หน้าแรก คอลัมนิสต์ ฉายวิชั่น‘อุต...

ฉายวิชั่น‘อุตตม’ ‘รมว.คลัง’คนใหม่

14.07.19 | 13:00 น.

หมายเหตุนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ ตลาดทุนไทยกับการพัฒนาเอสเอ็มอีไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ในงาน mai FORUM 2019 : มหกรรมรวมพลังคน mai ครั้งที่ 6 จัดโดยตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ร่วมกับสมาคมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (maiA) ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ และมีนักลงทุนและประชาชนเข้าฟังประมาณ 200 คน ซึ่งถือเป็นการออกงานแรกของนายอุตตม หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม

“…มีทั้งแผนระยะสั้นและระยะยาวในการปรับเปลี่ยนประเทศไทย ยกระดับเศรษฐกิจไทยให้สามารถเข้มแข็ง และสร้างผลประโยชน์ให้ตกกับคนไทยอย่างทั่วถึง ไม่เฉพาะกลุ่ม เพื่อทำให้ไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ…”

ตั้งใจมาร่วมงานของตลาดหลักทรัพย์ mai (เอ็มเอไอ) ระยะหนึ่งแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาตัดสินใจ มาแล้วมีความสุขมาก เพราะได้
มาพบหลายท่านที่ร่วมกันทำงาน mai ตั้งแต่ยุคบุกเบิก โดยมีความคุ้นเคยกับผู้บริหาร mai ตั้งแต่เป็นที่ปรึกษาของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์
ในช่วงที่นายสมคิดอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและตลาด mai อย่างมาก เพราะเอสเอ็มอีมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาไทยให้ก้าวหน้าและเป็นการก้าวหน้าที่เข้มแข็ง สามารถทำให้ไทยยืนหยัดในเวทีโลก หากพัฒนาเอสเอ็มอีให้เข้มแข็งได้ทำให้ไทยมีความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน

ไทยในขณะนี้อยู่ในจุดหักเหสำคัญ เพราะโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในแทบทุกมิติ เศรษฐกิจการค้าขายเปลี่ยนไป สังคมเปลี่ยนไป การสื่อสารเปลี่ยนไปจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มาถึง เทคโนโลยีนำมาด้วยความรวดเร็วแม่นยำ ดังนั้นจึงเป็นโจทย์ใหญ่ว่าไทยพร้อมไหมที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เพื่อให้ก้าวทันโลกและใช้เทคโนโลยีในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศหรือยัง ตรงนี้ถือเป็นความท้าทายว่าไทยจะก้าวตามทันคนอื่นไหม ถ้าตามไม่ทันสุ่มเสี่ยงที่จะตกรถไฟ แต่ก็เชื่อว่าถ้าทุกคนร่วมมือกันจะสามารถตามทันได้

ขณะนี้ไทยกำลังปรับตัว ดังนั้น ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันเพื่อให้ประเทศเข้มแข็งและความเข้มแข็งต้องเริ่มจากตัวเราก่อน เริ่มจากเศรษฐกิจภายในประเทศที่ต้องเข้มแข็ง เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันเพียงพอที่จะดูแลตนเองไม่ให้รับผลกระทบจากภายนอกประเทศ เพราะขณะนี้ปัญหาของเศรษฐกิจโลกทำให้ส่งออกของไทยเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจมีปัญหา ดังนั้นเศรษฐกิจไทยยุคใหม่ต้องใช้เศรษฐกิจในประเทศในการขับเคลื่อน

Advertisement

ในการดูแลเศรษฐกิจไทยต้องให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจในท้องถิ่นและกลุ่มเอสเอ็มอี ต้องดูแลให้กลุ่มเหล่านี้มีความเข้มแข็ง การทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่เข้มแข็งตั้งแต่ผู้ประกอบการขนาดเล็ก เอสเอ็มอี จะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยเริ่มเข้มแข็งตั้งแต่ภายในซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคใหม่ และการมีฐานรากที่เข้มแข็งทำให้ไทยมีภูมิคุ้มกันเวลาเศรษฐกิจโลกมีปัญหา

การพัฒนาเอสเอ็มอีถูกพูดถึงมาเป็นเวลากว่า 10 ปี แต่ที่ผ่านมายังไม่สำเร็จนัก เพราะการทำงานยังไม่ครบสมบูรณ์ ยังไม่เชื่อมต่อกัน ดังนั้นอยากเชิญชวนบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ผู้ประกอบการและผู้บริหาร mai ภาคเอกชนให้เข้ามาช่วยภาครัฐในการทำงานยกระดับฐานรากในแนวทางที่เหมาะสม เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ที่ผ่านมาเอสเอ็มอีที่เกิดใหม่ 10 ราย หรือ 20 ราย สามารถอยู่ได้แค่ 1 ราย ต้องพยายามผลักดันให้ล้มแล้วลุก การที่จะช่วยให้ลุกได้อยากให้เอกชนที่เข้มแขเข้าไปช่วยดูแล

นอกจากนี้ อยากเห็นการสนับสนุนด้านเงินทุนให้กลุ่มเอสเอ็มอีและสนับสนุนกลุ่มสตาร์ตอัพ เช่น การจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุน และกองทุนส่วนบุคคลที่จะเข้าไปสนับสนุนด้านเงินทุน แม้ไม่ง่าย แต่เป็นสิ่งจำเป็นต้องขับเคลื่อน นอกจากนี้ยังอยากเห็นการช่วยพัฒนาเอสเอ็มอีให้เติบโตจนสามารถเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ และผลักดันสู่ตลาดโลก

เมื่อเข้าทำงานในกระทรวงการคลังอย่างเป็นทางการจะเชิญภาคเอกชน บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ mai กลุ่มธนาคารไปหารือในเรื่องการสนับสนุนเอสเอ็มอี ซึ่งคนในแวดวงตลาดทุนเป็นกลุ่มคนที่มีทั้งมันสมอง มีพลัง ดังนั้นอยากฟังว่าจะมาร่วมสร้างอนาคตอย่างไร ขาดเหลืออะไรมาคุยกับรัฐบาล พร้อมผลักดัน โดยอยากเห็นการเข้าไปช่วยเหลือเอสเอ็มอีในรูปแบบ Social Enterprise หรือการช่วยเหลือในรูปแบบการกุศล

รัฐบาลชุดนี้กำลังหมดหน้าที่และได้ทำพื้นฐานต่อยอดจากรัฐบาลก่อนๆ มาพอสมควร โดยเฉพาะในเรื่องการสนับสนุนเอสเอ็มอี และเชื่อว่ารัฐบาลชุดใหม่จะมีการขยาย สานต่อ เร่งการใช้ประโยชน์ในสิ่งที่มีในการพัฒนาผู้ประกอบการ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีความเข้มแข็งจากภายในให้ได้

ทั้งนี้ โลกสมัยใหม่ขับเคลื่อนด้วยผู้ประกอบการคนตัวเล็ก คนตัวกลาง เท่าที่หารือกับต่างประเทศ เช่น ฮ่องกง จีน ญี่ปุ่น เขาพร้อมที่จะเชื่อมโยงกับเอสเอ็มอีของไทย ในฐานะที่เคยอยู่กระทรวงอุตสาหกรรมมาก่อน พบว่าอุตสาหกรรมนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของรายใหญ่ เป็นเรื่องของเอสเอ็มอีของคนตัวเล็ก เท่าที่ได้พูดคุยกับกระทรวงเมติของญี่ปุ่น เรื่องที่คุยคือเรื่องเอสเอ็มอี สตาร์ตอัพ
ไม่ได้พูดถึงกลุ่มใหญ่เลย เพราะกลุ่มนั้นเขาดูแลตัวเองได้ ทางญี่ปุ่นเขาอยากเข้าถึงเอสเอ็มอีไทยและอยากให้เอสเอ็มอีทั้ง 2 ประเทศเชื่อมโยงกัน

รัฐบาลใหม่พร้อมจะสานต่อในสิ่งที่เคยทำมา อย่างวันนี้กระทรวงการคลังทำเรื่องระบบอีเพย์เมนต์ หรือระบบชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ระบบพร้อมเพย์ วัตถุประสงค์สำคัญให้เอสเอ็มอีคนตัวเล็กได้ประโยชน์จากการลดต้นทุนทางการเงิน สถาบันการเงินได้ประโยชน์จากอีเพย์เมนต์ ซึ่งการยกตัวอย่างนี้ขึ้นมา เพราะอยากให้เป็นการต่อยอดจากสิ่งเหล่านี้ให้เกิดความสามารถแข่งขัน อยากเห็นอีเพย์เมนต์นำไปสู่สิ่งอื่นๆ ซึ่งรัฐบาลใหม่เตรียมไว้แล้วและจะทยอยออกมาให้เห็น

ถ้ามองตรงกันประเทศต้องเดินไปอย่างนี้ อุตสาหกรรมต้องเร่งสร้างอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยภาคบริการต้องมา ภาคผลิตและการเกษตรต้องเป็นพื้นฐาน ยังไงก็ทอดทิ้งไม่ได้ สมาร์ทเอสเอ็มอีเกษตรที่กำลังเกิด สตาร์ตอัพเกษตร ต้องได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาล

กลไกทางการเงินกองทุนต่างๆ เพื่อสนับสนุนด้านการเงินให้กลุ่มเอสเอ็มอี สตาร์ตอัพ ต้องเชื่อมต่อกับตลาดหลักทรัพย์ โดยอยากให้มีการสนับสนุนอย่างจริงจัง และดูว่าทำอย่างไรให้กองทุนเกิดขึ้นได้เหมือนสิงคโปร์ มาเลเซีย โดยวันนี้เวียดนามกำลังได้รับความสนใจมาก ถ้าเกิดขึ้นที่อื่นไม่ใช่ไทย เขาจะไปที่อื่น ไทยมีทรัพยากร มีตลาดที่น่าสนใจ ดังนั้นต้องร่วมมือกันทำให้ไทยเป็นที่น่าสนใจ

ไทยมีความได้เปรียบทั้งในด้านที่ตั้ง การเข้ามาลงทุนในไทยไม่เฉพาะตลาดในไทย แต่ไทยยังสามารถเป็นฐานไปตลาดอื่นๆ ได้ ไทยไม่ควรรับจ้างทำของเพียงอย่างเดียว แต่ต้องขยับเป็นการออกแบบ การเป็นเจ้าของสินค้าตัวเอง ถ้ามีพันธมิตร มีการร่วมลงทุนกับต่างประเทศจะไม่เสียเปรียบ เพราะมีอำนาจต่อรองมากขึ้น

วันนี้ถือเป็นความท้าท้าย เพราะเศรษฐกิจนอกประเทศกำลังปั่นป่วน แต่อย่าไปกังวลจนทำให้กระทบต่อการทำธุรกิจ รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะมีมาตรการออกมาดูแล หน่วยงานรัฐไม่ว่าจะเป็น
กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ ต้องทำงานด้วยกัน มีทั้งแผนระยะสั้นและระยะยาวในการปรับเปลี่ยนประเทศไทย ยกระดับเศรษฐกิจไทยให้สามารถเข้มแข็ง และสร้างผลประโยชน์ให้ตกกับคนไทยอย่างทั่วถึง ไม่เฉพาะกลุ่ม เพื่อทำให้ไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ

ฝากให้ผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์ใช้พลังและสมองในการช่วยเหลือเอสเอ็มอี รวมทั้งอยากฝากให้ตลาด mai รักษามาตรการไว้ เพราะ mai เป็นเวทีสำคัญทำให้สาธารณชนรู้ว่าเอสเอ็มอีมีดีอย่างไร มาตรฐาน mai ยังเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้ดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุน