เมื่อต้นปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ผ่าน พ.ร.บ.ผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม โดยให้มีบทบัญญัติต่างๆ ที่เพิ่มเติมขึ้นจาก พ.ร.บ.ฉบับเดิมที่ใช้บังคับมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสโลกที่เน้นความก้าวหน้าทางวิทยาการ การคุ้มครองผู้บริโภค สิทธิและเสรีภาพของมนุษย์
ความจำเป็นในการแก้ พ.ร.บ.วิชาชีพทันตกรรม
เราคงต้องยอมรับกันว่า วิชาการด้านต่างๆ มีการพัฒนาการแบบก้าวกระโดด เมื่อการสื่อสารทำให้เราสามารถติดต่อกันได้ทั่วโลกเพียงลัดนิ้วมือเดียว การคลาดการสื่อสารเพียงชั่วเวลาสั้นๆ ก็อาจทำให้เรากลายเป็นคนล้าหลัง ไม่ได้ข้อมูลหรือวิทยาการที่ทันสมัยได้ง่ายๆ
วิชาการทางทันตกรรมก็ไม่อยู่นอกเหนือไปจากนี้ การที่
ทันตแพทย์ทุกคนจะต้องแสวงหาความรู้เพิ่มพูนอยู่เสมอแม้ว่าอาจจะไม่ได้ใช้ความรู้นั้นๆ จึงเป็นเรื่องจำเป็น อย่างน้อยก็สามารถใช้ข้อมูลที่ได้เป็นข้อมูลที่จะใช้สื่อสารกับคนไข้ เป็นข้อมูลที่มีรายละเอียดใกล้เคียงกัน ไม่สร้างความสับสนกับประชาชน ดังนั้นเราคงสรุปในเบื้องต้นได้ว่า การอบรมหรือการพัฒนาตนเองให้ก้าวทันโลกเป็นสิ่งจำเป็น
สิ่งใหม่ที่ปรากฏใน พ.ร.บ.วิชาชีพทันตกรรม
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ต้องมีการผลักดันให้มีการร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพทันตกรรมฉบับ พ.ศ.2559 นี้ขึ้นมา ซึ่งกว่าที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้จะเดินทางมาถึงวันนี้ได้ก็ต้องใช้เวลาเกือบสิบปี โดยหลักการสำคัญของ พ.ร.บ.วิชาชีพทันตกรรมฉบับที่ผ่านการพิจารณาของ สนช.ทั้งสามวาระ เพียงรอการประกาศเป็นราชกิจจานุเบกษาก็มีผลบังคับใช้ในวัดถัดไป มีสาระสำคัญตรงที่ใบอนุญาตการประกอบวิชาชีพของทันตแพทย์ที่จบการศึกษาหลังกฎหมายนี้มีผลบังคับ จะมีอายุเพียง 5 ปี ทำให้ต้องมีการต่ออายุใบอนุญาตในทุกๆ 5 ปี ในขณะที่ทันตแพทย์ที่มีใบอนุญาตการประกอบวิชาชีพก่อนกฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ ไม่ต้องต่อทุก 5 ปี คือสามารถใช้ได้ตลอดชีพ แต่อย่างไรก็ดีอาจถูกพักการใช้ใบอนุญาตได้ โดยการต่อใบอนุญาตของทันตแพทย์ ให้ผูกพันกับการสะสมคะแนนจากกิจกรรมต่างๆ เช่น การอบรมเพิ่มเติม การเผยแพร่ความรู้ทางทันตกรรม โดยให้คะแนนที่ได้แสดงถึงความสามารถของทันตแพทย์ว่ามีเพียงพอต่อการขอรับการต่อใบอนุญาตครั้งใหม่
เหตุที่ พ.ร.บ.ใหม่ต้องให้มีการต่ออายุและผูกพันกับการสะสมหน่วยการเรียนรู้
