หน้าแรก คอลัมนิสต์ ประเมิน บทบาท...

ประเมิน บทบาท ยาแรง ต่อ ‘ธรรมกาย’ ทรง ‘ความหมาย’

1.06.16 | 12:55 น.
แฟ้มภาพ

คล้ายกับกรณีของ พระเทพญาณมหามุนี (ธัมมชโย) ในคดีอันเกี่ยวกับการฟอกเงิน การรับของโจร จะดำรงอยู่อย่างเป็นเอกเทศ

เป็นเรื่องของ “เอกชน”

เมื่อเป็นเรื่องของเอกชนย่อมมีลักษณะอันเป็น “ปัจเจก” ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สามารถเดินหน้าจัดการไปตามกระบวนการ

นั่นก็คือ ทำ “กฎหมาย” ให้เป็น “กฎหมาย”

แต่คำถามที่เสนอเข้ามาก็คือ แล้วเหตุใดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จึงต้องทำหนังสือด่วนไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)

Advertisement

เป้าหมายในขั้นที่สุดคือ “มหาเถรสมาคม” (มส.)

ที่เป็นเช่นนี้เพราะการดำรงอยู่ของ พระเทพญาณมหามุนี (ธัมมชโย) คือ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ที่ไม่เพียงแต่ พศ.จะต้องดูแล หากแต่ มส.ก็เป็นผู้ปกครองโดยตรง

และพลันที่มีชื่อแห่ง “วัดพระธรรมกาย”

ก็ต้องยอมรับว่า ภายในระยะเวลา 40 กว่าปี วัดพระธรรมกายอันมาจากความริเริ่มของ “แม่ชีจันทร์” ได้เติบใหญ่จาก 35 ไร่ กลายเป็นพื้นที่เกือบ 5,000 ไร่ในที่สุด

เช่นนี้เองเสียงจาก “คสช.” จึงมากด้วย “ความสุขุม”

อาจเป็นเพราะที่แวดล้อมอยู่โดยรอบ “กรมสอบสวนคดีพิเศษ” (ดีเอสไอ) เป็นกระแสและแรงกดดันอันมาจาก 2 องค์กรภาคประชาชนขนาดใหญ่

1 คือ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 1 คือ กปปส.

2 องค์กรนี้มีบทบาทในทาง “ความคิด” และในทาง “การเมือง” เป็นอย่างสูงในการปูทางและสร้างเงื่อนไขอันนำไปสู่ปฏิบัติการ “ทางทหาร” ที่สำคัญ

นั่นก็คือ ปฏิบัติการ “ยึดอำนาจ” โดยกระบวนการ “รัฐประหาร”

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีส่วนอย่างสำคัญต่อรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 และขยายผลไปยังการเคลื่อนไหวนับแต่เดือนพฤศจิกายน 2551 ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2550

กปปส.มีส่วนอย่างสำคัญต่อรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557

หากติดตาม “ปฏิบัติการ” ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กระทำในลักษณะรุกต่อ พระเทพญาณมหามุนี (ธัมมชโย) ล้วนถอดพิมพ์เขียวมาจากปฏิบัติการของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประสานเข้ากับปฏิบัติการของ กปปส.

เพียงแต่ก่อนรัฐประหาร 2549 รุกเข้าใส่พรรคไทยรักไทย ขณะที่ในเดือนพฤษภาคม 2551 รุกเข้าใส่พรรคพลังประชาชน ขณะที่ก่อนรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 รุกเข้าใส่พรรคเพื่อไทยและโดยเฉพาะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เสมอเป็นเพียงเปลี่ยนจาก “ยิ่งลักษณ์” มาเป็น “พระธัมมชโย” เท่านั้น

ต้องยอมรับว่า ปฏิบัติการไม่ว่าต่อพรรคไทยรักไทย ไม่ว่าต่อพรรคพลังประชาชน ไม่ว่าต่อพรรคเพื่อไทย กระทบต่อฐานเสียงในทางการเมืองอย่างสำคัญ

เป็นฐานเสียงของคนใน “ต่างจังหวัด”

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และบางส่วนในภาคกลาง เป็นมวลชนอย่างที่เรียกว่า “รากหญ้า” การศึกษาน้อย

หรืออย่างที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เรียกอย่างประชดว่าเป็น “พวกไพร่”

แต่เมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แตะเข้าไปยัง พระเทพญาณมหามุนี (ธัมมชโย) และวัดพระธรรมกาย ย่อมเป็นความแตกต่างอย่างมากจากกรณีของพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทย

เพราะฐานของ “ธรรมกาย” เป็นฐานแห่ง “กัลยาณมิตร”

ไม่เพียงแต่เป็นบางคนอันเคยเป็นเลขาธิการพรรคไทยรักไทย หากแต่ยังเป็นบางคนซึ่งแนบแน่นอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์

พวกเขาอยู่ใน “เครื่องแบบ” ขาวบริสุทธิ์ “สะอาด”

อาจมีบางส่วนมิได้มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ร่ำรวย แต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็น “คนเมือง” มีการศึกษาและเป็นคนชั้นกลางระดับ “บน”

บางคนสามารถเรียกได้ว่าเป็น “เศรษฐี” หรือ “มหาเศรษฐี”

ธรรมกายมิได้มีผู้เลื่อมใส “เรือนร้อย” หากแต่เป็นเรือนพัน เรือนหมื่น เรือนแสน และเรือนล้าน และหลายล้าน

นี่คือฐาน “การเมือง” ที่จะต้องได้รับแรง “สะเทือน”

การตัดสินใจของกรมสืบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ครั้งนี้จึงมีความสำคัญและทรงความหมายเป็นอย่างสูง

หากมาจาก “พิมพ์เขียว” อันร่างไว้แล้วตั้งแต่รัฐประหารเดือนกันยายน 2549 กระทั่งต่อเนื่องมายังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 ก็ต้องยอมรับว่า “แหลมคม”

แหลมคมและมากด้วย “ความกล้าหาญ” ทางการเมือง