มรดกทางการศึกษาที่รัฐบาล คสช.ฝากไว้ให้กับรัฐบาลยุคเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2562 คือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ ที่กลายร่างมาเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การศึกษาแห่งชาติ 2562 ที่มีความยาว 103 มาตรา พร้อมกับแผนปฏิรูปการศึกษาชาติ 2562 ที่ล้อตาม พ.ร.ก.การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งมีความยาว 270 หน้า (กระดาษเอ 4) ใช้วงเงินงบประมาณ 107,660 บาท โดยประมาณ ใช้เวลาดำเนินการตามแผน 20 ปี (2562-2582)
ไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ จะหยิบยกขึ้นมาดำเนินการต่อไปหรือไม่ แต่อยากจะกราบเรียนท่านไว้ล่วงหน้าว่า จากการศึกษาเอกสารทั้งสองฉบับจนละเอียดแล้ว ยังไม่พบว่าจะมีมาตราใดใน พ.ร.ก.การศึกษาแห่งชาติและมีโครงการใดในแผนปฏิรูปการศึกษา ที่จะเป็นแผนแม่บทมาเยียวยารักษาอาการป่วยจากวิกฤตการศึกษาได้
ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ หากกฎหมายฉบับนี้ออกมาใช้จริงโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงจะเกิดผลกระทบต่อบุคคล ต่อโครงสร้างกระทรวงศึกษา ต่อคุณภาพการศึกษาในเชิงลบแน่นอน เพราะขณะนี้ได้เกิดกลุ่มบุคคลที่ต่อต้าน พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวนี้จากทั่วประเทศ ดังนั้น หากจำเป็นจะต้องนำมาใช้จริงโปรดได้ทบทวนเนื้อหาและยุทธศาสตร์อีกครั้ง
จากการวิเคราะห์เอกสารทั้ง 2 ฉบับตามที่ผู้เขียนเคยเขียนนำลงในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 21 และ 22 พฤษภาคม 2562 เรื่อง พ.ร.ก.การศึกษาแห่งชาติ 2562 จะช่วยกู้หรือสร้างวิกฤตทางการศึกษา และฉบับวันที่ 7 มิถุนายน 2562 เรื่องวิพากษ์แผนการปฏิรูปการศึกษาไทยฉบับ กอปศ. บทความทั้ง 3 ฉบับนี้ ได้ชี้ให้เห็นประเด็นปัญหาของทั้ง พ.ร.ก.การศึกษาแห่งชาติและแผนการปฏิรูปการศึกษา ที่ไม่ได้มีโครงการหรือมีแผนแม่บทใดที่สามารถตอบโจทย์ของปัญหาวิกฤตการศึกษาไทยได้เลย
เอกสารทั้ง 2 ฉบับจึงเป็นได้เพียงยาแก้ไขเบื้องต้นเท่านั้น
ต้นตอปัญหาที่เป็นเชื้อมะเร็งทางการศึกษาจริงๆ จนเกิดวิกฤตทางคุณภาพคือ เด็กไทยสอบตกไม่เป็น สาเหตุเพราะระเบียบว่าด้วยการวัดและประเมินผลการศึกษาที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2523 ยังไม่มีการปฏิรูป ระเบียบวัดประเมินผลดังกล่าว เปิดช่องให้เด็กไม่ต้องเรียนซ้ำชั้นเพราะมีการเรียนซ่อมและเรียนเสริม มีการสอบแก้ตัว (0 ร. มส.) แบบไม่มีมาตรฐาน ทั้งครูผู้สอนและผู้บริหารโรงเรียนก็รู้ปัญหานี้ทั่วประเทศแต่ก็ไม่มีใครพูด ระเบียบการวัดผลฉบับนี้จึงเป็นตัวปัญหา
