หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุจิตต์ วงษ์เ...

สุจิตต์ วงษ์เทศ: หลวงพ่อขี้หอม เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก ผู้นำชุมชนและการเมืองสองฝั่งโขง

1.06.16 | 23:13 น.
(ซ้าย) รูปหล่อพระครูโพนสะเม็ก (ขวา) เหรียญพระครูโพนสะเม็ก [จากหนังสือ หลวงพ่อขี้หอม (เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก) พระสงฆ์ผู้นำชุมชนและการเมืองสองฝั่งโขง, สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ,สำนักพิมพ์มติชน 2544]

หลวงพ่อขี้หอมของกลุ่มชนสองฝั่งโขงมีหลายชื่อ เช่น ยาคูขี้หอม (หรือญาคูขี้หอม), ราชครูขี้หอม, เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก, พระครูโพนสะเม็ก (บางทีก็เรียก โพนสะเม็ด), พระครูยอดแก้ว ฯลฯ
ไม่ว่าจะเรียกชื่อไหน ย่อมหมายถึงพระสงฆ์สำคัญรูปหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญเป็นผู้นำชุมชนและการเมืองสองฝั่งโขง อันเป็นเหตุให้เกิดรัฐลาวใต้ชื่อ จำปาสัก หรือจัมปาสัก
เพื่อให้รู้ความเป็นมาของหลวงพ่อขี้หอม กับการเมืองของกลุ่มชนสองฝั่งโขงแตกเป็น 3 รัฐ คือ หลวงพระบาง (ลาวเหนือ) เวียงจัน (ลาวกลาง) จำปาสัก (ลาวใต้) ผมเคยเขียนอธิบายไว้ในหนังสือหลายเล่มนานกว่า 10 ปีมาแล้ว จะขอสรุปย่อ ดังต่อไปนี้

คำบอกเล่าเก่าแก่

เรื่องราวอันวิจิตรพิสดารของหลวงพ่อขี้หอมได้จากคำบอกเล่าสืบต่อกันปากต่อปากเมื่อนานนักหนามาแล้ว ต่อมาจึงจดบันทึกไว้ในรูปของตำนาน เป็นส่วนสำคัญการก่อตัวของรัฐจำปาสัก ชื่อตำนานเมืองนครจำปาสัก มีอย่างน้อย 2 ฉบับ คือ ฉบับพระยามหา อำมาตยาธิบดี และฉบับหม่อมอมรวงศ์วิจิตร (ม.ร.ว. ปฐม) แล้วเผยแพร่ครั้งแรกราวแผ่นดิน ร.5
นับแต่นั้นมาชื่อเสียงของหลวงพ่อขี้หอมก็เป็นที่รู้จักกว้างขวาง มีพระนักปราชญ์อีสานรวบรวมและเรียบเรียงประวัติพิมพ์เผยแพร่ เช่น หนังสืออุรังคนิทาน ตำนานพระธาตุพนม (พิสดาร) ของ พระธรรมราชานุวัตร (แก้ว อุทุมมาลา) อดีตเจ้าอาวาสพระธาตุพนม และอดีตเจ้าคณะจังหวัดนครพนม พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2491 จนถึงปัจจุบันมากกว่า 10 ครั้งแล้ว
ตำนานเล่าถึงจุดกำเนิดเรื่องพระครูขี้หอมเริ่มขึ้นที่บ้านกะลึมที่อยู่เมืองพาน ปัจจุบันอยู่ในเขต อ. บ้านผือ จ. อุดรธานี มีเทือกเขาภูพานเป็นสัญลักษณ์สำคัญ
ที่บ้านกะลึมนี้มีหลักฐานโบราณคดีเก่าแก่คือ เสมาหิน แสดงว่าบริเวณนี้เป็นชุมชนหมู่บ้านที่มีพัฒนาการมาแต่ยุคทวารวดีเป็นอย่างน้อย
แต่บนเทือกเขาภูพานใกล้บ้านกะลึม เป็นแหล่งพิธีกรรมดึกดำบรรพ์มาแต่ครั้งก่อนรับศาสนายุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีความสำคัญต่อเนื่องมายาวนานจนถึงยุครับพระพุทธศาสนาแล้ว โดยมีหินตั้ง, เสมาหิน, และพระพุทธบาทบัวบก-บัวบาน, รวมทั้งพระธาตุ เป็นหลักฐานสำคัญ และมีความศักดิ์สิทธิ์ต่อมาไม่ขาดสายจนถึงปัจจุบัน
ฉะนั้นตำนานเล่าว่าหลวงพ่อขี้หอมถือกำเนิดที่บ้านกะลึม เทือกเขาภูพาน จึงเท่ากับเชื่อมโยงให้เข้ากันกับบริเวณศักดิ์สิทธิ์นี้
เขตบ้านกะลึมที่มีภูพานเป็นเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์ เป็นบริเวณต่อเนื่องกับลุ่มแม่น้ำโขงแถบเวียงจันมาแต่โบราณกาล มีนิทานเรื่องอุสา-บารถ ยืนยัน
แม้ว่าปัจจุบันบริเวณนี้จะถูกแยกจากกันด้วยเส้นกั้นอาณาเขตสมัยใหม่เป็นไทยคือเขตอีสาน กับลาว แต่สมัยก่อนเป็นดินแดนเดียวกัน ผู้คนทั้งสองฝั่งโขงเป็นเครือญาติกัน

ลาวและข่าเข้าอีสาน ตั้งถิ่นฐานใหม่

คนสองฝั่งโขงระหว่างอีสานกับลาวสมัยโบราณเกือบทั้งหมดเป็นพวกเดียวกัน เคลื่อนย้ายไปมาหาสู่กันไม่ขาดสาย แต่ภายหลังประชาชนลาวเข้ามาอยู่ในอีสานเป็น ระลอกๆ หลายคราวด้วยกัน
ในระยะแรกๆ กระจายอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า “เขตสะสม” อันเป็นขอบเขตของรัฐ ล้านช้าง คือริมฝั่งแม่น้ำโขงตั้งแต่เขตหนองคาย, อุดรธานี, สกลนคร, นครพนม, มุกดาหาร
ต่อมาค่อยๆ กระจายเข้าไปในเขตลุ่มแม่น้ำชีในเขตขอนแก่น, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม, ชัยภูมิ, และร้อยเอ็ด
ระยะหลังขยายไปถึงเขตยโสธร, อุบลราชธานี, และที่อื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง

อีสานส่วนของลาว

อำนาจของลาวสมัยโบราณควบคุมบริเวณแอ่งสกลนครและแอ่งโคราชบางส่วน ฉะนั้นการตั้งหลักแหล่งในอีสานสมัยก่อน (ยกเว้นเขตเมืองนครราชสีมา) จึงเป็นเรื่องปกติ เพราะเท่ากับอยู่ในดินแดนของตัวเอง
เมื่อคนอีสานโบราณเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่่อื่น เช่น ไปก่อตั้งรัฐสุโขทัย ฯลฯ พวกใหม่ที่เข้ามาแทนก็คือลาว
แต่หลักฐานเก่าแก่เท่าที่พบขณะนี้คือจารึกลาวระบุจุลศักราช 712 ตรงกับ พ.ศ. 1893 (ปีสถาปนากรุงศรีอยุธยา) พบที่ ต. บ้านแร่ อ. พังโคน จ. สกลนคร ใน “เขตสะสม” แอ่งสกลนคร เนื้อหาในจารึกกล่าวถึงการอุทิศที่ดินให้วัดของเจ้านายระดับ “พญา” และ “แสน” ผู้เป็นหัวหน้าชุมชนที่นั่น (ธวัช ปุณโณทก, ศิลาจารึกอีสาน, 2530, หน้า 225-227) แสดงว่ามีพวกลาวเข้ามาอยู่เป็นชุมชนก่อนหน้านั้นแล้ว
หลังรัชกาลท้าวฟ้างุ้ม, ท้าวอุ่นเรือนราชโอรสขึ้นครองรัฐล้านช้าง-เวียงจัน มีพระนามว่า พญาสามแสนไท [(ระหว่าง พ.ศ. 1915-1951, ตรงกับรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) แห่งกรุงศรีอยุธยา ประมาณ พ.ศ. 1913-1931)]
เชื่อกันว่าในช่วงเวลานี้พวกลาวเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งหลักแหล่งในอีสานเพิ่มมากขึ้น ลาวบางพวกอยู่ปะปนกับคนพื้นเมืองดั้งเดิมที่อยู่มาก่อน แต่บางพวกตั้งหลักแหล่งใหม่ในบริเวณที่เคยเป็นบ้านเมืองมาแล้ว แต่ถูกทิ้งร้างไป เช่น ที่บ้านธาตุบ่อพันขัน (อ. สุวรรณภูมิ จ. ร้อยเอ็ด), และพระธาตุยาคูที่เมืองฟ้าแดดสงยาง (อ. กมลาไสย จ. กาฬสินธุ์)
สิ้นรัชกาลพญาสามแสนไทแล้วเกิดความขัดแย้งวุ่นวายสูงจนพระเจ้าไชยจักรพรรดิ แผ่นแผ้ว (ระหว่าง พ.ศ. 1999-2021, ตรงกับรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา ประมาณ พ.ศ. 1991-2031) ได้ขึ้นครองแคว้นที่หลวงพระบาง จึงสงบลง. รัชกาลนี้เคยเสด็จหนีกองทัพแกวหรือญวนไปประทับอยู่เมืองเชียงคาน (อ. เชียงคาน จ. เลย) แล้วสิ้นพระชนม์ที่เมืองนี้ โอรสของพระองค์จึงสร้างวัดสบเชียงคาน, หล่อพระพุทธรูป, และก่อธาตุบรรจุอัฐิของพระองค์ไว้ที่เมืองเชียงคาน
นี่แสดงว่าบริเวณอีสานเหนือเป็นเขตลาว

หนีความขัดแย้งเข้าอีสาน

กษัตริย์ลาวสมัยหลังลงมาที่ได้รับยกย่องเป็น “วีรบุรุษ” คือ พระไชยเชษฐาธิราช (ระหว่าง พ.ศ. 2093-2215, ตรงกับรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา ประมาณ พ.ศ. 2091-2111) เคยเสด็จไปเป็นกษัตริย์รัฐล้านนาที่เมืองเชียงใหม่
เมื่อพระราชบิดาคือพญาโพธิสารสวรรคตก็เสด็จกลับมาเป็นกษัตริย์รัฐล้านช้างที่เมืองหลวงพระบาง ทรงอาราธนาพระพุทธรูปสำคัญไปด้วยจากเมืองเชียงใหม่คือพระแก้วมรกต หลังจากนั้นทรงย้ายราชธานีจากหลวงพระบางลงมาอยู่ที่เวียงจัน

Advertisement

สมเด็จพระไชยเชษฐาทรงบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถานหลายแห่งที่เคยมีมาแต่เดิม ทั้งในเวียงจันและในดินแดนอีสาน เพื่อให้เป็นศูนย์กลางของชุมชนในราชอาณาจักรลาวสมัยของพระองค์ เช่น ในนครเวียงจันทรง “สร้างแปลง” พระธาตุหลวงขึ้นกลางเมือง ในอีสานก็ทรงปฏิสังขรณ์พระธาตุพนม (ที่นครพนม) นอกจากนั้นที่เมืองเวียงคุก, เมืองหนองคาย, และหัวเมืองต่างๆ ในเขตลุ่มแม่น้ำโขงกับลุ่มแม่น้ำชีในอีสานก็คงมีการก่อสร้างธาตุเจดีย์ขึ้น เป็นหลักบ้านหลักเมืองหลายแห่ง เช่น ธาตุบังพวน, ธาตุหนองคาย ฯลฯ (แอ่งอารยธรรมอีสาน, 2533, 262, 263)
นอกจากการฟื้นฟูบ้านเมืองและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาแล้ว สมเด็จพระไชยเชษฐายังทรงดำเนินนโยบายภายนอกเพื่อผูกมิตรกับบ้านเมืองและอาณาจักรใกล้เคียงด้วย โดยเฉพาะกับกรุงศรีอยุธยา การผูกมิตรกับกรุงศรีอยุธยาครั้งนี้ได้สร้างพระธาตุเจดีย์ศรีสองรักษ์กับ ศิลาจารึกไว้ที่ อ. ด่านซ้าย จ. เลย เพื่อเป็นสักขีพยานและเป็นหลักกั้นเขตแดนระหว่างกรุงศรีอยุธยากับกรุงศรีสัตนาคนหุต

