หลังจากที่อิหร่านใช้จรวดยิงเครื่องบินสอดแนมไร้นักบินตกของสหรัฐเหนือน่านน้ำช่องแคบฮอร์มุช เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำสั่งตอบโต้โดยพลัน
แม้นาทีสุดท้าย “โดนัลด์ ทรัมป์” เปลี่ยนแปลงคำสั่งให้หยุดปฏิบัติการ และกลับคำโดยเชื่อว่าอิหร่านไม่มี “เจตนา” แต่สหรัฐก็ยังยกระดับมาตรการคว่ำบาตร โดยการโจมตีไซเบอร์ รบกวนการทำงานของเครื่องยิงขีปนาวุธของอิหร่าน จนกลายเป็น “อัมพาต”
เป็นเหตุให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางตึงเครียด
ตั้งแต่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้ถอนออกจากสัญญาข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านเมื่อปีที่แล้ว ความสัมพันธ์สหรัฐ-อิหร่านเกิดเขม็งเกลียวมากขึ้นตามระดับ
และเป็นเหตุให้สถานการณ์อ่าวเปอร์เซียตึงเครียดมากขึ้น
แม้ประชาคมโลกเชื่อว่า การที่สองประเทศจะเปิดศึกใหญ่รอบด้านนั้น แนวโน้มยังมีไม่มาก แต่ความขัดแย้งได้เกิดขึ้นมิได้ว่างเว้น จึงมิอาจตัดประเด็นสงครามออกไปได้
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจซบเซาทั่วโลก ถ้าตะวันออกกลางเกิดสงคราม
กรณีก็เสมือนผีซ้ำด้ำพลอย
ตั้งแต่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ขึ้นดำรงตำแหน่ง นโยบายที่มีต่อตะวันออกกลางได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ โดยเริ่มต้นถอนออกซึ่งสัญญานิวเคลียร์อิหร่าน และทำการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันอิหร่านทั้งหมดในปริโยสาน
และแล้วก็หันมาปกป้องอิสราเอล ซาอุดีอาระเบีย เป็นต้น
ทั้งนี้ โดยได้ก่อตั้งองค์กร “นาโต้ฉบับตะวันออกกลาง” วัตถุประสงค์คือ
ขายอาวุธยุทโธปกรณ์ และคุ้มครองปกป้องความมั่นคงให้แก่อิสราเอลฝ่ายเดียว
นอกจากนี้ ยังทำการผลักดันโครงการที่เรียกว่า “Century plan” เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์การแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์
การปรับเปลี่ยนนโยบายของ “โดนัลด์ ทรัมป์” สังคมโลกมองว่า
1 เพื่อวัตถุประสงค์ให้ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรชาวยิวในสหรัฐ
1 เพื่อเอาใจองค์กรอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ
ทั้งนี้ ก็เพราะทั้งสององค์กรคือ “ไพ่เด็ด” ของเขา เพื่อใช้ป้องกันตำแหน่งในปี 2020
20 พฤษภาคม เขาโพสต์ในทวิตเตอร์ว่า “ถ้าอิหร่านเปิดศึก ก็คือวันสิ้นสุดที่แท้จริง”
ต่อมา 4 วัน เขาประกาศส่งทหารไปที่ตะวันออกกลางเพิ่ม 1,500 นาย
ล่าสุด 13 มิถุนายน มีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ถูกยิงระเบิดที่อ่าวโอมาน สหรัฐและซาอุดีอาระเบียชี้ว่า เป็นการโจมตีของอิหร่าน
รุ่งขึ้น กระทรวงกลาโหมสหรัฐออกประกาศว่า ได้ส่งเพิ่มทหารอีก 1,000 นาย
เป็นการส่งเพิ่มทหารของสหรัฐเป็นครั้งที่ 2 ภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 เดือน
วันที่ 17 มิถุนายน รัฐบาลอิหร่านประกาศว่า “จะมียูเรเนียมเสริมคุณภาพในปริมาณที่เกินขีดจำกัดตามข้อตกลงนิวเคลียร์………..” ซึ่งสหรัฐได้ถอนออกไปแล้ว
ความขัดแย้งและการปะทะกันระหว่างสหรัฐ-อิหร่านได้ยกระดับอย่างต่อเนื่อง ภูมิภาคตะวันออกกลางเต็มไปด้วย “เมฆหมอกแห่งสงคราม” บรรยากาศขมุกขมัว นำมาสู่ชาวโลกซึ่งความไม่แน่นอนและไม่มั่นคง และนับวันมากขึ้น
ย้อนมองอดีต สมัยรัฐบาลบารัค โอบามา จุดยุทธศาสตร์หลักคือ “กลับคืนเอเชียแปซิฟิก” ส่วนนโยบายตะวันออกกลางคือถอนทัพยุติการทำศึก
ครั้นเมื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” ขึ้นดำรงตำแหน่ง ในขณะที่ “ยุทธศาสตร์เอเชียแปซิฟิก” ยังดำรงอยู่ เขาก็กลับสู่ตะวันออกกลางอีกวาระหนึ่ง เป้าหมายคือ “อิหร่าน”
อเมริกันต้องการสร้างศัตรู ทั้งนี้โดยการสร้างสถานการณ์ที่ตื่นเต้น เพื่อเป็นการกระตุ้นประสาท และเป็นการส่งสัญญาณให้พันธมิตรรับทราบถึงความสำคัญของอเมริกัน
จึงน่าเชื่อว่า ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน เป็นความต้องการของอเมริกัน และคงต้องยืดเยื้อไปถึงก่อนการเลือกตั้งทั่วไปปีหน้า แต่แนวโน้มการเกิดสงครามคงยังมีไม่มาก
แม้ “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้รับอิทธิพลจากพวกลัทธิอนุรักษนิยมรุ่นใหม่ แต่เขามิใช่เป็นพวกอนุรักษนิยม หากเป็นคหบดีที่มีชาญฉลาด รู้จักใช้คน เช่น ดึงเอานักอนุรักษนิยมรุ่นใหม่ John Bolton ทนายความชื่อดังมาใช้งาน โดยอาศัยความแหลมคมของเขามาเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยร่วมกับ “ลูกหาบ” ทำเนียบขาว ก่อเหตุสร้างปัญหารอบด้าน จนกระทั่งข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามจะก่อสงคราม โดยการบังคับขู่เข็นให้คู่กรณีเซ็นสัญญาในภาวะจำยอม เป็นต้น
ตั้งแต่สงครามการค้าสหรัฐ-จีน และความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่าน “ทรัมป์” ใช้วิธีเดียวกัน
ทว่า การข่มขู่ของ “ทรัมป์” มิใช่ว่าจะมีความสำเร็จทุกเรื่องเสมอไป
จากความสัมพันธ์สหรัฐ-อิหร่าน สหรัฐมิใช่ไม่คิดจะถล่มอิหร่าน แต่ปัญหาคือไม่มีทางเอาชนะได้ “เตหะราน” รู้กลเม็ดแห่งพฤติกรรมของ “ทรัมป์” ว่าเป็นการข่มขู่เท่านั้น จึงได้ข่มขู่กลับ
บัดนี้ นอกจากอิหร่าน สหรัฐยังมีปัญหาตึงเครียดกับประเทศเบอร์ใหญ่และองค์กรสากล
ในเอเชียแปซิฟิกทำสงครามการค้ากับประเทศจีน ในยุโรปเป็นคู่อริกับรัสเซีย การเพิ่มพิกัดอัตราภาษีศุลกากรเป็นเหตุให้เกิดศรัตูรอบด้าน ตลอดจนเกิดความขัดแย้งในหลากหลายประเด็นกับประเทศพันธมิตรมิเคยว่างเว้น
สงครามอัฟกานิสถานและอิรัก ได้ใช้เงินไปถึง 6 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นบทเรียนราคาแพง
นิสัยพ่อค้าอย่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” มีความชำนาญในการคำนวนต้นทุน กำไร และขาดทุน เพราะเขาย่อมรู้ดีว่า การทำสงครามกับอิหร่านต้องใช้ต้นทุนสูงมาก ได้ไม่คุ้มเสีย
อีกประการ 1 สถานะการคลังของสหรัฐในปัจจุบัน ไม่อยู่ในวิสัยที่ทำสงครามกับอิหร่าน
นอกจากนี้ ประเทศที่ได้ร่วมลงนามในสัญญานิวเคลียร์อิหร่าน ที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐได้แก่ ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และเยอรมนีล้วนไม่เห็นด้วยกับการถอนตัวออกจากเป็นคู่สัญญา แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ในที่สุดสหรัฐก็ถอน
พิเคราะห์จากสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่น่าจะเกิดศึกใหญ่โต เหตุผลคือ ถ้าสหรัฐมีเจตนาที่จะทำสงคราม ก็คงไม่ส่งทหารเป็นหลักพัน แต่การส่งทหารไป 2 ครั้งรวม 2,500 นาย น่าจะเป็นการตัดไม้ข่มนาม แต่ก็มิได้หมายความว่า สงครามเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะการประเมินที่ผิดพลาดใดๆ จากเรื่องเล็กก็อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ สงครามแห่งภูมิภาคอาจมาเยือนได้ไม่ยาก
ทว่าไม่ควรตัดประเด็น “ปัญหาประดิษฐ์” ของ
1 ฝ่าย “Hard line” ในสหรัฐและอิหร่าน และหรือ
1 อิสราเอลและซาอุดีอาระเบีย
อาจเป็น “ชนวน” ให้สหรัฐ-อิหร่านเข้าสู่ภาวะสงคราม
วิกฤตอิหร่าน เป็น “วิกฤตประดิษฐ์” ของรัฐบาล “โดนัลด์ ทรัมป์” เพราะว่า
ก่อนการถอนตัวออกจาก “สัญญานิวเคลียร์อิหร่าน” วิกฤตอิหร่านยังไม่ปรากฏ
เพื่อสันติภาพของโลก สหรัฐ-อิหร่านควรต้องทำการเจรจาผ่านช่องทางการทูต หากสหรัฐยินยอมผ่อนปรนการคว่ำบาตรอิหร่าน เชื่อว่าเหตุการณ์น่าจะดีขึ้น
แต่ถ้าสหรัฐ-อิหร่านยังเล่น “เกมพิฆาต” กันต่อไป สงครามคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
สงครามเกิดขึ้นเมื่อใด เมื่อนั้นไม่เพียงภูมิภาคตะวันออกกลางเดือดร้อน
คนทั่วโลกก็ต้องร่วมรับเคราะห์กรรมไปด้วย
ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