การที่เด็กไทยขาดนิสัยรักการอ่านขาดนิสัยดิ้นรนแสวงหาความรู้ ขาดความกระตือรือร้นที่จะแสวงหาทักษะชำนาญการในชีวิตและในรายวิชาเรียน ก็มีสาเหตุมาจากการวัดผลที่ขาดประสิทธิภาพเหล่านี้ ก็เพราะเครื่องมือที่ใช้วัดผล (ส่วนมากเป็นข้อสอบแบบเลือกตอบ ก ข ค ง) ไม่สามารถนำไปวัดทักษะความสามารถ สมรรถภาพของผู้เรียนได้จริง
จากสาเหตุดังกล่าวทำให้เด็กไทยไม่มีนิสัยรักการอ่านหนังสือ (อ่านหนังสือไม่ถึงวันละ 3 หน้ากระดาษ) ไม่ชอบเขียนหนังสือ (เขียนหนังสือไม่ถึงวันละ 10 บรรทัด) เขียนหนังสือไม่ถูก เพราะข้อสอบปรนัยไม่ส่งเสริมการเขียน เด็กจึงขาดการแสวงหาศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เด็กจึงขาดความกระตือรือร้น ไม่รู้จักแสวงหาองค์ความรู้ด้วยตนเอง
ปัญหาที่สองก็คือ กิจกรรมการเรียนการสอนแบบบรรยายที่ตกยุค เด็กไทยถูกฝึกให้ทำตัวเหมือนดังลูกนกในรังที่ยังไม่มีขน ช่วยตนเองไม่ได้ นอนอยู่ในรังอ้าปากรอป้อนจากแม่นกอยู่ทุกเวลา ถ้าพ่อแม่นกไม่ป้อนอาหารลูกนกก็ต้องตาย เด็กนักเรียนไทยพอถึงชั่วโมงเรียนก็นั่งรอรับความรู้จากครู รับเฉพาะตอนที่ครูเข้ามาสอนในรายชั่วโมงเรียนเท่านั้น ครูออกจากห้องเรียนก็หยุดการเรียน ปิดการรับรู้ทุกอย่างไม่ได้เสาะแสวงหาความรู้เพิ่มเติมเหมือนเด็กต่างชาติ เป็นอย่างนี้จนเรียนจบหลักสูตร แม้ให้การบ้านไปทำเด็กก็จะทำเพียงการบ้านที่ครูมอบให้เท่านั้น แม้ปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้มากมายแต่เด็กไทยบางกลุ่มเท่านั้น (บางกลุ่ม) ที่มีความสามารถใช้เครื่องมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สมัยก่อน หลักสูตรเดิม (หลักสูตร 2503 หลักสูตร Enrolment 2508 ของวิทยาลัยครู หลักสูตร 2518 ของชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย) ไม่เคยประสบปัญหาแบบนี้มาเลย สมัยนั้นเด็กต้องแข่งขันกับตนเองตลอดเวลาเพื่อไม่ให้สอบตกหรือไม่ต้องเรียนซ้ำชั้น ไม่มีโอกาสจะสอบแก้ตัว และต้องแข่งขันกับเพื่อนในชั้นเรียน เพื่อได้ลำดับที่ดี
ภาพสะท้อนที่มองเห็นชัดเจนในวันนี้คือ เด็กไทยเรียนภาษาอังกฤษ มา 20 ปี ยังสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษไม่ได้ ฟังอ่าน เขียนพูดไม่ได้ เรียนคณิตศาสตร์มาจนถึงปริญญาตรี เรียนวิชาคณิตศาสตร์มาจนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายไม่สามารถนำความรู้ทางคณิตศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันทำมาหากินได้ เรียนวิทยาศาสตร์มา 20 ปี ไม่มีทักษะความสามารถทางวิทยาศาสตร์นำไปพัฒนานวัตกรรมในชีวิตไม่ได้
ทักษะชีวิตที่จะประยุกต์ใช้ความรู้ที่เรียนมาไม่มีจึงทำให้เด็กขาดความสามารถ ขาดความเชื่อมั่น
