ทดสอบโดยการจัดตั้งพรรคสหภาพเพื่อความสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ขึ้นแล้วเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งใน พ.ศ.2553

นั่นก็คือ “พรรคทหาร” พรรคอันเป็น “นอมินี”

จะเข้าใจพรรคสหภาพเพื่อความสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ได้อย่างมีชีวิตชีวาต้องปรับประสานเข้ากับบทเรียนของ “พรรคทหาร” ในสังคมประเทศไทย

บทเรียนจาก “พรรคเสรีมนังศิลา” ในยุค 2500

บทเรียนจาก “พรรคชาติสังคม” ในยุคหลังรัฐประหารและหลังการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนธันวาคม 2500

บทเรียนจาก “พรรคสหประชาไทย” ในยุครัฐธรรมนูญ พ.ศ.2512

รวมถึงบทเรียนจาก “พรรคเสรีธรรม” และ “สหพรรค” ในยุครัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521 และพรรคสามัคคีธรรมในยุครัฐธรรมนูญ พ.ศ.2534

นั่นก็คือ การเล่นการเมือง 2 ขา

ขา 1 ไปจัดตั้งพรรค “นอมินี” หรือที่เรียกกันในภายหลังว่า “พรรคทหาร”

ขณะเดียวกัน ขา 1 ดำเนินการร่างกฎกติกา

ผ่านรัฐธรรมนูญให้สามารถ “แต่งตั้ง” สมาชิกสภาไม่ว่าจะเรียก “สมาชิกสภานิติบัญญัติ” ไม่ว่าจะเรียก “สภาผู้แทนประเภท 2” ไม่ว่าจะเรียก “สมาชิกวุฒิสภา”

ขาที่ 2 นั้นแหละคือ กระดูกสันหลังอย่างแท้จริงของ “รัฐบาล” ที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง

JUNTA มีความมั่นใจจากชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อ พ.ศ.2553 และความมั่นใจจากรัฐธรรมนูญในระยะเปลี่ยนผ่าน

จึงได้เคลื่อนไปยังกระบวนการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2558

การเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2558 สะท้อนการสรุปบทเรียนไม่ว่าจะของ “ประชาชน” ไม่ว่าจะของพรรคสันนิบาต

แห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD)

ขณะที่ไม่มีการสรุปบทเรียนจาก JUNTA

ยิ่งพรรคสหภาพเพื่อความสามัคคีและการพัฒนา (USDP) อันมี นายเต็ง เส่ง เป็นผู้นำ ยิ่งไม่มีการสรุปบทเรียน หรือทำความเข้าใจต่อสภาพการณ์ “ใหม่” ในทางการเมือง

บทเรียนทางด้าน “ประชาชน” คือ จะต้องเทคะแนนอย่างชนิด “แลนด์ สไลด์”

บทเรียนทางด้าน พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ก็คือ เป้าหมายจะต้องมากกว่าร้อยละ 80 ที่เคยได้ใน พ.ศ.2531

นั่นก็คือ ต้องทะยานให้เกินไปกว่าร้อยละ 90

เพราะเมื่อได้ร้อยละ 90 จากการเลือกตั้ง ขณะที่พรรคสหภาพเพื่อความสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ได้รับเลือกเพียงร้อยละ 10

แม้จะรวมจากจำนวน ส.ส.ลากตั้งอีกร้อยละ 25 ก็ทำเสียงได้เพียงร้อยละ 35 เท่านั้น

“เสียงข้างมาก” ยังเป็นของ “NLD”

กระบวนการช่วงชิงชัยชนะทางการเมืองที่เมียนมามิได้หมายถึงชัยชนะของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) เท่านั้น หากแต่ยังนำเสนอ “แนวทาง” และกระบวนการ “ต่อสู้” เพื่อประชาธิปไตยในทางสากลให้กับประเทศด้อยพัฒนาทางการเมืองอื่นๆ อีกด้วย

เป็น “สงครามประชาชน” โดยผ่านกระบวนการ “เลือกตั้ง”

กระบวนการต่อสู้ของ “เมียนมา” กระบวนการยืนหยัดและต่อสู้ของ NLD และ นางออง ซาน ซูจี จึงสำคัญ

สำคัญต่อ “ประชาชน” ที่ถูกเผด็จการในแบบ JUNTA กระทำย่ำยี สำคัญต่อผู้รักและเรียกร้อง “ประชาธิปไตย” ที่ยึดมั่น

ในแนวทางสันติ อหิงสา ไม่ใช้ความรุนแรง

เพราะ “ประชาธิปไตย” ทุกคนล้วนมี 1 สิทธิ 1 เสียงเท่ากัน