หน้าแรก คอลัมนิสต์ กำเนิดพรรคคอม...

กำเนิดพรรคคอมมิวนิสต์พม่า (5) โดย ลลิตา หาญวงษ์

21.06.19 | 13:00 น.

หลังพม่าได้รับเอกราชไม่ถึงปี ความขัดแย้งในหมู่ผู้นำพรรครัฐบาล AFPFL ผลักให้แกนนำสายคอมมิวนิสต์ต้องออกจากพรรค และยึดพื้นที่ในชนบทเพื่อเผยแพร่อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ของตน แนวทางแบบคอมมิวนิสต์เข้าถึงชาวพม่าในชนบทได้ไม่ยาก ความเชื่อที่ว่าพรรคคอมมิวนิสต์เปรียบเสมือนพระศรีอริยเมตไตรย์ ผู้ปลดปล่อยสรรพสัตว์จากความยากจน และประสบการณ์ที่มีกับเจ้าอาณานิคม ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นว่าการปฏิวัติทางชนชั้นจะเป็นหนทางเดียวที่จะสามารถปลดปล่อยชาวพม่าให้เป็นไทได้อย่างแท้จริง ในปี 1948 กลุ่มคอมมิวนิสต์ภายใต้ชื่อกองทัพปลดปล่อยประชาชนแห่งพม่า (People’s Liberation Army of Burma หรือ PLAB) นำกำลังราว 15,000 ลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลพม่าในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทหารในกองทัพพม่าเองก็ลุกฮือขึ้น ตั้งกองกำลังของตนขึ้นมาในนาม กองทัพปฏิวัติพม่า (Revolutionary Burma Army หรือ RBA) และไปเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์

ตะขิ่น ถั่น ทุน

ความน่าสนใจของความเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์พม่าในช่วงนี้คือผู้นำทั้ง PLAB และ RBA ล้วนเป็นหนึ่งในกลุ่ม “สามสิบสหาย” (Thirty Comrades) ที่ร่วมกันต่อต้านญี่ปุ่น และต่อสู้เพื่อเอกราชมาพร้อมๆ กับนายพลออง ซาน แต่ด้วยความแตกต่างทางความคิดทางการเมือง จึงทำให้นักชาตินิยมหนุ่มเหล่านี้ไม่เชื่อมั่นในการเจรจาระหว่างออง ซานกับรัฐบาลอาณานิคม และเชื่อว่าพม่าได้เอกราชมาเพราะการยอมจำนนและการเข้าสู่โต๊ะเจรจากับเจ้าอาณานิคม มิใช่การต่อสู้ที่ชอบธรรมสำหรับนักปฏิวัติ กลุ่มติดอาวุธอีกบางกลุ่มจับอาวุธขึ้นต่อต้านรัฐบาลในเวลาต่อมา และเมื่อรวมกับกองกำลังติดอาวุธของกะเหรี่ยง กะเหรี่ยงแดง (คะเรนนี) มอญ หรือแม้แต่กลุ่มมูจาฮิดีนในรัฐอาระกัน สงครามกลางเมืองในพม่าเริ่มขึ้น และยังจะมีอยู่มาจวบจนปัจจุบัน

ประวัติศาสตร์การสู้รบระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับรัฐบาลพม่าเป็นไปในลักษณะ “ผลัดกันรุกผลัดกันรับ” เมื่อกองทัพฝ่ายคอมมิวนิสต์สามารถรวบรวมกำลังได้ประมาณหนึ่ง ก็จะเปิดฉากโจมตีกองทัพพม่า เริ่มจากพื้นที่ในพม่าตอนล่างก่อน พรรคคอมมิวนิสต์มักร่วมมือกับกองกำลังของชนกลุ่มน้อย และคุกคามกองทัพพม่าได้เป็นพักๆ ในต้นปี 1949 กลุ่มกบฏสามารถยึดมัณฑะเลย์และพื้นที่โดยรอบได้เกือบเดือน แต่ที่สามารถชนะกองทัพพม่าได้ในช่วงสั้นๆ เพราะกองกำลังคอมมิวนิสต์ได้แรงหนุนจากกองกำลังของนอ เส่ง (Naw Seng) แม่ทัพคนสำคัญของกองทัพพม่าเป็นกบฏและนำกำลังที่ตนเองมีต่อสู้กับกองกำลังของรัฐบาลพม่า นอ เส่ง ผู้นำคอมมิวนิสต์ และผู้นำชนกลุ่มน้อยในพม่าตอนบนร่วมกันตีกองทัพพม่าในพม่าตอนบน รู้จักปฏิบัติการครั้งนั้นว่า “Upper Burma Campaign” แต่ไม่สามารถเอาชนะกองทัพพม่าได้ นอ เส่ง และผู้ติดตามอีกหลายร้อยคนต้องหนีเข้าไปในฝั่งจีน และลี้ภัยที่กุ้ยโจว

ชัยชนะของรัฐบาลพม่าในเวลานั้นมิได้สะท้อนความอ่อนแอของกองกำลังคอมมิวนิสต์-ชนกลุ่มน้อย ที่ไร้เอกภาพ เพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนว่าพม่าได้รับอาวุธจำนวนมากจากอินเดีย เพียงพอที่จะทำให้ฝ่ายรัฐบาลปราบปรามฝั่งชนกลุ่มน้อย-คอมมิวนิสต์ได้ชั่วคราว หลังพ่ายแพ้ในแคมเปญยึดพม่าตอนบน กองกำลังทั้งหมดของพรรคคอมมิวนิสต์กลับมารวมตัวกันใหม่ และตั้งกองทัพประชาชน (People’s Army) ขึ้น ภายใต้ตะขิ่น ถั่น ทุน (Thakin Than Tun) นักคิดเหมาอิสต์คนสำคัญของพม่า แนวคิดของถั่น ทุน และกลุ่มผู้นิยมเหมาในพรรคคอมมิวนิสต์เชื่อมั่นในทฤษฎี “ป่าล้อมเมือง” คือต้องระดมสรรพกำลังเพื่อยึดชนบทให้ได้ก่อนจะยึดเมือง แต่ตลอดทศวรรษ 1950 พรรคคอมมิวนิสต์ไม่สามารถยึดพื้นที่เมืองในพม่าได้เลย ภารกิจหลักของพรรคจึงอยู่ในเขตชนบท พรรคคอมมิวนิสต์ได้ใจชาวนาเพิ่มขึ้นจากยุทธศาสตร์ยึดที่ดินจากเจ้าที่ดินรายใหญ่แล้วแจกจ่ายให้กับเกษตรกรที่ยากจน โดยเฉพาะในเขตปยินมะนา (ใกล้กับเนเปยีดอในปัจจุบัน)

หลังพ่ายแพ้ต่อกองกำลังฝ่ายรัฐบาลครั้งแล้วครั้งเล่า ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์พม่ากลับมานั่งทบทวนบทเรียนโดยใช้การปฏิวัติจีนเป็นตัวอย่าง ก่อนสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับก๊กมินตั๋ง เหมาเจ๋อตุง ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนเข้าร่วมกับพรรคก๊กมินตั๋ง ร่วมมือกันขับไล่ญี่ปุ่นออกไป เมื่อขับไล่ศัตรูต่างชาติออกไปแล้ว กองกำลังคอมมิวนิสต์จีนจึงเริ่มโจมตีก๊กมินตั๋ง จนฝ่ายหลังต้องถอยร่นไปเกาะไต้หวันและมีอีกหลายหมื่นคนที่ทะลักเข้าไปในเขตชายแดนจีน-พม่า ผู้นำคอมมิวนิสต์พม่ามองว่าตนควรร่วมมือกับรัฐบาลพม่าขับไล่กองกำลังก๊กมินตั๋งที่ไหลเข้าไปในพม่าเสียก่อน เมื่อได้เสียงสนับสนุนมากขึ้น และเข้มแข็งขึ้น จึงจะเปิดฉากโจมตีกองกำลังรัฐบาลพม่า แต่สถานการณ์ไม่เป็นไปตามความคาดหมาย พรรคคอมมิวนิสต์ยึดที่ดินจากเกษตรกรแล้วนำไปคืนให้เจ้าที่ดิน เพื่อทำให้รัฐบาลเห็นว่าตนไม่มีเจตนาจะใช้ความรุนแรง และแสดงความจริงใจว่าต้องการกลับไปร่วมกับรัฐบาลพม่าจริง แต่ปัญหาที่พรรคคอมมิวนิสต์ต้องประสบคือลูกหลานของเกษตรกรรายย่อยที่เคยได้รับที่ดินที่พรรคคอมมิวนิสต์ยึดมาล้วนเป็นกำลังสำคัญในกองกำลังของพรรคความไม่พอใจจึงเกิดขึ้น ซึ่งทำให้พรรคต้องสูญเสียกำลังสำคัญของตนไป และรัฐบาลที่ย่างกุ้งเองก็ไม่เคยมองว่าพรรคคอมมิวนิสต์มีความจริงใจ และต้องการร่วมมือกับตนเพื่อต่อสู้กับกองกำลังก๊กมินตั๋งในพม่าจริง