ขณะนี้นวัตกรรม Technology Disruption ได้เปลี่ยนโลกไปแล้ว หลายชาติกำลังปรับตัวเองรอรับการเปลี่ยนแปลง ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปสถาบันการศึกษา ปฏิรูปหลักสูตรการศึกษา ปฏิรูปกิจกรรมการเรียนปฏิรูปกิจกรรมการสอนของครู ปฏิรูปการวัดประเมินผลการศึกษา ทุกชาติเด็กเขาวิ่งนำหน้าเราแล้ว แต่เด็กไทย พ่อแม่ครูอาจารย์ต้องทั้งเข็นทั้งลากทั้งจูงทั้งบังคับ ถึงฝั่งแล้วยังเดินเองไม่เป็น เด็กเราเรียนหนังสือเฉพาะเวลาอยู่ในห้องเรียน เลิกเรียนก็หยุดเรียน
พิมพ์เขียวหลักสูตรเดิมที่ทั่วโลกใช้มาเป็น 2 ศตวรรษ หรือกว่า 200 ปี มีหลายวิชาหลายกิจกรรม ได้ตกสมัยกลายเป็นของเก่าไปแล้ว เหมือนม้าก้านกล้วย เหมือนก่อไฟด้วยไม้ขีดไฟก้านเดียว หุงข้าวด้วยหม้อดินเผา ขับรถด้วยเกียร์มือ มันน่าจะเป็นวิชาประวัติศาสตร์มากกว่า เด็กรุ่นใหม่ไม่เอาแล้ว แต่การศึกษาไทยยังอนุรักษ์ หลายวิชาน่าจะเก็บเข้าพิพิธภัณฑ์ไว้ให้คนรุ่นใหม่ได้ศึกษา
ทักษะชีวิตที่โลกในอนาคตต้องการเรียน ต้องปฏิรูปให้มีในหลักสูตรคือ วิชาการเงิน การบัญชี การลงทุน วิชา Coding, Programmer, Digital Technology, IOT ;Internet of things ที่เด็กต้องเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา วิชาการตลาด การลงทุน การเป็นผู้ประกอบการ การเป็นวิศวกร การเป็นนักวิทยาศาสตร์ คือรายวิชาที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ประเทศชาติ จะต้องเป็นวิชาแกนที่ทุกคนจะต้องได้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ส่วนวิชาคุณธรรมจริยธรรม คือวิชาบังคับสากลของทุกชาติ ระบบโรงเรียน ระบบห้องเรียน และระบบการเรียนต้องปรับเปลี่ยนอย่างห้ามไม่อยู่ โลกในอนาคตองค์ความรู้ที่เป็น Big Data, ไม่ได้อยู่ที่ครูผู้สอนเหมือนเดิมแล้ว มันอยู่ในท้องฟ้า (Cloud) ทักษะชีวิตที่จำเป็นแก่การดำรงชีพถูกโรงเรียนแย่งเอาเวลาฝึกฝนไปจากเด็ก เอาพื้นฐานการทำมาหากินการดำรงชีวิตของเด็กไปจากชีวิต
เด็กในวัยทีน (Teenager) ม.ต้น-ม.ปลาย ต้องได้รับการเรียนรู้คู่ไปกับการทำงาน คู่ไปกับการทำมาหาเลี้ยงชีพ ไม่ใช่ปล่อยให้เรียนอย่างเดียวแล้วแบมือรอขอเงินจากพ่อแม่ เพราะเด็กจะขาดทักษะชีวิต (Life Skill) เด็กควรได้ใช้เวลาในวัยแรกรุ่นที่มีเรี่ยวแรงมีกำลังวังชาได้ทำงานกับพ่อแม่กับครอบครัวกับชุมชนให้มีผลผลิตของตนเอง ได้ฝึกฝนทักษะประสบการณ์ในการทำมาหากินพร้อมไปกับการเรียนรู้ในภาคทฤษฎี (Theory) ในห้องเรียน ได้ลงมือภาคปฏิบัติ (Methodology) ในภาคสนามในสถานประกอบอาชีพ
ในประเทศที่เจริญแล้ว เด็กอายุ 13 ปี เป็นผู้ประกอบการ เป็นมหาเศรษฐีก็มีมาแล้ว เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขายก็มีมาแล้ว โลกของการทำมาหากินคือมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุด เด็กขายของที่ระลึกของประเทศเขมรอายุ 10-12 ปี พูดได้ถึง 10 ภาษา ครูของเขาคือนักท่องเที่ยวและลูกค้าทุกคน ดังนั้น โรงเรียนในอนาคตจะมีอยู่ทุกที่ ห้องเรียนก็มีอยู่ทุกมุม มีตามศูนย์การค้า ตามภูเขา ป่าไม้ ทุ่งนา