ส่วนสาเหตุที่ พ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้ ให้มีการนำคะแนนสะสมมาเป็นเกณฑ์ตัดสินในการต่อใบอนุญาต ก็เนื่องมาจากเจตคติของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเริ่มเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ยุคอุตสาหกรรมเป็นต้นมา ซึ่งค่อยๆ เปลี่ยนสิ่งที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรม ผลผลิตหรือผลงานถูกเปลี่ยนให้มีความจำเป็นต้องใช้ตัวเลขเป็นหน่วยนับ เช่นเดียวกันกับความสามารถที่ต้องสามารถวัดผลได้ด้วยตัวเลข
การวัดผลทางศึกษาก็เช่นกัน ในอดีตความรู้ถูกผ่านการถ่ายทอดจากการทำงานร่วมกัน และจะถือว่าผู้เรียนจบการศึกษาได้ก็ต่อเมื่อผู้รับการถ่ายทอดสามารถทำงานได้เสมอผู้ที่ถ่ายทอดให้ ปัจจุบัน ความรู้ถูกถ่ายทอดในระบบโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย ความรู้ในเชิงกว้างถูกเจาะลึกเป็นความรู้เฉพาะด้าน การจะถือว่าจบการศึกษาได้ก็ต้องสามารถทำข้อสอบผ่านตามจำนวนที่นับเป็นจำนวนตัวเลขเช่นกัน และเจตคตินี้ก็กำลังเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้
อีกเหตุหนึ่งคือการเปลี่ยนแปลงด้านความสัมพันธ์ระหว่างหมอและคนไข้ ในอดีตความสัมพันธ์ระหว่างหมอและคนไข้เป็นความสัมพันธ์แนวนอน คือเป็นความเอื้ออาทร ความเมตตากรุณา ความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน แต่วิถีสังคมไม่ได้คงที่ การแพทย์ที่นักธุรกิจมองว่าเป็นการลงทุนชนิดหนึ่งซึ่งมีปัจจัยทางด้านตัวเลขการลงทุนมาเกี่ยวข้อง ได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนไข้และหมอไกลออกจากกันไปเรื่อยๆ สังคมเปลี่ยนไปเป็นแนวตั้ง ประจวบกับการนิยามสิทธิเสรีภาพในสมัยปัจจุบัน ทำให้คนไข้เปลี่ยนสถานะจากผู้มารับการรักษามาเป็นผู้บริโภค โดยมีหมอเป็นผู้สนองความต้องการ เมื่อความไว้เนื้อเชื่อใจลดถอยลงจึงกลายเป็นต้องหามาตรการมารองรับ การคุ้มครองผู้บริโภคจึงเข้ามาตอบโจทย์นี้ และการมีความรู้ที่ทันสมัยอยู่เสมอ ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่เหมาะที่สุดที่จะให้ความคุ้มครองแก่ผู้รับบริการได้
แต่การคุ้มครองผู้บริโภคด้วยคะแนนกิจกรรมอบรม จะเป็นคำตอบที่ถูกต้องแล้วจริงหรือ?
ปัญหาของการต่อใบอนุญาตที่ผูกพันกับคะแนนสะสม
เมื่อต้องสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อให้สอดรับกับกระแสการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้จึงทำให้ต้องวัดความสามารถของทันตแพทย์ออกมาเป็นตัวเลข จึงก่อให้เกิดปัญหาแฝงต่างๆ ตามมาในหลายด้าน เช่น
ปัญหาการวัดความสามารถของทันตแพทย์ด้วยตัวเลขจำนวนครั้ง การอบรมความรู้ใหม่อย่างต่อเนื่อง การต่ออายุใบอนุญาตการประกอบวิชาชีพถูกนำมาผูกพันกับการทำคะแนนสะสมให้ได้ตามเป้าหมายที่สภาวิชาชีพทันตแพทย์กำหนด คือทันตแพทย์จะต้องเรียนรู้หรืออบรมหรือสร้างเสริมประสบการณ์ที่จัดหรือรับรองโดยศูนย์การศึกษาต่อเนื่อง ความเป็นไปได้ยากอยู่ตรงที่การประเมินสิ่งที่เป็นนามธรรมออกมาเป็นตัวเลขอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากความสามารถของคนไม่สามารถวัดด้วยหน่วยนับในรูปของคะแนนได้ ความสามารถของบุคคลนั้นอยู่ที่การกระทำ และการกระทำนั้นก็ผ่านการเรียนรู้จากทั้งด้วยประสบการณ์และทั้งโดยการอบรมหรือเรียนรู้วิชาการใหม่ๆ คนที่สามารถทำคะแนนจากข้อสอบได้มากไม่ได้เป็นหลักประกันใดๆ ว่าจะทำงานที่เป็นหัตถการได้ดีกว่าคนอื่น
ปัญหาผู้มีใบอนุญาตตลอดชีพที่ไม่ต้องต่อทุก 5 ปี แต่ใน พ.ร.บ.วิชาชีพที่ออกมาระบุว่าต้องทำการศึกษาต่อเนื่องเช่นกัน คำถามคือถ้าไม่สามารถสะสมคะแนนจนครบจะมีผลอย่างไร
และทันตแพทย์ทั้งเก่าและใหม่ หากต้องถูกพักใบอนุญาต ทันตแพทย์ที่ทำงานในหน่วยงานราชการจะยังสามารถให้การรักษาคนไข้ได้อยู่หรือไม่ ดังที่เป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่าในหน่วยงานของรัฐ เช่น โรงพยาบาล มักขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล เป็นต้น
ข้อควรพิจารณาในการออกกฎหมายเพื่อบังคับใช้
เมื่อเราจำเป็นต้องวัดผลนามธรรมด้วยรูปธรรม จึงควรพิจารณาหาวิธีการวัดให้เหมาะสมที่สุด เป็นต้นว่า
-พัฒนาการด้านต่างๆ ของมนุษย์
ถ้าเรามองทุกมิติของชีวิตทันตแพทย์ตั้งแต่เรียนจบจนหยุดทำงาน จะเห็นว่ามีการพัฒนาไปในทางที่ไม่แตกต่างจากอาชีพ
อื่นๆ นั่นคือ จากคนหนุ่มสาวที่จบการศึกษาใหม่ ไฟแรง ไม่หวั่นกับงานยากที่ทำ เห็นปัญหาอุปสรรคที่พบคือแบบฝึกหัด เราจึงค่อยๆ เรียนรู้ชีวิตและการทำงานนอกเหนือจากบทเรียนที่เรียนมา ในช่วงวัยนี้มีความกระตือรือร้นขวนขวายหาความรู้เพื่อเป็นคำตอบให้กับอาชีพที่ทำอยู่ ความรู้ที่ได้จากการอบรมก็ดี จากการแสวงหาด้วยตนเองก็ดี จากประสบการณ์ตรงที่พบเองก็ดี เป็นมหาวิทยาลัยชีวิตที่แต่ละคนต้องผ่านสิ่งเหล่านี้มาก่อน
เวลาที่ทอดยาวนานไป เราอาจพบทันตแพทย์ที่ค้นพบสาขาที่ตนเองสนใจและถนัด จึงใฝ่หาความรู้ใหม่ๆ ด้วยความกระตือรือร้น คนที่ยังมีไฟในการที่จะพัฒนาตนเองเรื่อยๆ แต่ก็มีทันตแพทย์ที่ยังพอใจกับสถานะที่ตนเองมี กับคนที่ใฝ่หาความสงบทางใจแต่ยังทำงานประกอบอาชีพเพื่อการยังชีพ
คนที่ยังทำงานเพื่อส่วนตนหาเลี้ยงครอบครัวกับคนที่อิ่มตัวและเริ่มทำงานเพื่อส่วนรวมโดยไม่หวังผลตอบแทน คนที่มีความรู้ดีและทำงานอย่างตั้งใจแต่เกิดข้อผิดพลาดจนนำไปสู่การฟ้องร้อง กับคนที่ขาดจริยธรรม หรือไม่ขวนขวายความรู้และก็เกิดความผิดพลาดจนนำไปสู่การฟ้องร้อง
บางคนที่ยังแสวงหาความรู้ในวิชาชีพที่ทำอยู่ บางคนเริ่มมองหาคำตอบของชีวิต บางคนมองหาวิชาการอื่นที่มาเกื้อหนุนงานที่ตนทำอยู่ บางคนพบอุปสรรคในชีวิตที่วิชาการทันตแพทย์ที่ตนเองมีไม่สามารถตอบโจทย์ได้
ด้วยการพัฒนาทางด้านต่างๆ ทั้งในด้านความสนใจ จิตใจที่ใฝ่หาความสงบตามวัยที่สูงขึ้น ความเสียสละเพื่อส่วนรวม กำลังกายที่ลดน้อยถอยลง จึงคงจะไม่เหมาะนักที่จะบังคับบุคคลที่อยู่ในทุกช่วงชีวิต ในวิถีชีวิตต่างๆ ให้มีความกระตือรือร้นเหมือนๆ กัน ถูกวัดผลด้วยกระบวนการแบบเดียวกัน
สาเหตุส่วนใหญ่ของการฟ้องร้อง
แม้จะมีเรื่องของการขาดจริยธรรมในการทำงานมาเกี่ยวข้อง แต่ถ้าเราศึกษากรณีที่มีการฟ้องร้องอันเกิดจากการทำงานของทันตแพทย์ จะพบว่าการฟ้องร้องส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาการสื่อสารระหว่างหมอกับคนไข้ ส่วนความผิดพลาดที่เกิดจากการรักษาเป็นสิ่งที่สามารถเกิดได้ แม้ว่าจะมีการระมัดระวังอย่างเต็มที่แล้ว หรือแม้ว่าผู้ทำงานจะมีความรู้มากมายก็ตาม เพราะการรักษาทางแพทย์ในร่างกายคนมีความผันผวนและตัวแปรมีมากมาย แต่สิ่งเหล่านี้สามารถผ่อนจากหนักเป็นเบาได้ถ้ามีความรู้ และความเข้าใจเห็นใจซึ่งกันและกัน
ปัญหาที่ผู้ประกอบวิชาชีพมักลืมมองตนเองไป คือบุคลากรการแพทย์ถูกสภาพแวดล้อมปลูกฝังวิธีการแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ด้วยเหตุผลด้วยการใช้ความคิด ด้วยตัวเลขที่มีหน่วยนับนี่คือความชาชิน ทำให้มิติทางเชิงอารมณ์หรือความรู้สึกที่มีต่อคนไข้ขาดหายไป เรามักเลือกการแก้ปัญหาที่มองจากมุมของหมอมากกว่าจะมองปัญหาในมุมของคนไข้ การสื่อสารจึงเป็นลักษณะการสื่อสารทางเดียวที่คนไข้ไม่มีทางเลือก ยามที่การแก้ไขโรคไม่มีปัญหาแทรกซ้อนเกิดขึ้น ก็เป็นแค่ความขุ่นเคืองใจ แต่เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้นมา ก็มักกลายเป็นคดีความขึ้น
ดังนั้น วิชาการที่ทันตแพทยสภากำหนดอาจไม่จำเป็นต้องเป็นวิทยาการทางทันตกรรมเท่านั้น แต่อาจเป็นวิชาการด้านอื่นๆ ที่จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิตการทำงาน เช่น การมีปฏิสัมพันธ์ การเลี้ยงดูบุตร (ซึ่งมีงานวิจัยพบว่าแนวโน้มทันตแพทย์ไทยจะเป็นหญิงมากกว่าชาย และมักให้เวลาในการทำงานน้อยกว่าทันตแพทย์ชาย เนื่องจากต้องดูแลบุตรควบคู่ไปด้วย) เป็นต้น
การให้เกียรติแก่วิชาชีพ
หลักการคิดคะแนนที่จะเป็นเครื่องชี้วัดในการต่อใบอนุญาตและต้องไม่สร้างความกดดันต่อการทำงานของทันตแพทย์มากเกินไปจนกลายเป็นทัศนคติเชิงลบต่อองค์กร เพราะคนที่เข้ามาสู่วิชาชีพนี้ได้ผ่านการคัดกรองก่อนเข้ามาศึกษาอย่างเข้มข้นมาส่วนหนึ่งแล้ว
การให้เกียรติต่อเพื่อนร่วมวิชาชีพจึงเป็นเรื่องที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมด้วย เพราะผู้ที่จบการศึกษาย่อมมีศักดิ์และสิทธิตามปริญญาบัตร ทันตแพทยสภาคงต้องหาวิธีการที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้บุคลากรทางการแพทย์เหล่านั้นถูกมองว่าตนเป็นราวกับเป็นเด็กที่ต้องมีผู้ปกครองคอยดูแล
ปัญหาความเครียดของบุคลากรทางการแพทย์