นี่ย่อมเป็นหลักฐานยืนยันว่าอาณาเขตของลาวสมัยก่อนอยู่ลึกเข้ามาในอีสานถึงเขต จ. เลย ย่อมมีชาวล้านช้างมาตั้งหลักแหล่งเพิ่มเติมตลอดเวลา
เมื่อสิ้นรัชกาลสมเด็จพระไชยเชษฐาแล้ว บ้านเมืองมีแต่ความวุ่นวายด้วยสาเหตุหลายประการ เช่น ถูกพม่าโจมตีจนต้องตกเป็นเมืองขึ้น เมื่อปลดแอกจากพม่าได้ก็แย่งชิงความเป็นใหญ่กันเอง ฯลฯ ท้ายที่สุดก็ต้องแยกออกเป็น 2 รัฐ คือ
(1) รัฐเวียงจัน มีเขตแดนตั้งแต่เมืองเชียงคาน (จ. เลย) ลงไปทางใต้ถึงแก่งลี่ผี (แขวงจำปาสัก) และ
(2) รัฐหลวงพระบาง มีเขตแดนตั้งแต่เมืองเชียงคานขึ้นไปทางเหนือถึงสิบสองจุไทและหัวพันห้าทั้งหก
แยกกันเป็น 2 รัฐแล้วก็ยังไม่สงบ เพราะมีทั้งปัญหาภายในที่เคยขัดแย้งกันมา และมีทั้งปัญหาภายนอกจากบ้านเมืองใกล้เคียงด้วย ญวน, เขมร และกรุงศรีอยุธยาเข้ามาแทรกแซง
ผลของความขัดแย้งทำให้เจ้านายและไพร่ฟ้าพลเมืองลาวหนีความวุ่นวายไปตั้งหลักแหล่งใหม่ในท้องถิ่นต่างๆ บางกลุ่มไปตั้งบ้านเมืองอยู่เป็นอิสระ บางกลุ่มเข้าไปเขตญวน และอีกหลายกลุ่มเข้ามาในเขตอีสาน เช่น กรณีพระครูยอดแก้ว หรือยาคูขี้หอม เป็นต้น

ข่าก็เข้าอีสาน

บริเวณสองฟากแม่น้ำโขงทางใต้ คือเขตอีสานใต้และลาวใต้มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับพวกลาวและกลุ่มชนอื่นๆ ด้วย
กฎมณเฑียรบาล (ที่ตราขึ้นในช่วง 100 ปีแรกของกรุงศรีอยุธยา) จดรายชื่อเมืองที่มีกษัตริย์ปกครองและถวายดอกไม้เงินดอกไม้ทองแก่กรุงศรีอยุธยาไว้ 20 เมือง มีชื่อเมืองนครหลวง คือกัมพูชา และเมืองศรีสัตนาคนหุต คือลาว ในนั้นมีชื่อเมืองโคตรบองกับเมืองเรอแดวรวมอยู่ด้วย
เมืองโคตรบองอยู่ในลาวกลาง ทางลาวเรียกเมืองศรีโคตะบอง หรือศรีโคตรบูร หรือเมืองศรีโคตร์ อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเมืองนครพนม
เมืองเรอแดวอยู่ที่จำปาสัก “เรอแดว” เป็นชื่อชนชาติในตระกูลภาษาชวา-มลายูพวกหนึ่ง บัดนี้เรียกว่า ข่าระแด (หรือระแดว์) ลักษณะของภาษาระแดเป็นอย่างภาษาจาม คือพวกพลเมืองของจามสาขาหนึ่งนั่นเอง เขตแขวงบ้านเมืองของชนชาติระแดแต่โบราณนั้นอยู่ในแขวงจำปาสักและบริเวณลาวใต้ (เมื่อ พ.ศ. 2424 ยังเรียกบริเวณแถบนั้นส่วนหนึ่งว่า แขวงระแด)

กล่าวโดยสรุปว่า บริเวณสองฝั่งแม่น้ำโขงตั้งแต่แก่งลี่ผีขึ้นมาจนถึงเขตนครพนม เป็นที่อยู่ของพวกที่เรียกว่า “ข่า” มีข่าระแด เป็นต้น หาได้เป็นชาวลาวทั้งหมดไม่ (จิตร ภูมิศักดิ์, ความเป็นมาของคำสยาม, ไทย, ลาว, และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ, พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2519, หน้า 506-510)
จำปาสักแต่เดิมเป็นเมืองของพวกจาม เรียกนครจำปา ยังมีปราสาทวัดพูและพบจารึกอักษรจามที่นี่ ต่อมาพวกเจนละปราบปรามพวกจามได้ แล้วขยายอำนาจลงไปสถาปนาอาณาจักรกัมพูชาบริเวณทะเลสาบ อาณาจักรขอมแห่งกัมพูชาเรืองอำนาจปกครองคลุมสองฝั่งแม่น้ำโขงจนถึงเวียงจันอยู่นาน จนกระทั่งปลายสมัยพระนครหลวงก็เสื่อมอำนาจลง พวกข่าระแดซึ่งเป็นเชื้อสายเดียวกับจามรวมกับพวกข่าพื้นเมืองจึงจัดตั้งการปกครองกันเอง ดังมีชื่อเรียกในกฎมณเฑียรบาลว่าเมืองเรอแดว หรือเมืองระแด ระยะนี้เองที่เมืองระแดต้องส่งบรรณาการต่อท้าวฟ้างุ้มแห่งล้านช้างและพระเจ้าอู่ทองแห่งกรุงศรีอยุธยา มีฐานะเป็นเจ้าประเทศราช (ที่ต้อง “ส่งส่วยสองฝ่ายฟ้า”)

การที่ทางไทยเรียกว่าเมืองระแด (หรือเรอแดว) นั้นคงจะเรียกตามชนที่เป็นชาวเมืองนั้น (ตอนนั้นชื่อ “นครจำปาสัก” ยังไม่เกิดขึ้น)
หลังรัชกาลสมเด็จพระไชยเชษฐา พวกข่าทั้งหลายในลาวใต้ไม่ยอมอยู่ในอำนาจของล้านช้าง-เวียงจัน ระยะนี้เองที่พวกข่าระแดกับข่าพื้นเมืองอื่นๆ จัดตั้งแว่นแคว้นของตนขึ้นเป็นอิสระ

ตำนานเมืองนครจำปาสัก (ฉบับพระยามหาอำมาตยาธิบดี, อยู่ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 70) เล่าว่า เมื่อตั้งแว่นแคว้นของตนเป็นอิสระแล้วมีผู้นำเป็น “เขมรแขกจาม” องค์หนึ่งตั้งเมืองหลวงทับลงบริเวณเมืองจำปาเก่า แล้วขนานนามเมืองใหม่ว่า “นครกาลจำบากนาคบุรีศรี” (จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายว่า “จำบาก” ก็คือ “จัมปาก” ในภาษาสันสกฤต เป็นชื่อไม้ไทย เรียก “จำปา”) ภายหลังเมื่อสิ้นวงศ์ไปแล้วพวกข่าพื้นเมืองได้ตั้งเจ้านายปกครองตนเองต่อมา
หลัง พ.ศ. 2181 (ตรงกับรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยาพ.ศ. 2172-2199 และอยู่ในรัชสมัยพระเจ้าสุริยวงศาฯ แห่งเวียงจัน) ผู้ครองนครกาลจำบากนาคบุรีศรีเป็นผู้หญิงชื่อนางเภา แล้วมีพวกลาวลงมาผสมผสานเผ่าพันธุ์ (ตำนานเล่าว่าพวกลาวนี้คือกลุ่ม “เจ้าปางคำ” เป็นเชื้อสายเจ้าลาวอยู่ “บ้านหนองบัวลำพู” (จ. หนองบัวลำภู) และเป็นผู้แต่งหนังสือเรื่อง “สินไชย”)

ระยะนี้เองที่พวกข่าขยายบ้านเมืองของตนออกมาทางเขตอีสานแล้วมีพวกข่าที่ ชำนาญการจับช้างพวกใหญ่เคลื่อนย้ายมาตั้งหลักแหล่งในเขต จ. สุรินทร์ใน ช่วงก่อน พ.ศ. 2230 (ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ แห่งกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 2199-2231 และอยู่ปลายรัชสมัยพระเจ้าสุริยวงศาฯ แห่งเวียงจัน)

ความขัดแย้งของลาว 3 รัฐ

ราว พ.ศ. 2237 (ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชาแห่งกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 2231-2245, และเริ่มยุคพระเจ้าองค์หล่อกับพระยาเมืองจันแห่งเวียงจัน) ทางนครเวียงจันเกิดความวุ่นวาย เสนาบดีชิงราชบัลลังก์ได้ พวกราชตระกูลต้องลี้ภัยการเมืองลงมาอาศัยอยู่นครกาลจำบากฯ
กลุ่มราชตระกูลเวียงจันที่อพยพภัยลงมานั้น มีนักปราชญ์ประจำราชวงศ์ลงมาด้วยคือ พระครูยอดแก้ว แห่งวัดโพนเสม็ด (รู้จักกันอีกชื่อหนึ่งว่า “ยาคูขี้หอม”) มีลูกศิษย์ลูกหาคนขึ้นมาก มีผู้ติดตามมาไม่น้อย
ครั้้งนั้นนครกาลจำบากฯ ก็ตกอยู่ในอำนาจของราชตระกูลลาวแล้วเปลี่ยนชื่อเป็นนครจำปาสักนัคบุรี สถาปนาเชื้อวงศ์ลาวชื่อเจ้าหน่อกษัตริย์ ที่อพยพลงมาด้วยเป็นเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร (ขึ้นครองราชย์ พ.ศ. 2256 ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าท้ายสระแห่งกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 2251-2275 และรัชสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 2 องค์เว้แห่งเวียงจัน) แล้วจัดการปกครองหัวเมืองข่าทั้งปวงในเขตลาวใต้ (แถบสาละวัน-จำปาสัก-อัตตะปือ) จนถึงบริเวณลุ่มแม่น้ำมูลและเขต จ. ศรีสะเกษ (เมืองศรีนครเขตร)
นับแต่นี้ต่อไป ดินแดนลาวก็แบ่งแยกออกเป็น 3 รัฐ คือ
(1) รัฐหลวงพระบาง หรือ “ลาวเหนือ”
(2) รัฐเวียงจัน หรือ “ลาวกลาง” ที่มีมาแต่เดิม และ
(3) รัฐจำปาสัก หรือ “ลาวใต้” มีราชธานีอยู่ที่นครจำปาสัก มีเขตแดนนับตั้งแต่เมืองสะหวันนะเขตลงไปจนถึงแดนเขมร
รัฐจำปาสักที่นครจำปาสักมีชนชาติตระกูลภาษาลาวเป็นชนชั้นปกครอง และมีชนชาติตระกูลภาษาชวา-มลายู, กับมอญ-เขมร เป็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน, เป็นรัฐอิสระไม่ขึ้นต่อหลวงพระบางและเวียงจัน
เมื่อเจ้าสร้อยศรีสมุทรฯ ขึ้นครองรัฐจำปาสักแล้วได้แต่งตั้งผู้รักษาบ้านเมืองในเขตแคว้นทุกทิศทาง ตั้งแต่บริเวณเหนือสุดที่แขวงสะหวันนะเขตของลาว จนถึงตอนเหนือของแดนเขมร
ด้านเหนือสุดบริเวณแขวงสะหวันนะเขต (ฝั่งตรงข้าม จ. มุกดาหาร) นั้น มีเอกสารระบุว่าเจ้าสร้อยศรีสมุทรฯ ให้ “จันสุริยวงศ์” เป็นนายรักษาบ้านโพนสิม เมืองตะโปน (หรือ เซโปน) เมืองพิน และเมืองนอง (ตำนานเมืองนครจำปาสัก, ฉบับหม่อมอมรวงศ์วิจิตร (ม.ร.ว. ปฐม), ในประชุมพงศาวดารภาคที่ 70)
กลุ่มชนเหล่านี้ภายหลังขยับขยายข้ามแม่น้ำโขงมาตั้งหลักแหล่งอยู่ฝั่งอีสาน ในที่สุดก็สร้างเป็นบ้านเป็นเมืองจนมีพัฒนาการมาเป็นเมืองมุกดาหาร ทุกวันนี้เป็น จ. มุกดาหาร

