หน้าแรก คอลัมนิสต์ รถยนต์กับสังค...

รถยนต์กับสังคมเมือง : โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

8.07.19 | 13:00 น.
(ภาพ-Pixabay)

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการเผยแพร่รายงานทางวิชาการที่น่าสนใจออกมาชิ้นหนึ่ง เป็นผลการสำรวจวิจัยของศูนย์เพื่อการวิจัยในการแก้ปัญหาความต้องการพลังงาน เรียกสั้่นๆ ว่า “เครดส์” ตามชื่อย่อในภาษาอังกฤษ

“เครดส์” เป็นศูนย์รวมทางวิชาการที่เกี่ยวข้องในด้านพลังงานที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของนักวิชาการด้านนี้จากสถาบันการศึกษามากกว่า 80 สถาบันทั่วสหราชอาณาจักร (ยูเค)

ที่บอกว่าน่าสนใจเพราะเป็นงานสำรวจวิจัยว่าด้วยปัจจุบันและอนาคตของปัญหารถยนต์กับสังคมเมืองในสหราชอาณาจักรซึ่งครือๆ กันกับเมืองใหญ่ทั้งหลายรวมทั้งในบ้านเรานั่นแหละ

ทั้งชี้ให้เห็นปัญหาของแนวนโยบายในปัจจุบันและที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รายงานชิ้นนี้เตือนเอาไว้ก่อนเลยว่า การใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี ไม่ได้แก้ปัญหาทุกเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับรถยนต์ในสังคมเมืองได้หรอกครับ

Advertisement

ศาสตราจารย์ จูเลียน แอนนาเบล หนึ่งในผู้เขียนร่วมของรายงานชิ้นนี้ ชี้ให้เห็นว่า บรรดา รัฐมนตรีทั้งหลายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คิดถึงปัญหานี้แล้ว ได้แต่แก้ปัญหาโดยอาศัยหลักการ “เพิ่ม-ขยาย” ถนนให้พอกับความต้องการ ซึ่งไม่ถูกต้องในมุมมองของทีมวิจัย

ที่สำคัญที่สุดต้องเป็นการ “ลดความต้องการ” ในการใช้รถยนต์ลงให้เหลือน้อยที่สุด

การใช้รถยนต์ไฟฟ้า น่าสนับสนุนต่อในแง่ของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ปัญหาหลายอย่างที่เป็นปัญหาพื้นฐานของรถยนต์ในเมือง รถอีวีเองก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ในบางกรณีรังแต่จะร้ายแรงขึ้นด้วยซ้ำไป

ตั้งแต่เรื่องจุดชาร์จประจุไฟฟ้าให้กับแบตเตอรี่รถยนต์ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มากในเมืองที่แออัด ไม่มีที่ให้จอดชาร์จ “นอกถนน” หรือเส้นทางวิ่งของรถ

สภาพดังกล่าวส่งผลให้แทนที่ผู้ใช้ที่อยากเป็นเจ้าของรถจะเลือกใช้ “เพียวอีวี” คือรถที่ใช้ไฟฟ้าอย่างเดียว กลับหันไปใช้รถ “ไฮบริด” หรือที่ใช้ได้ทั้งน้ำมันและไฟฟ้า

เท่ากับว่ายังคง “ติดกับ” อยู่กับพลังงานเชื้อเพลิงจากฟอสซิล ที่ถือเป็น “พลังงานสกปรก” อยู่ต่อไป

ถัดมาก็คือเรื่อง “ที่จอดรถ” เพราะรถไฟฟ้าก็คือรถ ยังคงต้องมีที่จอดให้ ยิ่งนิยมกันมากเท่าใด ก็ต้องเพิ่มที่จอดรถให้มากขึ้นเท่านั้น ไม่มีที่จอด หรือที่จอดไม่เพียงพอ ปัญหาจะเกิดขึ้นตามมา

งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ว่า ในอนาคตเมื่อรถยนต์ขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง ผู้ใช้มีแนวโน้มสูงที่จะเลือกอาศัยอยู่ในที่ไกลๆ จากตัวเมืองแล้วนั่งรถเข้ามาในเมือง ใช้ช่วงเวลารถติดในการทำงานโดยมีรถเป็น “ออฟฟิศเคลื่อนที่”

ผลก็คือรถราจะยิ่งติดกันหนึบหนับมากขึ้นเพราะเหตุนี้ประการหนึ่ง

สาเหตุอีกประการหนึ่งก็คือ รถที่ขับเคลื่อนได้เองเมื่อไม่มีที่จอดก็ขับต่อไปเรื่อยๆ ขณะที่ปล่อยผู้เป็นเจ้าของรถลงจากรถไปนั่งทำงานเรียบร้อยแล้ว

เอ็ดมันด์ คิง ประธานสมาคมยานยนต์แห่งอังกฤษ เห็นด้วยว่า รถไร้คนขับจะยิ่งทำให้การจราจรติดขัดมากยิ่งขึ้น ชั่วโมงเร่งด่วนจะหายไป เพราะทุกชั่วโมงจะเร่งด่วนเหมือนกันหมด

คณะทำวิจัยชี้ว่า แม้จะมีคนที่ยังคงจำเป็นต้องพึ่งพารถยนต์อยู่ต่อไป โดยเฉพาะบรรดาคนที่อยู่นอกเมือง ในชนบท เป็นต้น แต่จากการสำรวจมีแนวโน้มที่แสดงให้เห็นว่า คนรุ่นใหม่ในเมืองเริ่มเลือกที่จะไม่ซื้อรถยนต์กันแล้ว หันมาใช้ขนส่งสาธารณะกันแทน หรือไม่ก็เดิน, ขี่จักรยาน ถ้าจำเป็นก็ยังสามารถใช้แท็กซี่ หรือรถเช่าก็ได้

เป็นไลฟ์สไตล์ที่ “ลด” ปัญหาได้ตั้งแต่เรื่องโรคอ้วน เรื่อยไปจนถึงมลภาวะและอันตรายจากอุบัติเหตุรถยนต์ แถมยังได้สื่อสารเชิงสังคมซึ่งกันและกันกับเพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียงเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก

ศาสตราจารย์ แอนนาเบล ชี้ว่า ในช่วงอายุการใช้งานของรถยนต์คันหนึ่งๆ ซึ่งถูกซื้อมาอยู่ในความครอบครองนั้น 98 เปอร์เซ็นต์ เป็นการซื้อมาเพื่อ “จอด” ไว้เฉยๆ มีรถยนต์ถึง 1 ใน 3 ที่ไม่ได้ถูกขับออกจากที่จอดทุกวัน

ในอีกทางหนึ่ง เมื่อมีรถก็เกิดความเย้ายวนให้ใช้แม้ในการเดินทางที่ไม่จำเป็นต้องใช้

เป็นวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่คนทุกรุ่นควรยึดถือเป็นแบบอย่าง

ศาสตราจารย์ แอนนาเบล บอกว่า โชคดีที่ผลสำรวจในยูเค สัดส่วนของผู้ครอบครองรถยนต์นิ่งอยู่กับที่ในทุกช่วงอายุ ยกเว้นในกลุ่มอายุเกิน 60 ไปแล้ว กับช่วงวัยหนุ่มสาวที่มีแนวโน้มลดลง

ในเมืองไทยเราไม่ได้โชคดีอย่างนั้นนะซีครับ