ดูเหมือนจะเป็นเรื่องน่ากังวลไม่น้อย กรณีค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในระดับแข็งค่าในระดับ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เพราะส่งผลกระทบทั้งการส่งออก และการท่องเที่ยว ทำให้การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวลดลง
และค่าเงินบาทแข็งค่ามากกว่าประเทศคู่แข่งทางการค้า
นั่นหมายถึงรายได้ของประเทศ ทั้งการส่งออกและการท่องเที่ยวจะต้องได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็ง
เป็นหน้าที่โดยตรงของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการดูแล
เพราะปัจจุบันนอกจากเงินบาทแข็งค่าสูงกว่าประเทศคู่แข่งแล้ว
ไทยยังเจอหลายปัญหารุมเร้า ทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
สาเหตุหนึ่งมาจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน
แม้จะดูเหมือนบรรยากาศจะดีขึ้นมาบ้าง หลังจาก “ทรัมป์” ประกาศชะลอการขึ้นภาษีสินค้าจากจีน
แต่หลายคนก็เชื่อว่าประธานาธิบดีสหรัฐคนนี้ จะมีอะไรออกมาขย่มขวัญจีนอีกแน่นอน สถานการณ์เทรดวอร์คงจะยืดเยื้อไปอีกนาน
ดังนั้นสถานการณ์ความไม่แน่นอนและความผันผวนของตลาดส่งออกของไทยจะยังคงอยู่บนความเสี่ยงสูงอีกต่อไป
ล่าสุดมีสำนักข่าวต่างประเทศบางแห่งระบุว่า ค่าเงินบาทของไทยมีโอกาสแข็งค่าไปถึงระดับ 28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
หากเกิดขึ้นจริงถือว่าเป็นเรื่องอันตรายมาก เพราะหากค่าเงินอยู่ระดับดังกล่าว จะทำให้การส่งออกของไทยมีโอกาสติดลบ 3-4% เลยทีเดียว
แม้ว่าหลายคนเชื่อว่าโอกาสเป็นไปได้ค่อนข้างยากก็ตาม แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ ในสถานการณ์เช่นนี้
โดยเฉพาะประเทศไทยมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องการเมืองภายในประเทศ ยังคงกระท่อนกระแท่น
ทั้งการแต่งตั้งรัฐบาลค่อนข้างใช้เวลานานถึงกว่า 4 เดือน ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยค่อนข้างชะลอตัวอย่างมาก
รวมทั้งรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ก็ไม่รู้จะรักษารัฐนาวานี้ไปได้นานแค่ไหน
ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยลบต่อภาวะเศรษฐกิจไทยแทบทั้งนั้น
แต่แม้จะต้องเจอปัญหาเหล่านี้ ภาคราชการก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ
หน่วยงานที่รับผิดชอบอย่าง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) หน่วยงานมันสมองอีกหน่วยของกระทรวงการคลัง ก็ได้เตรียมแผนเร่งด่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจเอาไว้รอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ไว้แล้ว
เรียกได้ว่าเข้ามาเมื่อไหร่ปุ๊บ เสนอปั๊บ ให้ลงมือทำทันที เพราะความเดือดร้อนเรื่องปากเรื่องท้องของประชาชน เป็นเรื่องรอไม่ได้
งานนี้ นายลวรณ แสงสนิท ผอ.สศค.เตรียมเสนอให้ครอบคลุมหมดทุกด้าน โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในระยะสั้นต่อจากนี้จนกระทั่งถึงสิ้นปี
“ขณะนี้ สศค.ได้เตรียมไว้ครบทั้งหมดแล้ว เสนอให้รัฐบาลเรื่องเด่นๆ เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวม เป็นการกระตุ้นในทุกระดับ ทั้งเศรษฐกิจฐานราก ผู้ประกอบการขนาดเล็กและกลาง (เอสเอ็มอี) รวมถึงผู้ประกอบการขนาดใหญ่ด้วย” ผอ.สศค.ย้ำ
แผนดังกล่าว หวังว่าจะสอดคล้องกับความต้องการของบรรดาเอสเอ็มอี หลังจากมีตัวเลขจากสมาคมเอสเอ็มอีระบุว่า เอสเอ็มอีรายได้หายไปประมาณ 30-40% ในช่วงปีนี้
เรื่องแบบนี้ ถ้าไม่ใช่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี คงไม่รู้หรอกว่าช่วงเวลานี้สถานการณ์การทำมาค้าขายฝืดเคืองยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด
ดังนั้นรัฐบาลใหม่ หลังจากแย่งเก้าอี้กันเรียบร้อยแล้ว จะทำอะไรก็รีบทำ เพราะไม่มีเวลาฮันนีมูนอีกต่อไปแล้ว
สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