โลกกำลังรอดูอยู่ว่าชาติใดจะเป็นชาติแรกที่ลดเวลาเรียนและชั่วโมงเรียนลง เพิ่มเวลาทำงานให้มากขึ้น ให้เด็กได้ทำงานหารายได้ เพื่อเรียนรู้ฝึกทักษะจากการทำงานเพิ่มขึ้น การเรียนในชั้นถือเป็น Course Work เพียงสัปดาห์ละ 2-3 วัน ให้ฝึกปฏิบัติงานหารายได้จากสถานประกอบการจริงเพื่อเป็นการเพิ่มประสบการณ์ นำทฤษฎีที่เรียนมาประยุกต์ใช้กับการทำงาน เรียนผ่านลงมือปฏิบัติจริง (Methodology) สัปดาห์ละ 4-5 วัน
โรงเรียนในอนาคตควรเรียนเพียงสัปดาห์ละ 2-3 วัน ได้กลับไปทำงานหารายได้โดยนำทฤษฎีในชั้นเรียนมาปรับใช้ 4-5 วันต่อสัปดาห์
ดังนั้น ในศตวรรษที่ 21 ควรให้เด็กไปโรงเรียนเพียง 2 วันในหนึ่งสัปดาห์ ให้ไปทำงานหาความรู้จากประสบการณ์ทำมาหากิน 5 วันในหนึ่งสัปดาห์
กรอบความคิดวิชาแกน (Core Subject) ในศตวรรษที่ 21 (The 21 st Century Skills) จะกำหนดรายวิชาในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานดังนี้
1.รายวิชาแกน (Core Subjects) วิชาเลือก วิชาบังคับเลือก สถานศึกษากำหนด ดังนี้
1.ภาษา (ไทย อังกฤษ อื่นๆ) 2.การอ่าน 3.การใช้ภาษา 4.คณิตศาสตร์ 5.วิทยาศาสตร์ 6.หน้าที่พลเมือง 7.การปกครอง 8.ศิลปะ 9.เศรษฐศาสตร์ 10.ประวัติศาสตร์ 11.ภูมิศาสตร์
2.วิชาที่เด็กต้องเรียนในศตวรรษที่ 21
1.การเงิน การบัญชี (ความรู้ขั้นพื้นฐาน) เศรษฐกิจ ธุรกิจ การเป็นผู้ประกอบการ การลงทุน
2.ความรู้พื้นฐานด้านพลเมือง จิตสำนึกต่อโลก ตระหนักในเรื่องสุขภาพและสวัสดิภาพ
3.ทักษะการเรียนรู้ที่จะแสวงหาความรู้ และการคิด ทักษะการคิดวิเคราะห์และวิพากษ์ ทักษะการแก้ปัญหา ทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม
4.ความรู้พื้นฐานด้าน ICT
5.ทักษะชีวิต จริยธรรม ความเป็นผู้นำ ระเบียบวินัย ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ต่อสังคม การปรับตัว การทำงานเป็นทีม จิตอาสามุ่งประโยชน์ส่วนรวม การพัฒนาตนเอง
เนื้อหาวิชาแกนพื้นฐานเพื่อพัฒนาตนเองดังนี้ (Core Elementary Subject)
1.Thinking and Learning to Learn คิดและเรียนรู้ว่าจะเรียนอย่างไร
2.Cultural Competence International and Self Expression ความสามารถทางวัฒนธรรมสากลที่สามารถแสดงออกผ่านตนเองได้
3.Taking Care of Oneself and Others Managing Daily life ดูแลตนเองและคนอื่นในชีวิตประจำวันได้
4.Multitudinously อ่านเขียนพูดได้หลากหลายภาษา
5.ITC Competence in Information Communication Technology ความรู้ความสามารถด้านไอที และการใช้ข้อมูลทางเทคโนโลยีในการสื่อสารได้
6.Working life Competence and Entrepreneurship ความสามารถในชีวิตการทำงานและการเป็นผู้ประกอบการได้
7.Participation Involvement in Building Sustainable Future ร่วมในกิจการที่เกี่ยวข้องกับการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนมั่นคงได้

