31 พฤษภาคม เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาประกาศคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 25/2559
เรื่องยกเลิกการห้ามบุคคลเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ความว่า
ตามที่รัฐบาลมีนโยบายในการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ส่งเสริมความรักและความสามัคคี ของประชาชนในชาติ อันจะทำให้กระบวนการปฏิรูปประเทศสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประกอบกับในห้วงที่ผ่านมารัฐบาลได้รับความร่วมมือจากประชาชนโดยปฏิบัติตามมาตรการบางอย่างที่กำหนดขึ้นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย
ส่งผลให้สถานการณ์ของประเทศโดยรวมอยู่ในสภาวะสงบจึงสมควรยกเลิกมาตรการดังกล่าว
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ดังนี้
1.ให้ยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 21/2557 เรื่องห้ามบุคคลเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2557
2.การยกเลิกประกาศตามข้อ 1 ไม่กระทบกระเทือนถึงการปฏิบัติตามคำสั่งศาลเกี่ยวกับการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร และคำสั่ง คสช.เกี่ยวกับการให้บุคคลมารายงานตัว รวมทั้งการกำหนดวันเวลาและสถานที่รายงานตัว
3.บุคคลใดที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งดังต่อไปนี้ หากจะเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ต้องได้รับอนุมัติจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติก่อน
(1) ประกาศ คสช. ฉบับที่ 39/2557 เรื่องการกำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวของบุคคลที่มารายงานตัวต่อ คสช. ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2557
(2) ประกาศ คสช. ฉบับที่ 40/2557 เรื่องการกำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวของบุคคลที่ถูกกักตัวตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 มาตรา 15 ทวิ ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2557
(3) ประกาศ คสช. ฉบับที่ 41/2557 เรื่องกำหนดให้การฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเรียกบุคคลให้มารายงานตัว เป็นความผิด ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2557
(4) คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ ลงวันที่ 1 เมษายน 2558 ความในวรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับกับบุคคลที่เคยมีพฤติกรรมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งดังกล่าวด้วย
โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนเป็นต้นไป
วันเดียวกัน
พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. กล่าวภายหลังการประชุมสำนักงานเลขาธิการ คสช. เปิดเผยผลการประชุมว่า
กรณีที่ คสช.จะอนุญาตให้ผู้ถูกห้ามเดินทางออกนอกประเทศให้สามารถเดินทางได้ตามปกติ เนื่องจากพิจารณาแล้วว่า ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม
ส่วนเรื่องการเชิญบุคคลหรือกลุ่มต่างๆ มาพูดคุย และหารือเกี่ยวกับประเด็นที่เกิดขึ้นในสังคม โดยใช้พื้นที่ในค่ายทหารนั้น
ต่อไปจะพิจารณาจัดให้มีขึ้นในสถานที่ราชการอื่นๆ เช่น ศาลากลางจังหวัด สถานีตำรวจ เป็นต้น เพื่อให้เกิดความสะดวกกับทุกฝ่าย
และสร้างบรรยากาศของการพูดคุยให้ดียิ่งขึ้น
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวว่า จะรายงานตัวที่ไหนก็ได้ เพราะถือเป็นสถานที่เหมือนกัน
“เราพยายามทำให้ทุกอย่างมันดูเบาลงในทุกเรื่อง”
เมื่อถามถึงกรณีถ้าผู้ที่ได้รับการปลดล็อกจะเดินทางไปพบนายทักษิณ ชินวัตร ที่ต่างประเทศทำได้หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า แล้วแต่ ถ้าเห็นว่าดีก็ทำ
แต่ต้องดูว่าการที่ไปพบกับนายทักษิณจะผิดกฎหมายหรือไม่ ต้องไปดูตรงนั้น
จะเพราะเพื่อการสร้างบรรยากาศอันดีก่อนการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 สิงหาคม
จะเพราะตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะจากรัฐบาลและองค์กรต่างๆ จากต่างประเทศ
หรืออย่างไรก็ตามที
การ “ผ่อนคลาย’ บรรยกาศลงมาเช่นนี้
ผนวกเข้ากับเปิด “แง้ม” ในเรื่องอื่นๆ อาทิ การแสดงออกถึงสิทธิในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญอีกหลากหลายรูปแบบ
เป็นผลดีต่อสังคมโดยรวม
และเป็นผลดีต่อ คสช.อย่างแน่นอน
อย่างน้อยบรรยากาศที่เคยเขม็งเกลียวตึงเครียดก็เริ่มคลายตัว
และความสนใจของคนส่วนใหญ่จะมุ่งไปอยู่ที่วันลงประชามติ
การลงประชามติที่ทั้ง คสช. รัฐบาล และพรรคการเมืองจะร่วมกันผลักดันให้ประชาชนออกไปลงคะแนนเสียงให้มากที่สุด
ส่วนผลจะออกมาประการใด
เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก

