เมื่อวันที่ 4-6 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา ได้เกิดแผ่นดินไหวอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนียเป็นจำนวนมาก โดยช่วงแรกเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.4 ตั้งแต่วันที่ 4 และเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกหลายพันตัว จนกระทั่งเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.1 ตามมา ซึ่งจัดเป็นแผ่นดินไหวที่ใหญ่ที่สุดในรอบ 20 ปีของรัฐนี้ และมีการประกาศเตือนประชาชนว่าจะยังมีแผ่นดินไหวตามมาเกิดขึ้นอีกจำนวนมากหลายพันครั้ง และมีโอกาสที่เกิดแผ่นดินไหวขนาดปานกลางหรือขนาดใหญ่เกิดขึ้นตามมาได้อีกด้วย แต่ถึงแม้ว่าแผ่นไหวจะเกิดใกล้เมืองริดจ์เครสท์ (Ridgecrest) ซึ่งมีประชาชนอาศัยอยู่ร่วม 30,000 คน แต่ก็มีความเสียหายไม่มากนักเพราะบ้านเรือนในบริเวณนี้แข็งแรง สามารถต้านแผ่นดินไหวได้ดีพอสมควร ถ้าหากว่ามีแผ่นดินไหวขนาด 7.1 เกิดขึ้นใกล้เมืองในประเทศไทย คงจะเกิดความเสียหายอย่างมากเพราะบ้านเรือนและสิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่ของประเทศไทยไม่ได้ออกแบบมาให้ต้านทานแผ่นดินไหวขนาดนี้ได้
แผ่นดินไหวครั้งนี้น่าสนใจตรงที่แนวรอยเลื่อนที่เกิดแผ่นดินไหวมี 2 แนวตัดกันเหมือนกับแผ่นดินไหวที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย นอกจากนี้ดูเหมือนว่าแผ่นดินไหวขนาดปานกลางหลายตัวที่เกิดขึ้นในช่วงแรกจะไปกระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่กว่าหลังจากนั้น จึงน่าสนใจว่ากระบวนการนี้เกิดได้อย่างไรและมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวลักษณะแบบนี้ในประเทศไทยหรือไม่
รัฐแคลิฟอร์เนียมีความสำคัญต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมของสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก และเป็นรัฐที่มีความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหวสูงสุดแห่งหนึ่งในประเทศ จึงมีการลงทุนมหาศาลทั้งในด้านการศึกษาค้นคว้าและสร้างมาตรการรับมือแผ่นดินไหวที่มีประสิทธิภาพ ช่วยลดความสูญเสียได้อย่างมากเมื่อเกิดแผ่นดินไหวขึ้น ไม่ว่าจะมีการออกกฎหมายควบคุมการก่อสร้างอาคารให้แข็งแรงต้านทานแผ่นดินไหวได้ระดับหนึ่ง หรือมีการสร้างระบบประกันภัยแผ่นดินไหวที่มีความเหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้บริโภค รวมไปถึงการให้ความรู้ต่อประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยให้สามารถปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องเมื่อเกิดภัย จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของประเทศไทย
รัฐแคลิฟอร์เนียไม่เคยกลัวที่จะบอกว่ารัฐของเขามีความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหวต่อประชาชน เพราะเขาถือว่าการให้ข้อมูลที่ถูกต้องต่อประชาชนมีความสำคัญที่สุดเพื่อให้สามารถรับมือกับแผ่นดินไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความสูญเสีย
ตรงกันข้ามกับประเทศไทยที่มักจะอ้างผลกระทบที่จะเกิดขึ้นก่อนที่จะบอกข้อเท็จจริงให้กับประชาชนทราบ เช่น มักจะอ้างว่าจะทำให้ประชาชนตื่นตกใจบ้างหรือจะเป็นการทำลายการท่องเที่ยวบ้าง ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด โดยสามารถดูจากประเทศญี่ปุ่นหรือรัฐแคลิฟอร์เนียเป็นตัวอย่างก็ได้ เขาบอกมาตลอดว่าเขามีความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหว จึงต้องศึกษาและวางมาตรการรองรับภัยแผ่นดินไหวอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้น
ถ้าเราใช้มุมมองและความเชื่อผิดๆ แบบของประเทศไทยกับประเทศเหล่านี้แล้ว ก็คงไม่มีใครอยากไปเที่ยวที่นี่ แต่ข้อเท็จจริงกลับตรงกันข้าม เพราะยังมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมากมายไปเที่ยว รวมทั้งคนไทยเอง ดังนั้นเราจึงควรให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับสังคม เพื่อที่จะได้ลดความสูญเสียด้านแผ่นดินไหวในอนาคตให้มาก
ที่สุด
เรามีหลักฐานจำนวนมากว่าเมืองใหญ่ของไทยหลายเมืองมีรอยเลื่อนอยู่ หลายๆ พื้นที่ก็ได้เคยเกิดแผ่นดินไหวขึ้นมาแล้ว แต่เราก็ยังขาดการศึกษาอย่างจริงจังสำหรับรอยเลื่อนในเมืองเหล่านี้ จึงจำเป็นต้องศึกษารอยเลื่อนเหล่านี้ให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนและถูกต้องและต้องเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ต่อประชาชน เพื่อจะได้ลดความสูญเสียให้เหลือน้อยที่สุดเมื่อเกิดภัยขึ้น เพราะข้อมูลพื้นฐานที่ถูกต้องจะนำไปสู่การเตรียมการที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสม
แผ่นดินไหวแต่ละครั้งอาจสร้างความเสียหายได้หลายหมื่นล้านจนกระทั่งหลายล้านล้านบาท ถ้าเกิดขึ้นเมื่อไหร่จะต้องใช้งบประมาณมหาศาลและใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะคืนสภาพของเมืองนั้นกลับมาได้อย่างสมบูรณ์ดังเดิม
เราจึงควรถือสุภาษิต “กันไว้ดีกว่าแก้” สำหรับภัยธรรมชาติประเภทนี้

