‘หัวเว่ย’จอมยุทธ์สูงสุดคืนสู่สามัญ : โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร

‘หัวเว่ย’จอมยุทธ์สูงสุดคืนสู่สามัญ : โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร

ซีอีโอหัวเว่ย เริ่น เจิ้นเฟย ก็คล้ายๆ เฉลียว อยู่วิทยา หรือ เทียม โชควัฒนา ของไทย ติดดิน ดูภายนอกไม่บอกก็อาจไม่รู้ว่าเป็นซีอีโอ

การปรากฏตัวของเริ่น เจิ้นเฟย เหมือนมนุษย์ต่างดาว มีรายงานการพบตัวเขาตามที่ต่างๆ ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ เช่น ยืนเข้าคิวรอรถแท็กซี่ หรือในรถบัส ไปไหนมาไหนโดยไม่มีคนติดตาม ในวัย 74 เขาเหมือน “จอมยุทธ์สูงสุดคืนสู่สามัญ” เขาไม่ได้มองทุกอย่างเป็นเงิน เขาบอกว่าไม่มีวันลงทุนในหุ้น เขาไม่เอาบริษัทของเขาเข้าตลาดหุ้น เพราะเมื่อไรที่เข้าตลาดหุ้น ความฝันและเป้าหมายแรกก็ห่างหาย ทุกปีเขาลงทุนมากกว่าร้อยล้านดอลลาร์จ้างทีมเก่งๆ จาก IBM คนเก่งที่เกษียณแล้วจากโตโยต้า วิศวกรจากเยอรมนี มาช่วยฝึกคน และคืนกำไรให้สังคมเป็นเงินมหาศาล จึงไม่แปลกที่คนจีนรักเขา เพราะอย่างที่ขงจื๊อสอนว่า การถ่อมตัวเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่ง อาจเป็นเพราะเริ่น เจิ้นเฟย ไม่เคยลืมรากเหง้าและไม่เคยลืมความยากลำบากของชีวิตในอดีต เขาจึง “ดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาท”

เริ่น เจิ้นเฟย มีพี่น้องทั้งหมด 7 คน โดยเขาเป็นคนโต ยังชีพด้วยเงินเดือนอันน้อยนิดของพ่อแม่ และแทบทุกสิ้นเดือนพ่อแม่ของเขาก็ต้องแบกหน้าไปยืมเงินจากเพื่อนบ้านบ่อยๆ และนั่นก็ทำให้เขาไม่เคยคิดจะขออะไรที่เกินความจำเป็นจากที่บ้าน แม้แต่เสื้อใหม่ที่จะไปโรงเรียน และชีวิตในอดีตทำให้เขาไม่ลืมว่าต่อให้รวยแล้ว ก็ไม่ได้มีความจำเป็นจะต้องทำตัวเหมือนคนรวย แม้ทุกวันนี้ เริ่น เจิ้นเฟย ในวัย 74 ปี จะกลายเป็นมหาเศรษฐีของจีน แต่ก็ยังเข้าแถวรอขึ้นรถทำตัวเหมือนเช่นคนงานในสายการผลิตคนหนึ่ง ไม่เข้าสังคมที่ไร้สาระต่อธุรกิจ ไม่เข้าหานักการเมือง และปฏิเสธการเข้าร่วมกิจกรรมกับข้าราชการทุกระดับ ขณะเดียวกันแม้จะมีทรัพย์สินมหาศาล แต่เขากลับเลือกขับรถมือ 2 ราคาไม่เกิน 1 แสนหยวน แต่ต่อมาความเก่าของรถ ทำให้สตาร์ตไม่ติด จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนไปซื้อรถ BMW 730i ราคาประมาณ 1 ล้านหยวน

ด้วยความสมถะและความตระหนักรู้ในคุณค่าของเงิน เขามองว่าในโลกของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ การทำกำไรมหาศาลเหล่านั้นเกิดจากการปั่นตัวเลข และในความคิดของเขาไม่ต้องการเช่นนั้น เขายึดหลัก “การกลัดกระดุมเม็ดแรก” ทุกอย่างต้องเริ่มต้นจากความลำบากอย่างเป็นขั้นเป็นตอน แล้วค่อยๆ หากำไรแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่การปั่นเงินจากตลาดหุ้น มันไม่สมเหตุสมผลกับการพัฒนาใดๆ เลย

