เดินหน้าชน : วนไป : โดย สัญญา รัตนสร้อย

3.07.19 | 13:33 น.

ความพยายามรวบรวมบรรดาพรรคการเมือง ขนาดกลาง ขนาดเล็ก ขนาดจิ๋ว จัดตั้งรัฐบาล โดยพลังประชารัฐเป็นแกนนำ

แม้เก็บเล็กผสมน้อยได้เสียง ส.ส.เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร แต่ก็ล้ำไปเพียง 4 เสียงเท่านั้น

ลำพังสภาพ “เสียงปริ่มน้ำ” ก็เป็นปัญหาของรัฐบาลในอนาคต ที่ต้องไปสู้เกมฝ่ายค้านในสภาอยู่แล้ว

การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีให้กับพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล ที่มีมากถึง 19 พรรค ต้องนับเป็นความขลุกขลักอย่างหนึ่ง

ล่าสุด อาจลงตัวแล้วกับพันธมิตรพรรคร่วม แต่ปัญหาที่ดูเหมือนจบ กลับจบไม่ลงภายในพรรคพลังประชารัฐเอง

Advertisement

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บุคคลสุดท้ายที่จะจัดใครลงเก้าอี้ใด

บางคนเหมือนโดนฟ้าผ่าปลายสัปดาห์ก่อน

ไม่ว่าจะเป็น สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำกลุ่มสามมิตร ปลุกปั้นพลังประชารัฐมาแต่เบื้องต้น เจ้าตัวเคยมั่นใจอย่างยิ่งในเก้าอี้ รมว.พลังงาน ถูกนายกฯสลับโผ ถึงกับออกปากด้วยความมึนงง

“เป็นเรื่องแปลกประหลาดมาก เพราะเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน นายกฯยังเรียกให้เข้าไปพบที่บ้านพัก แจ้งรายชื่อผู้ได้รับเป็นรัฐมนตรีทั้งหมดแล้ว วันนั้นนายอนุชาก็ได้โควต้ารัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลัง แต่พอมาวันนี้ ชื่อของนายอนุชาก็กระเด็นหายไป จึงไม่เข้าใจว่าทำไมนายกฯถึงเปลี่ยนชื่อไปมาแบบนี้ คงไม่เข้าใจเรื่องการเมืองมาก นึกอยากจะเปลี่ยนก็เปลี่ยน วันนี้ผมขอไปสวดมนต์สงบสติอารมณ์ก่อน เพื่อจะได้คิดให้รอบคอบ และจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวเลย ผมว่านาทีนี้ ผมออกดีกว่า”

แม้นายสุริยะไม่ระบุชัดเจนประโยคสุดท้ายหมายความอย่างไร ใครได้ฟังก็พอเดาใจกันได้

ไม่ว่าจะเป็น อนุชา นาคาศัย หนึ่งในกลุ่มสามมิตร มือไม้สำคัญในการเกิดก่อพลังประชารัฐ เอาการเอางานอย่างยิ่งในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา เคยมีชื่อเก้าอี้ รมช.คลัง กลับหลุดหมดทุกตำแหน่ง แม้ยังเชื่อถือสัจจะลูกผู้ชายชาติทหารของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ก็หันไปฉะคนบางกลุ่มในพรรคจ้องเลื่อยเก้าอี้กลุ่มสามมิตร เปรียบเปรยด้วยความเจ็บช้ำ

“พวกผมรบชนะ แต่ไปเอาศัตรูมาตัดหัวพวกผมทิ้ง”

ไม่ว่าจะเป็น สุชาติ ชมกลิ่น แกนนำกลุ่มภาคกลางที่มี ส.ส.ในมือ 15 คน ต้องหลุดเก้าอี้ รมว.แรงงานในโค้งสุดท้าย ก็เริ่มหารือถึงบทบาทของกลุ่มในพลังประชารัฐ

เหตุเกิดปลายสัปดาห์ก่อน ตอกย้ำรอยร้าวภายในพลังประชารัฐขยายวงมากขึ้น

แต่ดูเหมือน พล.อ.ประยุทธ์จะมองข้ามแรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้น ยืนยันอำนาจการตัดสินใจ ทุกอย่างจบตามนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

“วันหน้าไม่พอใจก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าไม่พอใจจะไปไหนก็แล้วแต่ท่าน เพราะไม่สามารถไปห้ามอะไรท่านได้ แต่ก็อยากขอร้องให้อยู่กันไปก่อน” ชัดเจนสไตล์ชายชาติทหาร

อะไร? ทำให้นายกฯประยุทธ์มั่นใจเลือกตัดสินใจเช่นนั้น

บางทีคำตอบอาจอยู่ที่ ไม่ว่าอย่างไรรัฐบาลต้องเกิดขึ้นในราวกลางเดือนนี้ ปัญหาภายในค่อยปะผุกันไป บนความเชื่อที่ว่าการเลือกตั้งเพิ่งผ่านไปหมาดๆ พรรคร่วมหรือแม้แต่ในพลังประชารัฐ คงไม่มีใครอยากเลือกตั้งใหม่เร็ว

หรือเลวร้ายที่สุด นายกรัฐมนตรีมีอำนาจพิเศษ ประกาศ “ยุบสภา” ไปนับหนึ่งกันใหม่

ต้องไม่ลืมว่า พล.อ.ประยุทธ์มี 250 ส.ว.ตุนในกระเป๋า ถูมือรอเลือกนายกฯรอบใหม่

วันนั้น พล.อ.ประยุทธ์ยังคงกุมอำนาจรัฐ ในฐานะรัฐบาลรักษาการ

แต่ปัญหาของชาวเราก็คือ แม้ประเทศไทยไม่ได้มีแค่เรื่องการเมือง

แต่เมื่อการเมืองไม่สะเด็ดน้ำ ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องชาวบ้าน จะขยับขับเคลื่อนกันอย่างไร

สัญญา รัตนสร้อย