หากพรรคพลังประชารัฐตื่นเต้นกับนโยบาย “มารดาประชารัฐ” ประสานเข้ากับนโยบายอัตราค่าแรงขั้นต่ำระหว่าง 400-425 บาท/ต่อคน/ต่อวัน
พรรคภูมิใจไทยตื่นเต้นกับนโยบาย “กัญชาเสรี”
พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องตื่นเต้นกับนโยบาย 1 การประกันรายได้ 1 การประกันราคาพืชผลการเกษตร 1 การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และ 1 การกระจายอำนาจ
การกระจายอำนาจสำคัญอย่างยิ่งอยู่แล้ว
เหตุเพราะพรรคประชาธิปัตย์เขียนนโยบายให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดตั้งแต่ยุค นายพิชัย รัตตกุล เป็นหัวหน้าพรรค
และเคยผลักดันเรื่องการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
แต่ที่เร้าความสนใจของสังคมเป็นอย่างสูงคือ นโยบายการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยน “ประชาธิปไตยวิปริต” ให้พัฒนาไปสู่ “ประชาธิปไตยสุจริต”
เร้าใจ “คสช.” เร้าใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ท่าทีของสังคมต่อความพยายามที่จะผลักรุนให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นท่าทีเหมือนกับที่เคยมองการตัดสินใจภายหลังการเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์
นั่นคือ ลุ้นว่าจะเป็น “รัฐบาล” หรือเป็น “ฝ่ายค้าน”
แม้คนจำนวนไม่น้อยจะมีความมั่นใจว่า ไม่ว่าใครจะเป็นหัวหน้าพรรค แนวโน้มที่พรรคประชาธิปัตย์จะร่วมเป็นรัฐบาลมีมากกว่าจะเป็นฝ่ายค้านสูงเป็นอย่างสูงยิ่ง
กระนั้น ก็อยากเห็น “มติ” ของพรรคประชาธิปัตย์
ต่อกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์นำเอาประเด็นเรื่อง “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” มาเป็นเงื่อนไข 1 ในการจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ
หลายคนก็อยากเห็น หลายคนก็รอ “ลุ้น”
ลุ้นเพราะไม่เชื่อหรอกว่าทางด้านพรรคพลังประชารัฐ ทางด้านพรรครวมพลังประชาชาติไทย ทางด้านพรรคประชาชนปฏิรูป จะยินยอมให้พรรคประชาธิปัตย์
แต่ก็อยากรู้ว่าจะมี “เหตุผล” อย่างไร
รายรับของพรรคประชาธิปัตย์ในการลงมติตระบัดสัตย์ไม่ร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มาแล้วนั่นก็คือ ได้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กระทรวงพาณิชย์
นั่นเป็น “รายรับ” เดียวกันกับเรื่องของ “รัฐธรรมนูญ”
สิ่งที่สังคมต้องการ “คำตอบ” ก็คือ พรรคพลังประชารัฐรู้อยู่ว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ DESIGN มาเพื่อพวกเรา”
แล้วเหตุใด “พวกเรา” จึงยินยอมที่จะให้มีการ “แก้ไข”
สิ่งที่สังคมต้องการ “คำตอบ” ก็คือ พรรคประชาธิปัตย์รู้อยู่เป็นอย่างดีว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเหมือน “กล่องดวงใจ” ของ คสช.และของพรรคพลังประชารัฐ
การเสนอเป็น “เงื่อนไข” ในการเข้าร่วมรัฐบาลจึงทรงความหมาย
คำถามอยู่ที่ว่า รายรับเด่นชัดอย่างยิ่งคือคนสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ได้รับตำแหน่งกันถ้วนหน้า ปมเงื่อนอยู่ที่ว่าหากไม่มีการแก้ไขอย่างเป็นจริงหรือจริงจัง
อะไรจะเป็น “รายจ่าย” ของพรรคประชาธิปัตย์
พรรคประชาธิปัตย์ได้ชื่อว่าเป็นพรรคประเภท “ดีแต่พูด” มากด้วยสำนวนโวหารตั้งแต่ยุค นายควง อภัยวงศ์ กระทั่งยุค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เมื่อเข้าสู่ยุค นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ จะสามารถรักษา “เอกลักษณ์” อันโดดเด่นที่ได้มานับแต่ก่อรูปเป็นพรรคประชาธิปัตย์เมื่อเดือนเมษายน 2489 ไว้ได้หรือไม่
สังคมอยากรู้ สังคมอยากได้คำตอบ