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่ยอมนำ “หัวเว่ย” เข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่กลับนำหุ้น 98.6% กระจายให้พนักงานทุกคน ส่วนตัวเขาเองมีหุ้นเพียง 1.4% เท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองการแบนผลิตภัณฑ์หัวเว่ย ในสหรัฐ และอีกหลายประเทศทั่วโลก จึงแทบไม่ส่งผลกระทบต่อหุ้นบริษัท หัวเว่ย ในประเทศจีน เพราะหุ้นของเขามิได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ดั่งเช่นบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลก ทุกวันนี้คนจีนส่วนใหญ่จึงให้ความเคารพกับเขาอย่างสูง ถึงขั้นเป็นหนึ่งในไอดอลของคนจีนยุคใหม่ และไม่ต้องแปลกใจเลยที่หัวเว่ย สามารถพาตัวเองขึ้นไปสู่ผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดในโลก เพราะหัวเว่ยมีผู้นำที่มีความสมถะ รู้คุณค่าของเงิน รู้คุณคน

และที่สำคัญเขาดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาท เพราะจิตสำนึกที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้นี่เองจึงนำพาเขาประสบความสำเร็จมาจนถึงวันนี้…

ในพิธีรับปริญญาของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ในปี ค.ศ.2015 ศาสตราจารย์เหราอี้ คณะชีววิทยา เป็นตัวแทนคณาจารย์กล่าวปัจฉิมโอวาท โดยใช้เวลาเพียง 4 นาที แต่เป็นคำกล่าวที่ได้รับการส่งต่อในโซเชียลมีเดียของจีนมากมาย “ผมขออภัยด้วยที่ไม่อาจอวยพรให้บัณฑิตทุกคนประสบความสำเร็จ ไม่อาจอวยพรให้ทุกคนมีความสุข” เพราะประวัติศาสตร์บอกเราว่า สำหรับบางคน เพื่อ “ความสำเร็จ” เขายอมทิ้งสำนึกผิดชอบชั่วดี เพื่อ “ความสุข” เขาไม่สนใจแม้จะอยู่บนกองทุกข์ของผู้อื่น ในทางฟิสิกส์ อะตอมต้องฝืนกฎข้อที่ 2 ของเทอร์โมไดนามิกส์ กว่าจะประกอบกันขึ้นเป็น “สิ่งมีชีวิต” จึงนับเป็นเรื่องมหัศจรรย์ ในทางชีววิทยา กว่าจะเกิดเป็น “มนุษย์” ตามขั้นตอนของวิวัฒนาการ ก็ต้องนับเป็นเรื่องมหัศจรรย์เช่นกัน บัณฑิตทุกคนที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ ท่านเองจึงเป็นสิ่งมหัศจรรย์จากมุมมองของวิทยาศาสตร์ บัณฑิตทุกคน ซึ่งเป็นผลจากกฎวิวัฒนาการที่ทำให้มนุษย์สูงกว่าสัตว์ จึงควรเคารพตนเอง ไม่ว่าจะเป็นที่ผ่านมา วันนี้ หรือในอนาคต มีเพียงตัวเราเองเท่านั้น ที่รู้ชัดถึงความคิดและการกระทำของตัวเอง

อารยธรรมของโลกทั้งหลายล้วนใช้ความเชื่อทางศาสนามาเป็นเครื่องควบคุมความคิดและการกระทำของบุคคล แต่สำหรับคนจีน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้า อารยธรรมของจีนเชื่อว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนต้องควบคุมตน ดังนั้น จึงให้ความสำคัญกับ “การเคารพตนเอง” เป็นอันดับแรก เมื่อพวกคุณเข้าสู่สังคม พบเห็นอะไรต่อมิอะไรมากขึ้น เริ่มเผชิญจุดอ่อนและปมด้อยของตัวเอง ภายหลังจากที่คุณผ่านร้อนผ่านหนาว ท่ามกลางสิ่งเย้ายวนและล่อลวงใจ คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรักษาศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ไม่ง่ายที่จะชนะใจตัวเอง คงความรู้สึกนับถือศรัทธาตัวเองได้…ไม่ใช่เรื่องง่ายก็จริง แต่เป็นเรื่องควรค่าอย่างยิ่งที่จะพยายาม พยายามอย่าได้ : หลงตัว ลืมตัว ลดตัว เหลิงตัว หลอกตัว หลบตัว ลอยตัว เล่นตัว แต่จงพยายาม : มั่นใจในตน ภูมิใจในตน ประมาณตน รู้จักตน ทบทวนตน แก้ไขตน ให้กำลังใจตน พัฒนาตน เพราะการเคารพตนเอง เป็นพื้นฐานของจิตใจที่เสรี การงานที่เป็นตัวของตัวเอง และชีวิตที่เป็นอิสระ

เพราะฉะนั้น ผมจึงขออวยพรให้พวกคุณ ในวันที่เกษียณ ขอให้คุณรู้สึกว่า ในการทำงานที่ผ่านมา คุณนับถือศรัทธาตัวเองได้ ในวัยชรา ขอให้คุณรู้สึกว่า ชีวิตที่ผ่านมา สร้างประโยชน์ สร้างคุณค่า คู่ควรให้ตัวเองนับถือ อย่าถามผมว่าทำได้อย่างไร? 50 ปี ต่อจากนี้ เมื่อคุณกลับมาที่นี่ มาเล่าให้น้องๆ ฟังว่าตัวคุณทำได้อย่างไร

และในวันสุดท้ายที่อะตอมในร่างกายคุณกลับคืนสู่ธรรมชาติตามกฎข้อที่ 2 ของเทอร์โมไดนามิกส์ ขออวยพรให้ชีวิตของคุณที่ผ่านมานั้น มิใช่เป็นเพียงสิ่งมหัศจรรย์จากมุมมองของวิทยาศาสตร์ แต่ยังเคยฉายความน่ารักอย่างมนุษย์ที่สมบูรณ์

Animal Farm เป็นยอดนวนิยายเรื่องหนึ่งของโลก เขียนโดย จอร์จ ออร์เวลล์ มาตั้งแต่ปี 1945 เนื้อเรื่องเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน แต่อ่านแล้วเหมือนโดนเฆี่ยนด้วยแส้หนังกลางหลัง โรยด้วยเกลือทะเลและเกลือสินเธาว์อย่างละสองช้อนโต๊ะ แซ่บแสบและแสบแซ่บ แอนิมอล ฟาร์ม มีชื่อจริงว่า แมนเนอร์ ฟาร์ม เจ้าของคือ นายโจนส์ ผู้ขี้เมา วันหนึ่งสัตว์ต่างๆ ในฟาร์มของนายโจนส์ก่อการปฏิวัติ เพราะรับการปกครองแบบโหดเหี้ยมของนายโจนส์ไม่ได้

หลังจากนายโจนส์เข้านอนแล้ว พวกสัตว์ในฟาร์ม นำโดยหมู “ผู้พันแก่” ประชุมกัน ผู้พันแก่บอกว่าถึงเวลาปลดแอกแล้ว ผู้นำฟาร์มคนนี้เป็นจอมเผด็จการ หากินบนหลังสัตว์ สัตว์ทั้งหลายควรอยู่ในโลกที่สวยงาม ยุติธรรม ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เหล่าสัตว์ฟังสุนทรพจน์แล้วเกิดอาการฮึกเหิมยิ่ง ร้องเพลงปลุกระดม นายโจนส์ตื่นขึ้นมาเพราะหนวกหู ยิงปืนขึ้นฟ้านัดหนึ่ง บรรดาสัตว์ก็เงียบเสียง สามวันต่อมาผู้พันแก่ตาย และถูกฝัง แต่ความฝันของมันไม่ได้ตายไปด้วย หมูสองตัวชื่อ สโนว์บอล กับ นโปเลียน ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้า วางแผนโค่นนายโจนส์ โดยความช่วยเหลือของหมูอีกตัวหนึ่งชื่อสควีลเลอร์ ซึ่งเป็นหมูนักพูด หมูสามตัว (ที่ไม่ใช่ชื่อยี่ห้ออาหาร) สร้างระบบใหม่ที่เรียกว่า Animalism ให้ผู้ที่ฉลาดนำกลุ่ม สัตว์ที่โง่กว่าเช่น แกะ ม้า เป็นผู้ตาม

การปฏิวัติเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด วันหนึ่งนายโจนส์เมามากจนไม่ได้ออกมาให้อาหารสัตว์ เมื่ออดอาหาร สัตว์ก็ลุกฮือ ขับไล่เจ้าของบ้านไป เหล่าสัตว์เฉลิมฉลอง สำรวจสมบัติในบ้าน สโนว์บอลเปลี่ยนป้ายชื่อ มานอร์ ฟาร์ม เป็น แอนิมอล ฟาร์ม เขากับนโปเลียนตั้งกฎใหม่ขึ้นมา เป็นบัญญัติเจ็ดประการ คือ 1.สองขา คือ ศัตรู 2.สี่ขา คือ มิตร 3.สัตว์ห้ามสวมเสื้อ 4.สัตว์ห้ามนอนบนเตียง 5.สัตว์ห้ามดื่มของเมา 6.สัตว์ห้ามฆ่าสัตว์อื่น 7.สัตว์ทุกตัวเสมอภาคกัน พี่น้องผองสัตว์ยินดีปรีดากับการปกครองตนเอง ทำงานหนักเพื่อปรับปรุงฟาร์ม มีการเคารพธงชาติทุกวันอาทิตย์ซึ่งถือเป็นวันพักผ่อน สโนว์บอลตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อพัฒนาสังคม มีสโลแกน “ข้าจะทำงานหนักขึ้น” จัดตั้งระบบการศึกษา แต่สัตว์บางชนิดเรียนรู้ช้า สโนว์บอลจึงย่อบัญญัติเจ็ดประการเป็นกฎสั้นๆ ว่า “สี่ขาดี สองขาไม่ดี” หลังจากเก็บเกี่ยวแอปเปิล พวกหมูยึดแอปเปิลเป็นของตน เพราะว่าพวกตนจัดการดูแลฟาร์มเป็นอย่างดี สัตว์อื่นๆ ได้แต่เงียบเสียง

วันหนึ่งนายโจนส์พาพวกมายึดฟาร์มคืน แต่ไม่สำเร็จ พวกสัตว์ต้านสุดฤทธิ์ สโนว์บอลกับบ๊อกเซอร์ได้รับเหรียญกล้าหาญจากการรบ แอนิมอล ฟาร์ม แบ่งออกเป็นสองค่าย นโปเลียนไม่เห็นด้วยกับสโนว์บอลเกือบทุกเรื่อง นโปเลียนแอบเลี้ยงหมาดุไว้ฝูงหนึ่ง สั่งให้หมาขับสโนว์บอลออกไปจากไร่ และตนเองกลายเป็นหัวหน้าฟาร์ม “ฝ่ายบริหาร” วางแผนสร้างกังหันเพื่อเพิ่มผลผลิต สัตว์อื่นๆ ยกเว้นหมู “กลายเป็นทาสแรงงาน…เมื่อนโปเลียนประกาศว่าแอนิมอล ฟาร์ม จะทำธุรกิจกับพวกคน เหล่าสัตว์จำคำพูดของหมูผู้พันแก่ที่ว่า “การค้าเป็นความชั่วร้ายของพวกคน” สควีลเลอร์จึงต้องโน้มน้าวสัตว์อื่นว่า คิดมากไปต่างหากพวกหมูย้ายไปอยู่ในตัวบ้าน นอนบนเตียง ซึ่งผิดบัญญัติข้อที่ 4 แต่เมื่อพวกสัตว์กลับไปดูป้ายบัญญัติ ก็พบคำที่เติมขึ้นมา ความว่า 4.สัตว์ห้ามนอนบนเตียง ที่มีผ้าปู ฤดูหนาวที่โหดร้ายมาถึง เหล่าสัตว์พบความหิวโหยอย่างหนัก นโปเลียนขายไข่ไก่ที่มีเพื่อไปซื้อข้าวเปลือก เหล่าแม่ไก่ต่อต้าน นโปเลียนจึงตัดส่วนอาหารไก่ หลายตัวอดจนตาย จนในที่สุดพวกไก่ก็ยอมแพ้

ต่อมานโปเลียนประกาศว่ามีผู้พยายามก่อกบฏในฟาร์ม สัตว์หลายตัวถูกประหาร สัตว์ที่เหลือกลัวจนไม่กล้าต่อต้าน แอนิมอล ฟาร์มกลายเป็นอาณาจักรแห่งความกลัว ไม่นานบัญญัติก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เช่น 6.สัตว์ห้ามฆ่าสัตว์อื่น โดยไร้สาเหตุ 5.สัตว์ห้ามดื่มของเมามากเกินไป การปันส่วนอาหารยังคงดำเนินต่อไป ยกเว้นพวกหมูที่กินดื่มเต็มที่ เมื่อสัตว์ตัวหนึ่งชื่อบ๊อกเซอร์ล้มป่วย นโปเลียนสัญญาว่าจะส่งมันไปที่โรงพยาบาล แต่รถที่มารับบ๊อกเซอร์คือรถของโรงฆ่าสัตว์ เวลาผ่านไปอีกหลายปี สัตว์หลายตัวตายไป สควีลเลอร์เริ่มหัดเดินสองขา เปลี่ยนสโลแกนใหม่เป็น “สี่ขาดี สองขาดีกว่า” ในที่สุดบัญญัติเจ็ดประการก็เหลือสั้นๆ ว่า “สัตว์ทุกตัวเสมอภาคกัน แต่บางตัวเสมอภาคกว่าตัวอื่น” วันหนึ่งเมื่อผองสัตว์มองดูพวกหมู ก็เริ่มเห็นว่าใบหน้าพวกหมูช่างเหมือนพวกคนเสียจริง…

