หน้าแรก คอลัมนิสต์ ‘สหรัฐ-อิหร่า...

‘สหรัฐ-อิหร่าน’ตึงเครียด : โดย ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

1.07.19 | 13:33 น.

หลังจากที่อิหร่านใช้จรวดยิงเครื่องบินสอดแนมไร้นักบินตกของสหรัฐเหนือน่านน้ำช่องแคบฮอร์มุช เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำสั่งตอบโต้โดยพลัน

แม้นาทีสุดท้าย “โดนัลด์ ทรัมป์” เปลี่ยนแปลงคำสั่งให้หยุดปฏิบัติการ และกลับคำโดยเชื่อว่าอิหร่านไม่มี “เจตนา” แต่สหรัฐก็ยังยกระดับมาตรการคว่ำบาตร โดยการโจมตีไซเบอร์ รบกวนการทำงานของเครื่องยิงขีปนาวุธของอิหร่าน จนกลายเป็น “อัมพาต”

เป็นเหตุให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางตึงเครียด

ตั้งแต่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้ถอนออกจากสัญญาข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านเมื่อปีที่แล้ว ความสัมพันธ์สหรัฐ-อิหร่านเกิดเขม็งเกลียวมากขึ้นตามระดับ

และเป็นเหตุให้สถานการณ์อ่าวเปอร์เซียตึงเครียดมากขึ้น

Advertisement

แม้ประชาคมโลกเชื่อว่า การที่สองประเทศจะเปิดศึกใหญ่รอบด้านนั้น แนวโน้มยังมีไม่มาก แต่ความขัดแย้งได้เกิดขึ้นมิได้ว่างเว้น จึงมิอาจตัดประเด็นสงครามออกไปได้

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจซบเซาทั่วโลก ถ้าตะวันออกกลางเกิดสงคราม

กรณีก็เสมือนผีซ้ำด้ำพลอย

ตั้งแต่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ขึ้นดำรงตำแหน่ง นโยบายที่มีต่อตะวันออกกลางได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ โดยเริ่มต้นถอนออกซึ่งสัญญานิวเคลียร์อิหร่าน และทำการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันอิหร่านทั้งหมดในปริโยสาน

และแล้วก็หันมาปกป้องอิสราเอล ซาอุดีอาระเบีย เป็นต้น

ทั้งนี้ โดยได้ก่อตั้งองค์กร “นาโต้ฉบับตะวันออกกลาง” วัตถุประสงค์คือ

ขายอาวุธยุทโธปกรณ์ และคุ้มครองปกป้องความมั่นคงให้แก่อิสราเอลฝ่ายเดียว

นอกจากนี้ ยังทำการผลักดันโครงการที่เรียกว่า “Century plan” เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์การแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์

การปรับเปลี่ยนนโยบายของ “โดนัลด์ ทรัมป์” สังคมโลกมองว่า

1 เพื่อวัตถุประสงค์ให้ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรชาวยิวในสหรัฐ

1 เพื่อเอาใจองค์กรอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ

ทั้งนี้ ก็เพราะทั้งสององค์กรคือ “ไพ่เด็ด” ของเขา เพื่อใช้ป้องกันตำแหน่งในปี 2020

20 พฤษภาคม เขาโพสต์ในทวิตเตอร์ว่า “ถ้าอิหร่านเปิดศึก ก็คือวันสิ้นสุดที่แท้จริง”

ต่อมา 4 วัน เขาประกาศส่งทหารไปที่ตะวันออกกลางเพิ่ม 1,500 นาย

ล่าสุด 13 มิถุนายน มีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ถูกยิงระเบิดที่อ่าวโอมาน สหรัฐและซาอุดีอาระเบียชี้ว่า เป็นการโจมตีของอิหร่าน

รุ่งขึ้น กระทรวงกลาโหมสหรัฐออกประกาศว่า ได้ส่งเพิ่มทหารอีก 1,000 นาย

เป็นการส่งเพิ่มทหารของสหรัฐเป็นครั้งที่ 2 ภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 เดือน

วันที่ 17 มิถุนายน รัฐบาลอิหร่านประกาศว่า “จะมียูเรเนียมเสริมคุณภาพในปริมาณที่เกินขีดจำกัดตามข้อตกลงนิวเคลียร์………..” ซึ่งสหรัฐได้ถอนออกไปแล้ว

ความขัดแย้งและการปะทะกันระหว่างสหรัฐ-อิหร่านได้ยกระดับอย่างต่อเนื่อง ภูมิภาคตะวันออกกลางเต็มไปด้วย “เมฆหมอกแห่งสงคราม” บรรยากาศขมุกขมัว นำมาสู่ชาวโลกซึ่งความไม่แน่นอนและไม่มั่นคง และนับวันมากขึ้น

ย้อนมองอดีต สมัยรัฐบาลบารัค โอบามา จุดยุทธศาสตร์หลักคือ “กลับคืนเอเชียแปซิฟิก” ส่วนนโยบายตะวันออกกลางคือถอนทัพยุติการทำศึก

ครั้นเมื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” ขึ้นดำรงตำแหน่ง ในขณะที่ “ยุทธศาสตร์เอเชียแปซิฟิก” ยังดำรงอยู่ เขาก็กลับสู่ตะวันออกกลางอีกวาระหนึ่ง เป้าหมายคือ “อิหร่าน”

