แม้การเมืองยังชุลมุนวุ่นวายกับเกมชิงเก้าอี้ รมต. แต่ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล
ห่วงโซ่การเปลี่ยนแปลงผูกโยงกันหมดทั้งคน สัตว์ สิ่งของ ป่า ดิน น้ำ อากาศ ที่ส่งผลเชื่อมโยงถึงกันทั่วโลก
การกระทำเพียงจุดเล็กๆ อาจเกิดผลกระทบตามมาเป็นวงกว้าง ดังที่มีคนว่าไว้ “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว”
มนุษย์นับได้ว่าเป็นตัวการสำคัญในการทำลายสิ่งแวดล้อม จนเสียสมดุลและผลร้ายนั้นก็วกกลับมาทำลายล้างมนุษย์เอง จึงสำนึกและสำเหนียก
เมื่อ 5-16 มิถุนายน 2515 มีการประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,300 คน จาก 113 ประเทศ และมีผู้สังเกตการณ์กว่า 1,500 คน เพื่อร่วมหาทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่โลกกำลังเผชิญ
จากการประชุมเมื่อ 47 ปีที่แล้ว เกิดข้อตกลงร่วมกันหลายด้าน ที่สำคัญคือ กำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก เพื่อระลึกถึงความร่วมมือในการดูแลสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ ยังจัดตั้งโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา
รวมทั้งให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ไปจัดตั้งหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศของตน สำหรับประเทศไทยได้ออก พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2518 พร้อมตั้งสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติขึ้นมา
47 ปีที่ผ่านมา แม้ประเทศต่างๆ จะตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นและการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติหมดลงไปต่อเนื่อง
โลกปัจจุบันจึงอยู่ในวิกฤตสิ่งแวดล้อม ที่ส่งผลให้เห็นในรูปภัยพิบัติต่างๆ
การดูแลสิ่งแวดล้อมต้องตระหนักและปฏิบัติตั้งแต่ระดับปัจเจก ไปจนถึงระดับนานาชาติ
องค์กรธุรกิจก็หนึ่งในห่วงโซ่สำคัญ แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เป็นอีกเครื่องมือที่จะช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม
หลายประเทศทั้งเยอรมนี ญี่ปุ่น และจีน เดินหน้าสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างจริงจังแล้ว
ในไทยก็มีองค์กรธุรกิจบางแห่งดำเนินมาระยะหนึ่งแล้ว เช่น “พีทีที โกลบอล เคมิคอล” หรือ “จีซี” โดยนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ใน “GC Circular Living” ผ่านการพัฒนาองค์กร 3 ด้านหลัก
1.นำวัตถุดิบทางการเกษตรมาผลิตเป็นพลาสติกย่อยสลายได้ (ไบโอพลาสติก) เพื่อทดแทนการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เป็นพลาสติกทางเลือกใหม่ ที่จะตอบโจทย์การดูแลสิ่งแวดล้อม
2.ริเริ่มโครงการ Upcycling the Oceans, Thailand โดยนำขยะพลาสติกจากท้องทะเลและชายฝั่งมารีไซเคิล โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมตั้งแต่การจัดเก็บ ขนส่ง ออกแบบ จนถึงผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ เสื้อ รองเท้า กระเป๋า อุปกรณ์ในครัวเรือน
3.นำระบบ 5Rs คือ ลดการใช้ (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) แปรรูปมาใช้ใหม่ (Recycle) ใช้ทรัพยากรหมุนเวียน (Renewable) และการปฏิเสธการใช้ (Refuse) มาใช้ในทุกกระบวนการผลิตของโรงงาน ตั้งแต่นำพลังงานเหลือทิ้งมาใช้ให้เกิดประโยชน์ นำของเสียกลับมาใช้ใหม่
นอกจากนี้ “จีซี” ยังมีแผนลดกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกสำหรับสินค้าชนิดใช้แล้วทิ้ง เช่น ถุงหูหิ้ว จากปัจจุบันที่มีกำลังผลิต 1 แสนตันต่อปี ให้เหลือ 0 ในอีก 5 ปีข้างหน้า และหันไปผลิตเม็ดพลาสติกสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีความคงทน พร้อมพัฒนาไบโอพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแทน
อีกโครงการ ที่น่าสนใจ นั่นคือการสร้างโรงงานรีไซเคิลพลาสติกแบบครบวงจร มูลค่ากว่า 2 พันล้านบาท กำลังการผลิต 4 หมื่นตันต่อปี
“สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ “จีซี” คาดว่าโรงงานนี้จะเสร็จปลายปี 2563
เป็นอีกโมเดลที่มุ่งสู่ “ธุรกิจสีเขียว” เพื่อช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมทั้งไทยและโลก
สัญญา รัตนสร้อย

