กลายเป็นประเด็นในแวดวงสาธารณสุขอีกครั้ง กรณีหญิงสาว วัย 31 ปีรายหนึ่ง ออกมาร้องเรียนขอความเป็นธรรมให้กระทรวงสาธาณสุข (สธ.) ตรวจสอบพร้อมเรียกร้องค่าเสียหาย
จากความผิดพลาดของโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งใน จ.นครศรีธรรมราช ที่หญิงสาวรายนี้ไปคลอดลูกและทางโรงพยาบาลได้ตรวจเชื้อเอชไอวี โดยแจ้งผลว่าติดเชื้อเอชไอวี เมื่อ 5 ปีก่อน
กระทั่งในปีที่ผ่านมาความจริงปรากฏเมื่อไปคลอดลูกที่ รพ.อีกแห่งที่จังหวัดพิษณุโลก ผลตรวจเลือดออกมากลับไม่พบว่าติดเชื้อเอชไอวี
ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจะด้วยสาเหตุใดนั้นต้องรอผลจากของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ สธ.ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทั้งโรงพยาบาลและผู้เสียหาย
จากกรณีของหญิงสาวรายนี้ย่อมสร้างความไม่มั่นใจแก่ผู้เข้ารับบริการในมาตรฐานของ รพ.รัฐ อย่างแน่นอน
ถึงแม้ว่า นพ.พิทักษ์พล บุณยมาลิก ผู้ตรวจราชการ สธ.เขตสุขภาพที่ 11 จะออกมายืนยันว่าห้องปฏิบัติการโรงพยาบาลในสังกัด สธ.ทุกแห่ง มีมาตรฐานการตรวจหาเชื้อเอชไอวีในเลือด โดยจะตรวจคัดกรองเบื้องต้นก่อน หากพบมีปฏิกิริยาต้องส่งตรวจยืนยันด้วยเทคนิคอื่นเพิ่มเติม และหากพบมีปฏิกิริยาในทุกการทดสอบ จึงจะวินิจฉัยว่าติดเชื้อเอชไอวี จากนั้นจึงจะทดสอบอีกครั้งหนึ่งเพื่อยืนยันตัวบุคคลด้วย
เช่นเดียวกับ นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ที่ระบุว่าประเทศไทยมีการตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวีทางห้องปฏิบัติการที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ซึ่งถือเป็นกระบวนการที่สำคัญ ผลการตรวจการติดเชื้อเอชไอวีต้องมีความถูกต้องและแม่นยำ
ทั้งนี้ หากย้อนไปหลายปีที่ผ่านมามีเคสร้องเรียนในลักษณะนี้เกิดขึ้นหลายต่อหลายราย
เช่นกรณีของ น.ส.สุทธิดา แสงสุมาตร อายุ 23 ปี ที่ได้ออกมาร้องเรียนในปี 2560 ว่าได้รับความเสียหายจากการตรวจเชื้อเอชไอวีผิดพลาดของ รพ.ในสังกัด สธ.ในภาคอีสานมาตั้งแต่เด็กอายุ 5-6 ขวบ จนได้เดินทางมาตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีอีกครั้งที่ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ผลการตรวจไม่พบเชื้อเอชไอวี
ในคราวนั้น สธ.ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน
พร้อมให้การเยียวยา น.ส.สุทธิดา ที่ต้องใช้ชีวิตมาอย่างทุกข์ทรมาน เพราะถูกสังคม ตีตรา ถูกเพื่อนและญาติรังเกียจ ความฝันที่อยากเป็นแพทย์ก็ยุติลง เพราะไม่อยากไปเรียน เนื่องจากถูกกดดันอย่างหนัก นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบจากการรับประทานยาต้านไวรัส
นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย มองว่ากรณีการตรวจเชื้อแล้วผิดพลาดไม่เจอ ไม่อยากให้โทษเป็นความผิดพลาดของเครื่องตรวจเชื้อ แต่อยากให้ดูในรายละเอียดของระบบสุขภาพทุกขั้นตอน ตั้งแต่การให้บริการของสถานพยาบาล ตลอดจนการสื่อสารต่อผู้ป่วย
ทั้งกรณีของ น.ส.สุทธิดาและหญิงสาววัย 31 ปีเป็นกรณีตัวอย่างที่สะท้อนถึงมาตรฐานของโรงพยาบาลรัฐได้อย่างชัดเจน
ไม่เฉพาะเรื่องประเด็นของผลตรวจหาเชื้อเอชไอวีเท่านั้น ยังมีอีกหลายกรณีที่เห็นความผิดพลาดเกิดขึ้นในโรงพยาบาลรัฐ หลายเรื่องเป็นข่าว หลายเรื่องไม่เป็นข่าว
เหล่านี้ยังทำให้ประชาชนที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรัฐ มีความวิตกกังวล ในมาตรฐานการรักษา
นายด่าน