อเมริกันต้องการสร้างศัตรู ทั้งนี้โดยการสร้างสถานการณ์ที่ตื่นเต้น เพื่อเป็นการกระตุ้นประสาท และเป็นการส่งสัญญาณให้พันธมิตรรับทราบถึงความสำคัญของอเมริกัน

จึงน่าเชื่อว่า ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน เป็นความต้องการของอเมริกัน และคงต้องยืดเยื้อไปถึงก่อนการเลือกตั้งทั่วไปปีหน้า แต่แนวโน้มการเกิดสงครามคงยังมีไม่มาก

แม้ “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้รับอิทธิพลจากพวกลัทธิอนุรักษนิยมรุ่นใหม่ แต่เขามิใช่เป็นพวกอนุรักษนิยม หากเป็นคหบดีที่มีชาญฉลาด รู้จักใช้คน เช่น ดึงเอานักอนุรักษนิยมรุ่นใหม่ John Bolton ทนายความชื่อดังมาใช้งาน โดยอาศัยความแหลมคมของเขามาเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยร่วมกับ “ลูกหาบ” ทำเนียบขาว ก่อเหตุสร้างปัญหารอบด้าน จนกระทั่งข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามจะก่อสงคราม โดยการบังคับขู่เข็นให้คู่กรณีเซ็นสัญญาในภาวะจำยอม เป็นต้น

ตั้งแต่สงครามการค้าสหรัฐ-จีน และความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่าน “ทรัมป์” ใช้วิธีเดียวกัน

ทว่า การข่มขู่ของ “ทรัมป์” มิใช่ว่าจะมีความสำเร็จทุกเรื่องเสมอไป

จากความสัมพันธ์สหรัฐ-อิหร่าน สหรัฐมิใช่ไม่คิดจะถล่มอิหร่าน แต่ปัญหาคือไม่มีทางเอาชนะได้ “เตหะราน” รู้กลเม็ดแห่งพฤติกรรมของ “ทรัมป์” ว่าเป็นการข่มขู่เท่านั้น จึงได้ข่มขู่กลับ

บัดนี้ นอกจากอิหร่าน สหรัฐยังมีปัญหาตึงเครียดกับประเทศเบอร์ใหญ่และองค์กรสากล

ในเอเชียแปซิฟิกทำสงครามการค้ากับประเทศจีน ในยุโรปเป็นคู่อริกับรัสเซีย การเพิ่มพิกัดอัตราภาษีศุลกากรเป็นเหตุให้เกิดศรัตูรอบด้าน ตลอดจนเกิดความขัดแย้งในหลากหลายประเด็นกับประเทศพันธมิตรมิเคยว่างเว้น

สงครามอัฟกานิสถานและอิรัก ได้ใช้เงินไปถึง 6 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นบทเรียนราคาแพง

นิสัยพ่อค้าอย่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” มีความชำนาญในการคำนวนต้นทุน กำไร และขาดทุน เพราะเขาย่อมรู้ดีว่า การทำสงครามกับอิหร่านต้องใช้ต้นทุนสูงมาก ได้ไม่คุ้มเสีย

อีกประการ 1 สถานะการคลังของสหรัฐในปัจจุบัน ไม่อยู่ในวิสัยที่ทำสงครามกับอิหร่าน

นอกจากนี้ ประเทศที่ได้ร่วมลงนามในสัญญานิวเคลียร์อิหร่าน ที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐได้แก่ ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และเยอรมนีล้วนไม่เห็นด้วยกับการถอนตัวออกจากเป็นคู่สัญญา แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ในที่สุดสหรัฐก็ถอน

พิเคราะห์จากสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่น่าจะเกิดศึกใหญ่โต เหตุผลคือ ถ้าสหรัฐมีเจตนาที่จะทำสงคราม ก็คงไม่ส่งทหารเป็นหลักพัน แต่การส่งทหารไป 2 ครั้งรวม 2,500 นาย น่าจะเป็นการตัดไม้ข่มนาม แต่ก็มิได้หมายความว่า สงครามเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะการประเมินที่ผิดพลาดใดๆ จากเรื่องเล็กก็อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ สงครามแห่งภูมิภาคอาจมาเยือนได้ไม่ยาก

ทว่าไม่ควรตัดประเด็น “ปัญหาประดิษฐ์” ของ

1 ฝ่าย “Hard line” ในสหรัฐและอิหร่าน และหรือ

1 อิสราเอลและซาอุดีอาระเบีย

อาจเป็น “ชนวน” ให้สหรัฐ-อิหร่านเข้าสู่ภาวะสงคราม

วิกฤตอิหร่าน เป็น “วิกฤตประดิษฐ์” ของรัฐบาล “โดนัลด์ ทรัมป์” เพราะว่า

ก่อนการถอนตัวออกจาก “สัญญานิวเคลียร์อิหร่าน” วิกฤตอิหร่านยังไม่ปรากฏ

เพื่อสันติภาพของโลก สหรัฐ-อิหร่านควรต้องทำการเจรจาผ่านช่องทางการทูต หากสหรัฐยินยอมผ่อนปรนการคว่ำบาตรอิหร่าน เชื่อว่าเหตุการณ์น่าจะดีขึ้น

แต่ถ้าสหรัฐ-อิหร่านยังเล่น “เกมพิฆาต” กันต่อไป สงครามคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

สงครามเกิดขึ้นเมื่อใด เมื่อนั้นไม่เพียงภูมิภาคตะวันออกกลางเดือดร้อน

คนทั่วโลกก็ต้องร่วมรับเคราะห์กรรมไปด้วย

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช