ปัญหาใหญ่หลวงของพรรคคอมมิวนิสต์พม่าตั้งแต่เริ่มตั้งคือความแตกต่างทางความคิดในหมู่ผู้นำพรรค จริงอยู่ว่าทุกคนมองว่าลัทธิมาร์กซ์ คอมมิวนิสต์ และสังคมนิยม เป็นเครื่องมือที่จะปลดปล่อยพม่าจากระบอบอาณานิคม และสร้างความกินดีอยู่ดีให้กับคนในชาติได้ แต่แนวทางและวิธีการของผู้นำแต่ละคนแตกต่างกันเกินไป เมื่อออง ซานเจรจาตกลงกับอังกฤษ และได้รับคำมั่นว่าพม่าจะได้รับเอกราชในไม่ช้า บรรดาแกนนำ “ตะขิ่น” ก็เริ่มถอยออกจากพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ยังมีแกนนำอีกบางคนที่ยึดมั่นในพรรคไม่เสื่อมคลาย และมองว่าการเปลี่ยนแปลงสังคมพม่าจะเกิดขึ้นได้ผ่านการปฏิวัติจากเบื้องล่างเท่านั้น การขาดแกนนำคนสำคัญ อย่างออง ซาน หรือมันสมองคนสำคัญอย่างเตง เพ ไป ตลอดจนการประกาศจุดยืนแยกออก AFPFL พรรครัฐบาลที่กำลังโด่งดังเป็นพลุแตก ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์พม่าไม่มีอิทธิพลมากอย่างที่ควรเป็น และขับให้พรรคกลายเป็นขบวนการใต้ดินต่อมา
ในต้นปี 1947 มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้น แต่พรรคคอมมิวนิสต์ประกาศบอยคอตการเลือกตั้งในครั้งนั้น แม้พรรคจะส่งตัวแทน 28 คนลงชิงชัยในนามอิสระ และมีเพียง 7 คนที่ได้รับการเลือกตั้งเข้าไปนั่งในสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ที่นั่งทั้งหมด 255 ที่) ด้าน AFPFL กวาดที่นั่งที่เหลืออีก 248 ที่เรียบ ถึงจุดนี้ แกนนำพรรคคอมมิวนิสต์เล็งเห็นว่าตนไม่สามารถสู้ AFPFL ได้ในวิถีการเลือกตั้งปกติ วิธีเดียวคือลงไปทำงานกับองค์กรขนาดใหญ่ เช่น ที่ประชุมสหภาพแรงงาน (ในคณะนั้นมีตะขิ่น บา เฮง คอมมิวนิสต์คนสำคัญเป็นผู้นำ) ที่รวมสหภาพแรงงาน 14 แห่งทั่วประเทศไว้ นอกจากการแทรกซึมผ่านเข้าไปทางสหภาพแรงงานแล้ว พรรคคอมมิวนิสต์ยังมีบทบาทสำคัญในสหภาพชาวนา โดยชูนโยบาย “ไม่จ่ายค่าเช่า ไม่จ่ายภาษี” และสามารถดึงดูดชาวนาจำนวนมากเข้ามาได้
พรรคคอมมิวนิสต์พม่าเข้มแข็งขึ้นตามลำดับเมื่อเริ่มสถาปนาความสัมพันธ์กับพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศอื่นๆ เริ่มจากการส่งผู้นำ 2 คนไปงานประชุมคอมมิวนิสต์แห่งบริติชเอ็มไพร์ ที่กรุงลอนดอน และยังมีแกนนำพรรคอีกบางส่วนที่เดินทางไปกัลกัตตาเพื่อร่วมการประชุมกับพรรคคอมมิวนิสต์อินเดียครั้งที่ 2 การประชุมนี้มีความสำคัญยิ่งสำหรับประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์ในเอเชีย รูธ แมคเวย์ (Ruth McVey) ผู้เชี่ยวชาญด้านพรรคคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เคยตั้งข้อสังเกตว่าสหภาพโซเวียตอยู่เบื้องหลังการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์อินเดียที่กัลกัตตาในปี 1947 และเป็นความพยายามของโคมินฟอร์ม หน่วยสืบราชการลับของโซเวียตที่เพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่ เพื่อปลุกให้เกิดการลุกฮือของคอมมิวนิสต์ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แม้จะไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดว่าโซเวียตอยู่เบื้องหลังการประชุมที่กัลกัตตาหรือไม่ และสนับสนุนขบวนการคอมมิวนิสต์ติดอาวุธในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จริงหรือไม่ แต่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในพม่า มาลายา และฟิลิปปินส์ ตลอดปี 1948 หลังการประชุมที่กัลกัตตาอาจยืนยันได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ นับแต่นี้ ความเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์ในพม่าจะเป็นการจับอาวุธขึ้นสู้ (armed struggle) และการปลุกระดมชนชั้นล่างเพื่อตอบโต้รัฐบาล ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์พม่าที่โดดเด่นขึ้นมาในยุคนี้คือชายหนุ่มพม่าเชื้อสายอินเดีย นามเอช.เอ็น. โกชาล (H.N. Goshal) หรือชื่อพม่าว่าตะขิ่น บา ติน (Thakin Ba Tin) ผู้มีบทบาทปลุกระดมคนงาน และประชาสัมพันธ์พรรคคอมมิวนิสต์ในหมู่คนงานและชาวนา เมื่อโกชาลเข้าร่วมการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์อินเดียที่กัลกัตตา เขาเล็งเห็นว่าทิศทางของขบวนการคอมมิวนิสต์ทั่วโลกคือการจับอาวุธขึ้นสู้กับรัฐบาล โกชาลคิดและเขียนข้อสรุปของเขาออกมา เป็นที่รู้จักว่า “ข้อเสนอของโกชาล” (Goshal Thesis) ซึ่งปฏิเสธคอมมิวนิสต์สายกลาง สมาทานลัทธิเหมาเต็มตัว และชี้ให้เห็นความจำเป็นในการสร้างกองกำลังติดอาวุธ พร้อมๆ กับการปลุกระดมคนงานในเขตเมืองให้นัดหยุดงาน
การเปลี่ยนแปลงทางแนวคิดภายในพรรคคอมมิวนิสต์พม่าสร้างความตระหนกให้คนในรัฐบาลพม่าไม่น้อย แกนนำพรรคคอมมิวนิสต์หลายคนถูกจับกุม การกวาดล้างในครั้งนั้นทำให้แกนนำพรรคคอมมิวนิสต์ที่เหลือต้องหนีจากย่างกุ้ง และไปตั้งหลักในเขตชนบท เกิดการปะทะกันระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์พม่าและกองกำลังฝ่ายรัฐบาลครั้งแรกในวันที่ 2 เมษายน 1948 แถบเมืองพะโค เพียงไม่กี่เดือนหลังพม่าได้รับเอกราช นับเป็นการเปิดฉากสงครามกลางเมืองในพม่าอย่างเป็นทางการ ในความคิดของผู้นำคอมมิวนิสต์พม่า พม่าเป็นสังคมกึ่งอาณานิคม กึ่งศักดินา การปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพจึงยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ด้วยความคิดนี้ ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จึงตัดสินใจหันหลังให้เมือง และเดินหน้าปลุกระดมมวลชนในเขตชนบทอย่างเต็มที่ ฝึกการใช้อาวุธ และบ่มเพาะอุดมการณ์คอมมิวนิสต์แบบเหมาให้ชาวนาในชนบท
ระหว่างปี 1948-1955 พรรคคอมมิวนิสต์ใช้กองกำลังของตนเองต่อสู้กับรัฐบาลพม่าอย่างเข้มข้น จากฐานที่มั่นในพม่าภาคกลาง ต่อมาเมื่อกองกำลังฝ่ายคอมมิวนิสต์เริ่มอ่อนกำลังลง แกนนำพรรคจึงเริ่มเข้าสู่โหมดเจรจากับรัฐบาล การหยุดยิงชั่วคราวเกิดขึ้นระหว่างปี 1955-1963 เป็นช่วงรอยต่อระหว่างรัฐบาลของอู นุ กับรัฐบาลเน วิน แน่นอนว่าเมื่อเน วินรวบอำนาจในรัฐบาลและกองทัพได้อย่างเบ็ดเสร็จ ภายใต้ BSPP (Burma Socialist Programme Party) หรือพรรคโครงการสังคมนิยมพม่า นายทหารสายแข็งผู้นี้ไม่ต้องการการเจรจาใดๆ แต่เน้นใช้กำลังเพื่อปราบปรามผู้ท้าทายอำนาจของรัฐอย่างเต็มที่ พรรคคอมมิวนิสต์จึงเริ่มถอยร่นไปยังที่มั่นแห่งใหม่ในรัฐฉาน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของพม่า ระหว่างปี 1968-1975 พรรคคอมมิวนิสต์พม่าตั้งฐานที่มั่นแห่งใหม่ทางตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน กินพื้นที่ในรัฐฉานและรัฐกะฉิ่นตะวันออก ติดกับชายแดนจีน
แม้จะมีฐานที่มั่นแห่งใหม่ และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนเป็นอย่างดี แต่ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์มีความใฝ่ฝันจะกลับไปตั้งศูนย์กลางพรรคฯที่พม่าตอนกลาง หรือพม่าตอนล่างตลอดมา ในปี 1975 พรรคคอมมิวนิสต์พม่าเริ่มปฏิบัติการลับรหัส “7510” (มาจากตุลาคม 1975) เริ่มเดินทัพข้ามแม่น้ำสาละวิน และพยายามเชื่อมฐานที่มั่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้ากับฐานที่มั่นเดิม หุบเขาระหว่างเมืองยาเมตินกับปยินมะนา แถบที่ลุ่มแม่น้ำสะโตง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ และนำไปสู่ความตกต่ำของพรรคในที่สุด
ในสัปดาห์ต่อๆ ไป เราจะย้อนกลับไปดูปฏิบัติการของพรรคคอมมิวนิสต์พม่า เริ่มตั้งแต่จุดสูงสุดของพรรคที่สามารถรวบรวมคนชั้นล่างหลายหมื่นให้มารวมกับตนได้ ไปจนถึงการเริ่มถดถอยของพรรค การเจรจากับรัฐบาลของเน วิน ไปจนถึงอวสานของพรรค ตลอดจนกิจกรรมของคนในพรรคที่ไม่ได้มีเพียงการจับอาวุธขึ้นสู้กับรัฐบาลพม่าเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดที่ใหญ่ที่สุดขบวนการหนึ่งในโลกตลอดยุคสงครามเย็น

