คุณภาพคือความอยู่รอด ตอน การซื้อขายออนไลน์ : โดย วิฑูรย์ สิมะโชคดี

ทุกวันนี้ เทคโนโลยีและระบบเศรษฐกิจดิจิทัลเข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของพวกเราอย่างมากในแทบทุกเรื่อง

ดังนั้น เมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้น เราก็ต้องปรับตัวและปรับเปลี่ยนแนวความคิดต่างๆ ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงเพื่อความอยู่รอด และต้องพยายามนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการปรับเปลี่ยนองค์กรในแบบ “Digital Transformation” เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในสังคมดิจิทัล

“การตลาดออนไลน์” หรือ “ตลาดดิจิทัล” ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เกิดจากเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในด้านของการตลาดและการค้าขายทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต (โรงงาน) ห้างสรรพสินค้า เกษตรกร ผู้ประกอบการ SMEs ผู้ซื้อผู้ขาย ล้วนแต่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งผู้บริโภคที่มีพฤติกรรมการซื้อขายสินค้าเปลี่ยนไปด้วย

รูปแบบใหม่ทางการตลาดในยุคนี้ก็คือ “อีคอมเมิร์ซ (E-commerce)” ซึ่งเป็นการซื้อขายสินค้าผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ทำให้ผู้คนทั่วโลกสามารถติดต่อซื้อขายสินค้ากันได้สะดวกและรวดเร็วกว้างขวางยิ่งขึ้น

กิจการทุกประเภท ห้างสรรพสินค้า ตลาดเสื้อผ้าแฟชั่น ตลาดผลไม้ และตลาดสินค้าประเภท “เกษตรอุตสาหกรรม” จึงเผชิญกับความท้าทายในเรื่องของ “การซื้อขายออนไลน์” จนหลายๆ กิจการมองว่าเป็น “วิกฤต” แทนที่จะมองเป็น “โอกาส” ใหม่ๆ

ความสำคัญของเรื่องนี้ จะเห็นได้จากการที่ “กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” ได้รายงานผลการสำรวจมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) ว่า ปัจจุบันประเทศที่มีการค้าอีคอมเมิร์ซมากที่สุด ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไทย และมาเลเซีย ตามลำดับ และมีแนวโน้มของอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับประเทศไทยนั้น ในปี 2561 มีมูลค่า 3,150,232.96 ล้านบาท (อัตราการเพิ่มขึ้น 14%) ส่วนใหญ่เป็นการขายสินค้าภายในประเทศ โดยประเภทของสินค้าและบริการของอุตสาหกรรมค้าปลีกและค้าส่งสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ (1) ธุรกิจห้างสรรพสินค้า มีมูลค่า 258,449.92 ล้านบาท (2) การจำหน่ายอาหาร อาหารแปรรูปและเครื่องดื่ม ผลิตผลทางการเกษตรและประมง มีมูลค่า 135,868.41 ล้านบาท และ (3) การจำหน่ายเครื่องสำอาง อาหารเสริมและอุปกรณ์เสริมความงาม มีมูลค่า 87,407.55 ล้านบาท ตามลำดับ

ช่องทางการค้าขายผ่าน “ระบบออนไลน์” ที่ได้รับความนิยม มีด้วยกัน 4 ช่องทาง ได้แก่ (1) การขายผ่านสื่อโซเชียล (Social Media) เช่น Facebook, LINE, Instagram, YouTube และอื่นๆ (2) การค้นหาข้อมูล เช่น Google (3) การขายผ่าน E-marketplaces ในประเทศ และ (4) ขายผ่านทางเว็บไซต์ของตนเอง

ปัจจุบัน ก็มี “แอพพลิเคชั่น” มากมายในโทรศัพท์มือถือที่ช่วยให้การทำตลาดออนไลน์ง่ายขึ้น สะดวกและรวดเร็วขึ้น (โดยลงทุนต่ำด้วย) ที่เราสามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรี เช่น Facebook, LINE, YouTube, Instagram เป็นต้น

ทุกวันนี้ เราจะเห็นการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ “การขายของออนไลน์” อย่างมากมายทางสื่อต่างๆ โดยเฉพาะโทรทัศน์ และโทรศัพท์มือถือ ซึ่งน่าจะกระตุ้นให้หลายๆ กิจการได้เห็น “โอกาส” ที่จะต้องพิจารณาความพร้อมของตนเองได้แล้ว

แต่จะไปได้ไกลแค่ไหน ก็คงขึ้นอยู่กับ “คุณภาพ” ครับผม!

วิฑูรย์ สิมะโชคดี

บทความก่อนหน้านี้หนุ่มใหญ่เครียด ‘แขนอ่อนแรง’ จุดธูปบอกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนผูกคอลาโลก!
บทความถัดไปทางคนทางข่าว : นางสาวรักดี