หน้าแรก คอลัมนิสต์ พัฒนาการของ ‘...

พัฒนาการของ ‘พานไหว้ครู’ : โดย ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

28.06.19 | 13:33 น.

ต้องยอมรับว่ากระแส “พานไหว้ครู” ของโรงเรียนชุมพลโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ที่เกิดขึ้นร้อนแรง อันเป็นที่ประจักษ์ว่านักเรียนชั้นมัธยมประกอบพานไหว้ครูโดยรายล้อมด้วยดอกไม้และตรงกลางมี “ตาชั่ง” ทำด้วยไม้ ด้านซ้ายมีข้อความ “ส.ว.250 เสียง” ถ่วงด้านขวาให้สูงขึ้นไป อันมีรูปธงชาติไทยและข้อความ “หลายล้านเสียง” และอีกหนึ่งคือ “พานรัฐธรรมนูญ”

เด่นชัดยิ่งว่าเป็นการล้อเลียนการเมือง มีความสร้างสรรค์และมีเหตุผล

แต่ “การณ์” และ “กาล” ยังไม่สอดคล้องกัน เพราะพิธีไหว้ครูเป็นพิธีกรรมที่แสดงความระลึกถึงบุญคุณของครูตามโบราณประเพณี โดยใช้ดอกไม้คือ หญ้าแพรก ดอกเข็ม และดอกมะเขือ

แต่พิธีการไหว้ครูของโรงเรียนชุมพลโพนพิสัย ใช้ “ตาชั่ง” ล้อเลียนการเมือง ไม่น่าสอดคล้องกับประเพณีของไทยที่ปฏิบัติมาแต่โบราณ

นายพิพัฒน์ ศรีสุขพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียน ชี้แจงเรื่องนี้ว่า เป็นความคิดของเด็ก โรงเรียนมิได้แทรกแซงการเมือง ไม่รู้เรื่องมาก่อน และอธิบายว่าเหตุที่ “ตาชั่ง” เอียงเพราะกาวไม่ดี

Advertisement

ประเด็นจึงมีอยู่ว่า ถ้าไม่รู้เรื่อง เหตุใดจึงทราบว่ากาวไม่ดี

คำอธิบายยังไม่สอดคล้องกับหลักของตรรกะ

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะรู้หรือไม่ ก็ต้องถือว่ารู้ เพราะนักเรียนและครูทั้งโรงเรียนอยู่ในความดูแลและบังคับบัญชาโดยตรงของผู้อำนวยการ

เรื่องการสนใจประชาธิปไตยของนักเรียนเป็นเรื่องที่ดี ควรให้การส่งเสริม แต่การแสดงออกควรให้เหมาะสมกับ “การณ์” เป็นต้นว่ากิจกรรมอื่นของสถานศึกษาซึ่งมิใช่พิธีไหว้ครู เช่น

ฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ มีขบวนพาเหรดล้อเลียนการเมืองนั้น เป็นเรื่องที่สร้างสรรค์ ให้ความรู้ ให้ข้อคิด เตือนสติ มีเหตุและผล “กาล” และ “การณ์” สอดคล้องกันลงตัวพอดี ตลอดจนงิ้วธรรมศาสตร์ล้วนเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ควรต้องธำรงไว้ให้อยู่อย่างเป็นนิรันดร์

เพราะเป็นที่ยอมรับของคนรุ่นใหม่และรุ่นเก่า

แต่เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่ขมุกขมัว อาจเป็นการเพิ่มดีกรีของความวุ่นวาย ซึ่งมิใช่เป็นเรื่องที่สังคมอยากเห็น

อนึ่ง สังคมยังไม่เชื่อว่าผลิตภัณฑ์ “พานไหว้ครู” เป็นความคิดของนักเรียน

ต้องไม่ลืมว่า “เรื่องที่จะไม่ให้คนรู้มีอยู่ทางเดียวคืออย่าทำ”