บอกแล้วว่าอ่านแล้วเหมือนโดนเฆี่ยนด้วยแส้หนังกลางหลัง โรยด้วยเกลือทะเลและเกลือสินเธาว์อย่างละสองช้อนโต๊ะ… Animal Farm สะท้อนสันดานมนุษย์ว่า เมื่อไรที่มีอำนาจในมือ ไม่ว่าเดิมทีมีนิสัยดีอย่างไร จะเปลี่ยนไปเสมอ (นี่ก็คือคอนเซ็ปต์ของประชาธิปไตยบนเส้นขนาน) ยิ่งมีอำนาจมาก ก็จะยิ่งเปลี่ยนมาก เชื่อไหมว่า จอร์จ ออร์เวลล์ เขียนเรื่อง Animal Farm เพื่อสะท้อนเหตุการณ์ปฏิวัติรัสเซียในปี 1917 ที่เปลี่ยนระบอบเป็นคอมมิวนิสต์ พวกบอลเชวิกผู้ก่อการสัญญาชาวบ้านเสียดิบดี แต่ลงท้ายก็ฆ่ากันเองเพื่อแย่งอำนาจ

จอร์จ ออร์เวลล์ เขียนนวนิยายแรงๆ แบบนี้สองเรื่องคือ Animal Farm กับ 1984 สองเรื่องนี้ควรอ่านคู่กัน ขอแนะนำอย่างสูง ขณะที่นักอ่านส่วนมากเห็นว่า Animal Farm เสียดสีเผด็จการ ผมกลับเห็นว่า Animal Farm สะท้อนความอ่อนแอของมนุษย์มากกว่า เรื่อง 1984 ต่างหากที่สะท้อนระบบเผด็จการชัดเจนกว่ามาก คือตัวละคร Big Brother ควบคุมทุกอย่าง อีกเหตุผลหนึ่งเพราะอำนาจไม่ได้หมายถึงบริบททางการเมืองอย่างเดียว ในองค์กรธุรกิจ ก็มีอำนาจฉ้อฉล ในครอบครัวก็มีอำนาจฉ้อฉล ลูกน้องที่ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้านายแล้วเปลี่ยนเป็นชอบกดขี่ ก็คือ Power corrupts

เจ้านายด่าคนใช้เป็นหมูเป็นหมา ก็คือ Power corrupts (ส่วนภรรยากดขี่สามีไม่ใช่ Power corrupts เป็นแค่เทคนิคฝึกสัตว์ให้เชื่องเท่านั้น)

“9 สัจธรรมที่สุดของชีวิต” ที่ได้เรียนรู้จากพระพุทธเจ้าที่ช่วยคุณในทุกสถานการณ์ของชีวิต : 1.อะไรที่เกิดขึ้นมาในชีวิตขึ้นอยู่ที่เราหยิบมันขึ้นมาปรุง ปรุงให้สุขก็สุข ปรุงให้ทุกข์ก็ทุกข์ ถ้าไม่หยิบมาปรุงเลย มันจะผ่านไปเลย ไม่สุขไม่ทุกข์ทั้งนั้น 2.กิเลส คือเรื่องร้ายๆ ที่ทำให้เราทุกข์ กิเลสเปรียบเหมือนหมาที่หลงทางมาบ้านเรา ถ้าไม่เปิดประตูให้มันจะผ่านไปเลย ถ้าเปิดประตูให้มันเข้ามา มันก็จะเข้ามาในชีวิตเราสักพัก แต่ถ้าเปิดประตูแล้วเลี้ยงดูมันอย่างดี ให้อาหาร ให้ที่อยู่อาศัย มันจะอยู่กับเราตลอดไป 3.ความแก่ ความเจ็บ ความตาย การพลัดพรากจากของรัก คือ 4 สิ่งที่ทุกคนต้องเจอเสมอ มีเงินเท่าไหร่ก็หนีพ้นไปไม่ได้ จะทุกข์มากถ้าไม่เตรียมใจไว้ก่อน จะทุกข์น้อยลงถ้าเตรียมใจไว้เจอ จะไม่ทุกข์เลย ถ้าเข้าใจว่ามันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการเดินทางของจิตของเราในชาตินี้แค่นั้น 4.ของอะไรที่แบกไว้ในมือ แบกยังไงน้ำหนักจะเท่าเดิม แต่อะไรที่แบกไว้ในใจยิ่งแบกนานไปมันจะยิ่งหนักมากขึ้นๆๆๆ ยิ่งหนักมากก็ยิ่งทุกข์มาก วิธีแก้ทางเดียวก็คือ จงเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง “วาง” เพื่อให้ “ว่าง” พอ “ว่าง” แล้วจะ “สบาย”

5.ความโลภ ความโกรธ ความหลง ทำให้เกิดทุกข์ เวลาเกิดทุกข์แล้วมันจะลุกลามไวเหมือนไฟป่า แต่ถ้ามีสติไว รู้ทันไว ระงับได้ก่อนลุกลาม มันจะทุกข์ไม่มาก ทุกข์น้อยกว่าคนอื่น ที่เจอเรื่องเดียวกันหรือกระทั่งไม่ทุกข์เลย 6.ความอยากของมนุษย์เปรียบเสมือนถังน้ำที่มีรูรั่วเติมใส่ยังไงก็ไม่เต็ม ยิ่งอยากก็ยิ่งทุกข์ ยิ่งทุกข์ก็ยิ่งเติม แต่พอยิ่งเติมกลับยิ่งทุกข์เพราะยิ่งเติมมากเท่าไหร่ รูรั่วกลับยิ่งเยอะกว่าเดิมมากขึ้นไปเท่านั้น 7.ความโกรธเหมือนไฟที่เผาผลาญใจ ยิ่งโกรธมาก ยิ่งไหม้แรง ยิ่งร้อนใจ ที่แย่กว่าความโกรธ คือ ความแค้น เพราะจะลุกลามไวยิ่งกว่าไฟไหม้ป่า การแก้แค้นต่อให้ทำสำเร็จ ความโกรธอาจจะหายไป แต่ความทุกข์ในใจจะมากขึ้นกว่าเดิม ไฟไม่สามารถใช้ดับไฟได้ฉันใด ทุกข์จากความโกรธไม่สามารถดับได้ด้วยการแก้แค้นฉันนั้น จงเรียนรู้ที่จะให้อภัยและปล่อยวาง 8.ความรักแบบธรรม คือ เมตตา ความรักแบบโลก คือ เสน่หา เมตตาให้แต่สุข เสน่หามีแต่ให้ทุกข์ ยิ่งเสน่หามาก ยิ่งทุกข์มาก ทุกข์เพราะยึดติด ทุกข์เพราะคาดหวัง ทุกข์เพราะขาดสติ จงรักแบบเมตตา รักแบบมีสตินำหน้า รักแบบปล่อยวางแล้วเราจะมีสุขกับทุกความรักในชีวิต

ท้ายสุดนี้ ข้อที่ 9.ทุกสิ่งในโลกนี้ไม่มีจริง ไม่ว่า “หัวเว่ย ไอโฟน เริ่น เจิ้นเฟย สตีฟ จ๊อบ” ทุกอย่าง คือ การประกอบกันขึ้นมาของธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ประกอบกันขึ้นมาชั่วคราว พอถึงคราวก็สลาย แยกธาตุออกไปดังเดิม ของรักของเราจริงๆ ไม่มีจริง คนรักของเราจริงๆ ไม่มีจริง ปัญหาของเราจริงๆ ไม่มีจริง กระทั่งร่างกายของเราจริงๆ ไม่มีจริง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป เพราะมันไม่เคยมีแต่แรกอยู่แล้ว “เสมือนโลกนี้คือละคร “…เราและเขาต่างเป็นตัวละคร เมื่อละครจบ เขาและเราก็จบเช่นกันไงเล่าครับ

บทความก่อนหน้านี้‘บอสโก้’ แฮปปี้ ‘บุรีรัมย์’ ปิดเลกแรกด้วยการนำจ่าฝูง พอใจส่งดาวรุ่งทำผลงานเยี่ยม
บทความถัดไปคอลัมน์ แท็งก์ความคิด : คำคมจิตรกร