Advertisement

ในปี 1955 หลังพรรคคอมมิวนิสต์เริ่มทำสงครามกลางเมืองกับรัฐบาลพม่ามาแล้ว 7 ปี ผู้นำพรรคกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง และมองว่าความล้มเหลวของพรรคคอมมิวนิสต์พม่าคือพรรคไม่สามารถดึงดูดคนพม่า ทั้งในเขตเมืองและชนบทได้จริง และกำลังเพียงหลักหมื่นของพรรคไม่มีทางเอาชนะกองทัพพม่าที่มีกำลังหลายแสนนาย ผู้นำพรรคมองว่าพรรคคอมมิวนิสต์พม่าควรหันมาผ่อนปรนและเจรจากับรัฐบาล ในเวลาเดียวกันนั้น กระแสคอมมิวนิสต์ทั่วโลกก็อ่อนลงหลังการอสัญ
กรรมของสตาลิน ประเทศคอมมิวนิสต์ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหภาพโซเวียตหันไปใช้นโยบายสังคมนิยมนำ แทนที่ลัทธิสตาลินแบบเดิม

ความล้มเหลวของพรรคคอมมิวนิสต์พม่ายังมีจากนโยบายของรัฐบาลพม่าภายใต้อู นุ ที่พร้อมผ่อนปรนและเจรจากับผู้ต่อต้านรัฐบาลทุกฝ่าย นโยบายรวมฝ่ายซ้าย (Leftist Unity Programme) เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่รัฐบาลพม่างัดออกมาใช้ เพื่อกันไม่ให้ชาวบ้านเทใจไปให้พรรคคอมมิวนิสต์ นโยบายนี้เน้นการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร และเน้นให้ชาวบ้านบริหารจัดการตนเอง คล้ายกับมีองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น นอกจากนี้ รัฐบาลยังออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับคอมมิวนิสต์ที่ยอมจำนน ก่อนที่พรรคคอมมิวนิสต์จะกลายเป็นขบวนการใต้ดินอย่างเป็นทางการในปี 1953 ความสำเร็จของพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลกเกิดจากความสามารถบริหารจัดการมวลชนของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตลอดจนเข้าไปมีอิทธิพลในสหภาพแรงงานทั่วประเทศ แต่สำหรับพรรคคอมมิวนิสต์ในพม่า ความแตกต่างทางอุดมการณ์ในกลุ่มผู้นำพรรคไม่สามารถทำให้พรรคมีเอกภาพ และเป้าหมายร่วมกันได้ ในอาทิตย์ต่อไป เราจะมาพูดถึงการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์พม่าหลัง “ลงดิน” และการย้ายฐานที่มั่นจากพม่าภาคกลาง ไปอยู่ในเขตรัฐฉาน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของพม่า