ชีวิตของบุคลากรทางแพทย์แทบทุกคนต้องประสบภาวะความตึงเครียด ความขัดแย้งสับสน ความชาชิน เพราะเป็นคุณลักษณะของวิชาชีพ ทันตแพทย์เองก็เช่นกัน ทุกคนต้องประสบภาวะความตึงเครียดมากบ้างน้อยบ้างขึ้นอยู่กับสถานะที่ตนเองเป็นอยู่
ความตึงเครียดนี้ผูกพันอยู่กับคำว่า “ต้องทำ”และ “ต้องเป็น” เช่น ทันตแพททย์ที่จบการศึกษาใหม่ๆ ก็มักเครียดกับการต้องทำในสิ่งที่ตนเองยังไม่ชำนาญ ยังไม่มีประสบการณ์เพียงพอแต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือทันตแพทย์ที่ทำงานใน
โรงพยาบาลชุมชนที่มีแพทย์เพียงไม่กี่คน ต้องเป็นที่พึ่งให้คนที่มารับการรักษา ทำให้เกิดทัศนคติที่มองงานที่อยู่ตรงหน้าคือ ก้อนภาระที่ต้องแบก หลายคนที่มีจิตเสียสละทนรับต่อไป เช่นนี้ก็น่าอนุโมทนา แต่หากมีบางคนที่ขอย้ายให้พ้นจากสภาพเช่นนี้ก็ไม่ควรตำหนิ เพราะนี่คือวิถีชีวิตของมนุษย์
ความขัดแย้งระหว่างความต้องการของตนเองกับสังคมก็เป็นปัญหาอีกข้อหนึ่งของบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากอัตลักษณ์ของวิชาชีพที่ถูกกำหนดว่าเป็นอาชีพที่ต้องเสียสละความสุขส่วนตนเพื่อผู้อื่น แต่ในขณะที่สังคมเริ่มเปลี่ยนสถานะเป็นโลกทัศน์ที่เห็นแก่ตนเองรวมทั้งความไม่เป็นธรรมหรือความเหลื่อมล้ำในระบบการบริหาร ส่งผลให้เกิดความขัดแย้ง เกิดความเครียดขึ้นในจิตใจของผู้ประกอบวิชาชีพ ความตึงเครียดและความขัดแย้งนี้ย่อมส่งผลต่อการงาน
การกำหนดคะแนนสะสมเพื่อต่อใบอนุญาต จึงควรคำนึงถึงจำนวนคะแนนที่เหมาะสมโดยไม่เพิ่มความเครียดให้แก่ผู้ต้องสะสมมากเกินไปนัก
ปัญหาต่างๆ ดังกล่าวก็นับว่าทำให้ทันตแพทย์ในหน่วยงานราชการที่มีงานล้นมือเครียดพออยู่แล้ว หากมีการกำหนดหน่วยนับคะแนนในจำนวนมากๆ ที่ทำให้ต้องใช้เวลาในการให้การรักษาแก่คนไข้ไปกับการสะสมคะแนน เราจะแก้ปัญหาอย่างไรเมื่อคนไข้เข้าถึงการรักษาได้ยากขึ้น
เราอาจต้องตั้งคำถามต่อไปว่าการที่ทันตแพทย์ต้องใฝ่หา
ความรู้ให้ทันสมัยอยู่เสมอจนทำให้ต้องทิ้งคนไข้ เป็นคำตอบของการคุ้มครองผู้บริโภคจริงหรือไม่ ทำอย่างไร ทั้งสองอย่างนี้จึงจะไปด้วยกันได้โดยไม่สร้างความขัดแย้งขึ้นแก่กันและกัน
และทำอย่างไร การเรียนรู้ เรื่องราวที่ควรเรียนรู้ ในแต่ละช่วงวัย จึงจะเหมาะสมกับพัฒนาการของบุคคลในแต่ละวัยนั้นๆ
เหล่านี้เป็นปัญหาที่ทันตแพทย์ทุกคนควรให้ความร่วมมือกับทันตแพทยสภา โดยการร่วมแสดงความเห็นเมื่อได้รับการร้องขอ ร่วมติดตามผลการทำงาน และเมื่อข้อบังคับมีผลบังคับใช้ ก็ควรทำงานให้สอดรับกับกฎข้อบังคับที่ได้ร่วมกันกำหนดขึ้นแล้ว
ทั้งนี้ก็เพื่อสามารถประกอบวิชาชีพให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างมีความสุข พร้อมๆ กับที่สามารถให้ความคุ้มครองแก่ผู้บริโภคอย่างเหมาะสมในเวลาเดียวกัน

