น.3คอลัมน์ : จุดเดือด การเมือง ของ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใน ‘พลังประชารัฐ’

17.06.19 | 13:13 น.

สถานการณ์กำลังบีบและกดดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จำเป็นต้องเข้าไปรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐอย่างยากจะหลีกเลี่ยงได้พ้น

เพราะนับวันอำนาจนำมิได้เป็นของหัวหน้าและเลขาธิการพรรค

ความจริง ก่อนหน้านี้มีการข้ามสายบังคับบัญชาภายในพรรคพลังประชารัฐตลอดเวลาอยู่แล้ว ไม่ว่าหัวหน้า ไม่ว่าเลขาธิการพรรคเสมอเป็นเพียง “นอมินี”

แต่หลังวันที่ 24 มีนาคม มีความเด่นชัด

ไม่เพียงแต่ภายในพรรคพลังประชารัฐจะ “ข้ามหัว” หัวหน้าและเลขาธิการพรรค หากแม้กระทั่งคนนอกพรรคก็เริ่มประจักษ์

Advertisement

ประจักษ์ว่า หัวหน้าและเลขาธิการพรรคไม่มี “ความหมาย”

ที่เด่นชัดเป็นอย่างมากก็คือ ท่าทีของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ท่าทีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อเห็นบทบาทลูกแหล่งตีนมือในพรรคพลังประชารัฐออกอาการ

เท่ากับยืนยันว่า แวดวงการเมืองต้องการ “ตัวจริง” ไม่ใช่ “นอมินี”

ท่าทีจากพรรคประชาธิปัตย์ ท่าทีจากพรรคภูมิใจไทย อาจจะพอเข้าใจได้เพราะ 2 พรรคนี้เก่าแก่และเป็นพรรคขนาดกลาง

มีศักดิ์ศรีอย่างเพียงพอ มีความจัดเจนอย่างเพียงพอ

แต่พลันที่มีปฏิกิริยาจากแกนนำบางส่วนภายในพรรคพลังประชารัฐ 1 จากตัวแทนของ ส.ส.ภาคใต้และ 1 จากตัวแทนของ ส.ส.อีสานตอนบน

คราวนี้ก็รู้แล้วว่าพวกเขาหัวหน้าและเลขาธิการพรรคอย่างไร

ตรงนี้เองที่ทำให้พรรคที่เคยแสดงท่าทีว่าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐตั้งแต่ต้นอย่างพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย และพรรคชาติพัฒนา เริ่มหงุดหงิด

นี่ย่อมเป็นพรรคขนาดมี ส.ส.เพียง 2 หรือ 3

ท่าทีที่นักการเมืองทั้งภายในพรรคและภายนอกพรรคพลังประชารัฐแสดงออกเขามิได้ต้องการสื่อกับหัวหน้าหรือเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ

หากเป้าหมายอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เท่านั้น

ถ้าประเมินการกำหนดบทบาทในแบบของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ทำเสมือนกับไม่รู้อะไรสักอย่างในทางการเมือง

ท่วงท่า อาการเช่นนั้นอาจได้รับการชมเชย

ชมเชยเพราะว่าเท่ากับเป็นเงาสะท้อนแห่งอาการ “งำประกาย” มีแต่แสดงว่าไม่มี ส่งผลให้ที่เห็นว่าไม่มีกลับมี

แต่ภายหลังจากสถานการณ์วันที่ 24 มีนาคม เริ่มไม่ใช่แล้ว

ท่วงท่าอาการที่มีคำว่า “ไม่รู้” ติด 2 ริมฝีปากของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อาจซ่อนแฝงเงื่อนงำบางประการ

แต่ในที่สุดก็เท่ากับชี้ไปยังผู้รู้แท้จริงว่าเป็นใคร

นั่นเท่ากับว่าแอกที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เคยแบกหนักตั้งแต่ก่อนและหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เริ่มมีการผ่องถ่าย

ผ่องถ่ายไปวางบนบ่าของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ในที่สุด ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะไม่ต้องการหรือจะต้องการ แต่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคต้องเป็นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แน่นอน

เพราะหัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน เริ่มหมดบทบาท

ที่สำคัญก็คือ สังคมมองข้ามความหมายของหัวหน้าพรรค เลขาธิการคนปัจจุบันไปอย่างสิ้นเชิง และเห็นแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เท่านั้น

เพราะอำนาจอยู่ในมือของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มิใช่ใครไหนอื่น