พระวอ, พระตา เข้าไปอยู่อีสาน

เหตุการณ์ในเวียงจันเมื่อ พ.ศ. 2311 (หลังเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าเมื่อ พ.ศ. 2310, เริ่มยุคกรุงธนบรุี) พระวอ (คือ พระวรราชภักดี) กับพระตาขัดแย้งกับเจ้าสิริบุญสาร
พระวอ, พระตาจึงชักชวนบ่าวไพร่ราษฎรไปสร้างเมืองใหม่ ที่หนองบัวลุ่มภู (ทุกวันนี้คือ จ. หนองบัวลำภู) ให้นามเมืองว่าเมืองเขื่อนขัณฑ์กาบแก้วบัวบาน เจ้าสิริบุญสารแต่งกองทัพไปปราบ แต่ถูกพระวอ, พระตาตีพ่ายทุกครั้ง ในที่สุดเจ้าสิริบุญสารขอกำลังพม่ามาช่วยปราบ ทำให้พระตาถึงแก่กรรมในที่รบ
พระวอต้องพาไพร่พลหนีลงไปลาวใต้ขอพึ่งนครจำปาสักเมื่อ พ.ศ. 2310 หลังจากนั้นได้ขอเป็นข้าขอบขัณฑสีมาต่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี แล้วไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ดอนมดแดง (จ. อุบลราชธานี ทุกวันนี้) ต่อมา พ.ศ. 2319 เจ้าสิริบุญสารส่งกองทัพตามพิฆาตพระวอสำเร็จ
การกระทำของเจ้าสิริบุญสารแห่งเมืองเวียงจันที่หันไปคบพม่า แล้วตามฆ่าพระวอ, พระตา ทำให้สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีพิโรธแล้วโปรดให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ร.1) เป็นแม่ทัพ พร้อมด้วยเจ้าพระยาสุรสีห์ (พระอนุชา ร.1) ยกไปตีเมืองเวียงจันได้เมื่อ พ.ศ. 2321
เสร็จสงครามคราวนี้ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตกับพระบางลงไปกรุงธนบุรีด้วย
ผลของสงครามเท่ากับดินแดนอีสานและลาวทั้ง 3 รัฐ ตกอยู่ในขอบขัณฑสีมาของกรุงธนบุรี ได้แก่ หลวงพระบาง, เวียงจัน และจำปาสัก ทำให้มีการกวาดต้อนเชลยลาวและพวกลาวโยกย้ายอพยพตามเข้าไปตั้งหลักแหล่งอยู่อีสานอีกมาก จนกลายเป็นบรรพชนคนอีสาน