หน้าแรก คอลัมนิสต์ ไม้แข็ง ไม้นว...

ไม้แข็ง ไม้นวม ก่อนลงประชามติ ยุทธศาสตร์ คสช.

2.06.16 | 12:05 น.

31 พฤษภาคม เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาประกาศคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 25/2559

เรื่องยกเลิกการห้ามบุคคลเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ความว่า

ตามที่รัฐบาลมีนโยบายในการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ส่งเสริมความรักและความสามัคคี ของประชาชนในชาติ อันจะทำให้กระบวนการปฏิรูปประเทศสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประกอบกับในห้วงที่ผ่านมารัฐบาลได้รับความร่วมมือจากประชาชนโดยปฏิบัติตามมาตรการบางอย่างที่กำหนดขึ้นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย

ส่งผลให้สถานการณ์ของประเทศโดยรวมอยู่ในสภาวะสงบจึงสมควรยกเลิกมาตรการดังกล่าว

Advertisement

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ดังนี้

1.ให้ยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 21/2557 เรื่องห้ามบุคคลเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2557

2.การยกเลิกประกาศตามข้อ 1 ไม่กระทบกระเทือนถึงการปฏิบัติตามคำสั่งศาลเกี่ยวกับการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร และคำสั่ง คสช.เกี่ยวกับการให้บุคคลมารายงานตัว รวมทั้งการกำหนดวันเวลาและสถานที่รายงานตัว

3.บุคคลใดที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งดังต่อไปนี้ หากจะเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ต้องได้รับอนุมัติจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติก่อน

(1) ประกาศ คสช. ฉบับที่ 39/2557 เรื่องการกำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวของบุคคลที่มารายงานตัวต่อ คสช. ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2557

(2) ประกาศ คสช. ฉบับที่ 40/2557 เรื่องการกำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวของบุคคลที่ถูกกักตัวตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 มาตรา 15 ทวิ ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2557

(3) ประกาศ คสช. ฉบับที่ 41/2557 เรื่องกำหนดให้การฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเรียกบุคคลให้มารายงานตัว เป็นความผิด ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2557

(4) คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ ลงวันที่ 1 เมษายน 2558 ความในวรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับกับบุคคลที่เคยมีพฤติกรรมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งดังกล่าวด้วย

โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนเป็นต้นไป

 

วันเดียวกัน

พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. กล่าวภายหลังการประชุมสำนักงานเลขาธิการ คสช. เปิดเผยผลการประชุมว่า

กรณีที่ คสช.จะอนุญาตให้ผู้ถูกห้ามเดินทางออกนอกประเทศให้สามารถเดินทางได้ตามปกติ เนื่องจากพิจารณาแล้วว่า ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม

ส่วนเรื่องการเชิญบุคคลหรือกลุ่มต่างๆ มาพูดคุย และหารือเกี่ยวกับประเด็นที่เกิดขึ้นในสังคม โดยใช้พื้นที่ในค่ายทหารนั้น

ต่อไปจะพิจารณาจัดให้มีขึ้นในสถานที่ราชการอื่นๆ เช่น ศาลากลางจังหวัด สถานีตำรวจ เป็นต้น เพื่อให้เกิดความสะดวกกับทุกฝ่าย

และสร้างบรรยากาศของการพูดคุยให้ดียิ่งขึ้น

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวว่า จะรายงานตัวที่ไหนก็ได้ เพราะถือเป็นสถานที่เหมือนกัน

“เราพยายามทำให้ทุกอย่างมันดูเบาลงในทุกเรื่อง”

เมื่อถามถึงกรณีถ้าผู้ที่ได้รับการปลดล็อกจะเดินทางไปพบนายทักษิณ ชินวัตร ที่ต่างประเทศทำได้หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า แล้วแต่ ถ้าเห็นว่าดีก็ทำ

แต่ต้องดูว่าการที่ไปพบกับนายทักษิณจะผิดกฎหมายหรือไม่ ต้องไปดูตรงนั้น

จะเพราะเพื่อการสร้างบรรยากาศอันดีก่อนการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 สิงหาคม

จะเพราะตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะจากรัฐบาลและองค์กรต่างๆ จากต่างประเทศ

หรืออย่างไรก็ตามที

การ “ผ่อนคลาย’ บรรยกาศลงมาเช่นนี้

ผนวกเข้ากับเปิด “แง้ม” ในเรื่องอื่นๆ อาทิ การแสดงออกถึงสิทธิในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญอีกหลากหลายรูปแบบ

เป็นผลดีต่อสังคมโดยรวม

และเป็นผลดีต่อ คสช.อย่างแน่นอน

อย่างน้อยบรรยากาศที่เคยเขม็งเกลียวตึงเครียดก็เริ่มคลายตัว

และความสนใจของคนส่วนใหญ่จะมุ่งไปอยู่ที่วันลงประชามติ

การลงประชามติที่ทั้ง คสช. รัฐบาล และพรรคการเมืองจะร่วมกันผลักดันให้ประชาชนออกไปลงคะแนนเสียงให้มากที่สุด

ส่วนผลจะออกมาประการใด

เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก