ผ่านไป 3 เดือน หลังเลือกตั้ง 24 มี.ค. แต่การจัดตั้งคณะรัฐมนตรียังไม่เรียบร้อย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ประมาณกลางเดือน ก.ค.น่าจะเสร็จเรียบร้อย ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบคุณสมบัติบรรดาว่าที่รัฐมนตรี ซึ่งมีการเสนอมา 40 รายชื่อ คาดว่าจะมีหลุดโผจำนวนหนึ่ง เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีนายกรัฐมนตรี1 คน และรัฐมนตรีไม่เกิน 35 คน การที่ต้องตรวจสอบคุณสมบัติอย่างถี่ถ้วน เกิดจากรัฐธรรมนูญกำหนดคุณสมบัติของรัฐมนตรีไว้อย่างละเอียด และบัญญัติถึงลักษณะต้องห้ามไว้อีกหลายประการ
ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นคือ การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีใช้เวลามากเกินคาด จนน่าจะกระทบต่อการบริหารราชการ ซึ่งมีปัญหารอการแก้ไขอยู่หลายเรื่อง ที่สำคัญก็คือในเรื่องเศรษฐกิจดังที่มีภาคเอกชนแสดงความห่วงใยต่อความล่าช้าว่า การที่ประเทศไทยมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แม้เสียงสนับสนุนไม่เด็ดขาด อาจมีประเด็นเรื่องเสถียรภาพ แต่ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกทางการเมือง ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ คือ การพิจารณางบประมาณรายจ่ายปี 2563 ซึ่งคาดว่าจะเข้าสภาในเดือนกันยายน ล่าช้ากว่าทุกปีที่ผ่านมา 3 เดือน อาจมีผลต่อเนื่องไปถึงการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้
ภาคเอกชนระบุด้วยว่า เศรษฐกิจไทยต้องการแรงกระตุ้นจากภาคเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก หลังจากการค้าระหว่างประเทศมีปัญหาจากสงครามการค้าโลก ครม.อิงระบบโควต้ามากเกินไป อาจสร้างความถูกใจหรือไม่ถูกใจ แต่ถ้าเดินหน้านโยบายหลักและโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐต่อไปได้ ก็ถือเป็นการเข้ามาในเชิงบวก และชี้ด้วยว่าการที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้กลับมาทำให้เกิดบรรยากาศเชิงบวก เนื่องจากเชื่อว่านโยบายและโครงการต่างๆ จะเดินหน้าต่อไปได้
ความล่าช้าในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณจึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าผลการเลือกตั้ง 24 มี.ค. แม้จะเป็นไปตามกฎกติกาที่ดีไซน์มาเป็นการเฉพาะ กล่าวคือพรรคเพื่อไทยมีคะแนนเสียงลดน้อยลง แต่พรรครัฐบาลเองไม่มีเสียงเด็ดขาดในสภา และสภาพเช่นนี้ อาจจะส่งผลต่อการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯได้อีก และแม้นายกฯเป็นคนเดิมที่น่าจะสร้างความต่อเนื่องได้ แต่ก็เริ่มเห็นแล้วว่าอุปสรรคสำคัญอาจเกิดจากเสียงที่ปริ่มน้ำของรัฐบาล

