หน้าแรก คอลัมนิสต์ คลายเงื่อนตาย...

คลายเงื่อนตาย โดย นฤตย์ เสกธีระ

31.05.16 | 13:01 น.

ครบ 2 ปียึดอำนาจ น่าจะประเมินผลในมิติความปรองดองด้วย

เพราะเหตุผลหนึ่งของการยึดอำนาจคือสังคมไทยไม่ปรองดอง

คณะนายทหารที่ตบเท้าเข้ามาบริหารประเทศ ย้ำหลายครั้งว่าเข้ามาเนื่องจากประเทศไม่ปกติ

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังวอนขอให้ 2 ฝ่าย 2 ขั้ว …อย่าสุดโต่ง

ถอดรหัสคำพูดแสดงว่า ฝ่ายทหารยังไม่มั่นใจเรื่องความปรองดอง

Advertisement

และก็คงเป็นเช่นนี้ เพราะนับวันสถานการณ์ปรองดองในไทย…มืดมนลงเรื่อยๆ

ย้อนกลับไปในอดีต ต้องยอมรับว่า แต่เดิมกลุ่มคนที่มีความคิดสุดโต่งจำนวนน้อย

คนไทยส่วนใหญ่ไม่สุดขั้ว จึงเป็น “บัฟเฟอร์”Ž กั้นกลาง 2 ฝ่ายที่มีความเห็นขัดแย้งกัน

แต่ภายหลังเกิดการป้ายสี ปลุกระดมกระทั่งความคิดสุดโต่งขยายขอบเขต

ขยายขอบเขตด้วยการแบ่งฝักฝ่าย

ถ้าไม่เห็นด้วยกับเราก็เป็นศัตรูกับเรา ถ้าไม่ร่วมกับเราก็เป็นศัตรูกับเรา

เมื่อไม่ใช่พวกเราก็ต้องเป็นพวกเขา…

เมื่อพวกเราคือคนดี เมื่อเขาไม่ใช่พวกเรา เขาจึงไม่ใช่คนดี…

สังคมจึงแบ่งแยก แตกร้าว และกลายเป็นความรุนแรง

ค่อยๆ ผูกเป็นเงื่อนตายไว้ตั้งแต่บัดนั้น

เมื่อการปฏิวัติปี 2549 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ขณะเป็น ผบ.ทบ.อ้างว่าต้องยึดอำนาจ เพราะมีข่าวมวลชนจะปะทะกัน

วันนั้นยังไม่มีเค้าลางการขยายตัวของ “สีแดง”Ž

แต่หลังจาก ปี 2549 จนถึงปี 2553 มวลชน ”สีแดง”Ž เกิดขึ้นทั่วแผ่นดิน

ปี 2551 เกิดเหตุปะทะหน้ารัฐสภา มีความเจ็บ-ตาย เงื่อนตายมัดแน่น

ปี 2553 มีคนตายร้อย คนเจ็บพัน เงื่อนตายก็ผูกปมแน่นขึ้นอีก

ปี 2556 เกิดชุมนุมการเมือง มีคนเจ็บและตายอีก

ยิ่งมีคนตายมาก เงื่อนตายที่ผูกไว้ก็ยิ่งรัดปมแน่นจนยากคลาย

เวลาผ่านมาถึง ปี 2557 กปปส.ชุมนุม ม็อบ ”สีแดง”Ž ก็ฮึ่มๆ ชุมนุมบ้าง

พล.อ.ประยุทธ์ใช้เหตุความไม่สงบประกาศกฎอัยการศึก และใช้เหตุไม่ปรองดองยึดอำนาจ

คสช.ยึดอำนาจแล้วเริ่มภารกิจปรองดองตั้งแต่วันแรก มาจนถึงบัดนี้ ต้องยอมรับว่ายังไร้วี่แววปรองดอง

ความบาดหมางจากเหตุร้ายทางการเมืองยังไม่มีใครเยียวยารักษาได้

กลไกจากฝ่ายบริหาร …จ่ายชดเชย จ่ายชดใช้ ทำไปบ้างแล้ว

แต่ความรู้สึกปวดร้าวโกรธแค้นยังไม่คลี่คลาย

กลไกนิติบัญญัติชะงักค้าง เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับ

ทั้งกฎหมายนิรโทษกรรม กฎหมายปรองดอง กฎหมายรอลงโทษ ล้มไม่เป็นท่า

ขณะนี้ยังเหลือกลไกยุติธรรมกำลังขับเคลื่อน

และคงต้องรออีกระยะ จึงจะเห็นผลจากการดำเนินการ

หวังไว้ลึกๆ ว่าเมื่อผ่านกลไกนี้แล้ว ทุกอย่างจะคลี่คลายได้

เพราะอาจจะกล่าวได้ว่า กลไกนี้ ถือเป็นกลไกสุดท้ายแล้วที่หวัง

หวังว่าเมื่อทุกอย่างผ่านกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยความเป็นธรรมแล้ว..

คนไทยจะหายโกรธแค้น คนไทยจะยอมให้อภัยกัน

อย่างไรก็ตาม แม้ฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ จะปลุกอารมณ์ของสังคมปรองดองไม่ขึ้น

แต่ก็ไม่อยากให้ท้อแท้ อีก 1 ปีที่เหลือก่อนเลือกตั้ง ถ้ามีหนทางช่วยคลายปมเงื่อนตายที่ผูกไว้ได้ก็น่าจะดำเนินการทันที

เพราะอนาคตของไทยจะมืดหรือสว่างขึ้นอยู่กับเงื่อนตายปมนี้

ถ้าคลายปม คลี่เงื่อนออกมาได้…บ้านเมืองก็พอมองเห็นแสง

ถ้าไม่..เราก็คงต้องอยู่ในความมืดมนกันต่อไป

กระบวนการปรองดองจึงเป็นอีกภารกิจที่สำคัญ

และเป็นเรื่องที่ประเทศไทยต้องทำให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมให้ได้ ก่อนที่จะ….

บรื๋ออออ…แค่คิดก็รู้สึกหวาดกลัว