ครบ 2 ปียึดอำนาจ น่าจะประเมินผลในมิติความปรองดองด้วย
เพราะเหตุผลหนึ่งของการยึดอำนาจคือสังคมไทยไม่ปรองดอง
คณะนายทหารที่ตบเท้าเข้ามาบริหารประเทศ ย้ำหลายครั้งว่าเข้ามาเนื่องจากประเทศไม่ปกติ
ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังวอนขอให้ 2 ฝ่าย 2 ขั้ว …อย่าสุดโต่ง
ถอดรหัสคำพูดแสดงว่า ฝ่ายทหารยังไม่มั่นใจเรื่องความปรองดอง
และก็คงเป็นเช่นนี้ เพราะนับวันสถานการณ์ปรองดองในไทย…มืดมนลงเรื่อยๆ
ย้อนกลับไปในอดีต ต้องยอมรับว่า แต่เดิมกลุ่มคนที่มีความคิดสุดโต่งจำนวนน้อย
คนไทยส่วนใหญ่ไม่สุดขั้ว จึงเป็น “บัฟเฟอร์” กั้นกลาง 2 ฝ่ายที่มีความเห็นขัดแย้งกัน
แต่ภายหลังเกิดการป้ายสี ปลุกระดมกระทั่งความคิดสุดโต่งขยายขอบเขต
ขยายขอบเขตด้วยการแบ่งฝักฝ่าย
ถ้าไม่เห็นด้วยกับเราก็เป็นศัตรูกับเรา ถ้าไม่ร่วมกับเราก็เป็นศัตรูกับเรา
เมื่อไม่ใช่พวกเราก็ต้องเป็นพวกเขา…
เมื่อพวกเราคือคนดี เมื่อเขาไม่ใช่พวกเรา เขาจึงไม่ใช่คนดี…
สังคมจึงแบ่งแยก แตกร้าว และกลายเป็นความรุนแรง
ค่อยๆ ผูกเป็นเงื่อนตายไว้ตั้งแต่บัดนั้น
เมื่อการปฏิวัติปี 2549 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ขณะเป็น ผบ.ทบ.อ้างว่าต้องยึดอำนาจ เพราะมีข่าวมวลชนจะปะทะกัน
วันนั้นยังไม่มีเค้าลางการขยายตัวของ “สีแดง”
แต่หลังจาก ปี 2549 จนถึงปี 2553 มวลชน ”สีแดง” เกิดขึ้นทั่วแผ่นดิน
ปี 2551 เกิดเหตุปะทะหน้ารัฐสภา มีความเจ็บ-ตาย เงื่อนตายมัดแน่น
ปี 2553 มีคนตายร้อย คนเจ็บพัน เงื่อนตายก็ผูกปมแน่นขึ้นอีก
ปี 2556 เกิดชุมนุมการเมือง มีคนเจ็บและตายอีก
ยิ่งมีคนตายมาก เงื่อนตายที่ผูกไว้ก็ยิ่งรัดปมแน่นจนยากคลาย
เวลาผ่านมาถึง ปี 2557 กปปส.ชุมนุม ม็อบ ”สีแดง” ก็ฮึ่มๆ ชุมนุมบ้าง
พล.อ.ประยุทธ์ใช้เหตุความไม่สงบประกาศกฎอัยการศึก และใช้เหตุไม่ปรองดองยึดอำนาจ
คสช.ยึดอำนาจแล้วเริ่มภารกิจปรองดองตั้งแต่วันแรก มาจนถึงบัดนี้ ต้องยอมรับว่ายังไร้วี่แววปรองดอง
ความบาดหมางจากเหตุร้ายทางการเมืองยังไม่มีใครเยียวยารักษาได้
กลไกจากฝ่ายบริหาร …จ่ายชดเชย จ่ายชดใช้ ทำไปบ้างแล้ว
แต่ความรู้สึกปวดร้าวโกรธแค้นยังไม่คลี่คลาย
กลไกนิติบัญญัติชะงักค้าง เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับ
ทั้งกฎหมายนิรโทษกรรม กฎหมายปรองดอง กฎหมายรอลงโทษ ล้มไม่เป็นท่า
ขณะนี้ยังเหลือกลไกยุติธรรมกำลังขับเคลื่อน
และคงต้องรออีกระยะ จึงจะเห็นผลจากการดำเนินการ
หวังไว้ลึกๆ ว่าเมื่อผ่านกลไกนี้แล้ว ทุกอย่างจะคลี่คลายได้
เพราะอาจจะกล่าวได้ว่า กลไกนี้ ถือเป็นกลไกสุดท้ายแล้วที่หวัง
หวังว่าเมื่อทุกอย่างผ่านกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยความเป็นธรรมแล้ว..
คนไทยจะหายโกรธแค้น คนไทยจะยอมให้อภัยกัน
อย่างไรก็ตาม แม้ฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ จะปลุกอารมณ์ของสังคมปรองดองไม่ขึ้น
แต่ก็ไม่อยากให้ท้อแท้ อีก 1 ปีที่เหลือก่อนเลือกตั้ง ถ้ามีหนทางช่วยคลายปมเงื่อนตายที่ผูกไว้ได้ก็น่าจะดำเนินการทันที
เพราะอนาคตของไทยจะมืดหรือสว่างขึ้นอยู่กับเงื่อนตายปมนี้
ถ้าคลายปม คลี่เงื่อนออกมาได้…บ้านเมืองก็พอมองเห็นแสง
ถ้าไม่..เราก็คงต้องอยู่ในความมืดมนกันต่อไป
กระบวนการปรองดองจึงเป็นอีกภารกิจที่สำคัญ
และเป็นเรื่องที่ประเทศไทยต้องทำให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมให้ได้ ก่อนที่จะ….
บรื๋ออออ…แค่คิดก็รู้สึกหวาดกลัว