ว่ากันว่า ความคิดพานไหว้ครู ถ้า “ความคิด” ถือเป็นผลิตภัณฑ์ ก็คือผลิตภัณฑ์ “อิมพอร์ต”

เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในการสอนนักเรียน ขออัญเชิญพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่มีต่อโรงเรียนจิตรลดา โดยพระองค์ทรงเน้น “พัฒนาทางด้านจิตใจ มารยาททางด้านสังคมเป็นเรื่องต้องมาก่อนวิชาการ”

พระบรมราโชบายได้ประจักษ์เป็นรูปธรรม ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีของโรงเรียนจิตรลดา ซึ่งมีข้อความตอนหนึ่งว่า

“โตมากับโรงเรียน….. คือมีการสอนที่ถูกต้อง สอนอ่านหนังสือ สอนเรื่องการใช้ชีวิตทั่วๆ ไป อะไรต่างๆ นักเรียนจะเป็นเวรกันแจกน้ำส้ม เวรลบกระดาน เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจ เป็นเรื่องที่ดี ก็รู้สึกว่าครูบาอาจารย์จะให้ความเป็นห่วง ให้ความหวังดี ให้ความรัก และตั้งใจมีศรัทธาที่จะสอน และทุกอย่างถูกต้อง ครูดุ ครูที่ดีต้องดุ ตอนเด็กๆ อาจไม่ชอบโดนอย่างโน้นอย่างนี้อะไรต่างๆ ที่อ่านออกได้เพราะครูทัศนีย์ (ท่านผู้หญิง ทัศนีย์ บุณยคุปต์) วิชาเลขก็ครูอังกาบ (ท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ) เพราะครูมีความบริสุทธิ์ใจ มีความเสียสละ ไม่ใช่คิดถึงตัวเอง ทำอะไรไม่ดี หรือมีปัญหาทางบ้านอะไรต่างๆ ก็ติดตามตลอด มีเยื่อใยตลอด ที่ประทับใจกับโรงเรียนจิตรลดา และครูบาอาจารย์ นี่คือความรู้สึกที่มีเยื่อใย ความรู้สึกที่มีความรักความอบอุ่น เป็นโรงเรียนที่มีความรักความอบอุ่น”

ผู้อำนวยการควรต้องเลียนแบบ “โรงเรียนจิตรลดา” และน้อมนำ “พระราชดำรัส” ของพระองค์เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารโรงเรียน

ส่วนการวิจารณ์ปัญหารัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2560 เห็นว่าไม่เป็นการบังควร เหตุผลคือ

1.รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้ผ่านการออกเสียงประชามติแล้ว

2.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษา

3.การเลือกตั้งทั่วไป 24 มีนาคม เป็นการเลือกตั้งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

4.วุฒิสมาชิก 250 คน ได้มาตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

ฉะนั้น ทุกขั้นตอนได้กระทำไปตามกระบวนการของกฎหมายโดยชอบแล้ว การล้อเลียน การประทดประเทียด การประท้วง หรือการวิพากษ์วิจารณ์ ไม่เกิดผลดีแต่อย่างใด

รังแต่จะกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม

แต่ก็มิใช่ไม่มีหนทางที่จะทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่เห็นว่าไม่มีความเป็นประชาธิปไตย เช่นจำนวน ส.ว. 250 คน เป็นต้น แต่ต้องเป็นปฏิบัติการในรัฐสภาอย่างเดียว

จึงเห็นว่า ผู้นำในการยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนั้น ต้องเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งให้คำมั่นตั้งแต่ตอนหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปว่าจะต้องทำการแก้ไข

ฉะนั้น พรรคประชาธิปัตย์ต้องไม่ลืมสัญญาประชาคม เพราะเกี่ยวกับความเชื่อถือ ความศรัทธา ศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของพรรค ละเลยมิได้ หากไม่ปฏิบัติตามคำมั่น

“วิกฤตศรัทธา” อาจมาเยือน

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช