หลังพรรคคอมมิวนิสต์พม่าจำต้องย้ายฐานที่มั่นของตนจากเทือกเขาพะโค โยมา ทางตอนกลางของพม่า ไปอยู่ที่รัฐฉาน แถบชายแดนจีน-พม่า ก็มีความพยายามจากทั้งรัฐบาลพม่าและจากพรรคเพื่อร่วมพูดคุยเจรจาสันติภาพอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1968 ข้อเรียกร้องหลักของพรรคคอมมิวนิสต์พม่ามีเพียง 3 ข้อ ได้แก่ ขอให้รัฐบาลพม่ารับรองให้พรรคคอมมิวนิสต์เป็นพรรคที่ถูกต้องตามกฎหมาย ยอมรับว่าพื้นที่ฐานที่มั่นของพรรคเป็นเขตอธิปไตยของพรรค และยอมรับการมีอยู่ของกองกำลังแห่งพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ครั้งแล้วครั้งเล่าที่การเจรจาไม่เป็นผล และจบลงด้วยการตัดบทของกองทัพพม่า ไม่มีการหารืออื่นใดต่อ เมื่อการเจรจาไม่เป็นผล หนทางเดียวที่พรรคคอมมิวนิสต์พม่าจะดำรงอยู่ต่อไปได้ก็คือจำต้องสู้รบกับกองกำลังฝ่ายรัฐบาลต่อไป เมื่อถึงทศวรรษ 1980 ความใฝ่ฝันของผู้นำในพรรคหาใช่การเปลี่ยนสังคมให้เป็นโลกยูโทเปีย หรือการสร้างระบบนารวมแบบเหมา เจ๋อตุง อีกต่อไปไม่ แต่เป็นการนำกองทัพของตนเองกลับเข้าไปยังฐานที่มั่นเดิมในพม่าตอนกลางให้จงได้ เพราะแกนนำพรรคหลายคนเริ่มเบื่อหน่ายกับฐานที่มั่นแห่งใหม่ชายแดนจีน-พม่า
ความฝันและการดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของพรรคให้กำเนิด “กองกำลังที่ 180” (Force 180) และ “กองกำลังที่ 102” (Force 102) ขึ้นในปี 1981 และ 1983 ตามลำดับ แต่จนแล้วจนรอด กองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์ก็ยังพ่ายแพ้กองทัพพม่าอย่างต่อเนื่อง และต้องกลับไปตั้งหลักที่เมืองโก ฐานที่มั่นชายแดนจีน-พม่า ราวปี 1983 พรรคส่งคนจำนวนหนึ่งกลับไปสำรวจฐานที่มั่นเดิมแถบเทือกเขาพะโค โยมา และพบว่าฐานที่มั่นเดิมที่พวกเขาใฝ่ฝันหามาตลอดนั้นไม่เหมาะกับพรรคอีกต่อไป รัฐบาลพม่าจัดการย้ายชาวบ้านที่เคยอาศัยในแถบเทือกเขาพะโค โยมา ไปไว้ที่ที่ราบแถบพม่าตอนกลางหลังปี 1975 ทางที่ดีที่สุดที่จะต่อลมหายใจของพรรคคือการกลับไปยังฐานที่มั่นในรัฐฉาน ติดชายแดนจีน
อย่างไรก็ดี การวางแผนที่ผิดพลาดมาตั้งแต่ต้นทำให้พรรคคอมมิวนิสต์พม่าไม่เคยประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ปัญหาของพม่าที่ยังนำมาใช้วิเคราะห์ความขัดแย้งแทบทุกประเภทได้คือความหลากหลายทั้งทางชาติพันธุ์และทางความคิด เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์พม่าตัดสินใจกลับไปตั้งหลักที่ฐานที่มั่นในเมืองโก พรรคมีขนาดใหญ่ขึ้น และมีผู้คนจากหลากหลายกลุ่มที่มาเข้าร่วมกับพรรค แต่ปัญหาคือคอมมิวนิสต์พม่าแท้ๆ ที่เคยเป็นคนส่วนใหญ่ของพรรค ที่ส่วนใหญ่เป็นปัญญาชนฝ่ายซ้ายและเป็นนักชาตินิยมที่ร่วมปลดแอกพม่าจากการปกครองของอังกฤษมาแล้ว กลายเป็นชนกลุ่มน้อยของพรรคไปเสีย พรรคกลายเป็นศูนย์รวมของกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายกลุ่มในเขตตะเข็บชายแดนจีน-พม่า และยังดึงดูดคนกลุ่มใหม่ๆ เข้ามาด้วย
เบอร์ทิล ลินท์เนอร์ (Bertil Lintner) แบ่งกลุ่มคนในพรรคคอมมิวนิสต์พม่าในช่วงท้ายนี้ไว้เป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเสฉวน เหล่าปิง หรือสมาชิกพรรคที่เคยไปฝึกฝนกับรัฐบาลจีนที่มณฑลเสฉวน (มีบางส่วนที่ไปถึงโซเวียต) ในทศวรรษ 1950 คนกลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญที่เชื่อมพรรคคอมมิวนิสต์พม่าเข้ากับรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีน ทำให้พวกเขามีบทบาทนำในพรรคคอมมิวนิสต์พม่าเสมอมา กลุ่มที่สองคือ “มิตรสหายเก่า” หมายถึงแกนนำพรรคที่มิได้เดินทางเพื่อไปฝึกที่จีน แต่อยู่ในฐานที่มั่นเดิมแถบเทือกเขาพะโค โยมา มาโดยตลอด จนกระทั่งถูกกองทัพพม่าขับไล่ออกมาในกลางทศวรรษ 1970 บรรดาทหารเก่านี้จึงเป็นสมาชิกพรรคที่มีความสำคัญรองลงมาจากกลุ่มแรก กลุ่มที่สามคือสมาชิกพรรคชาวกะฉิ่นภายใต้การนำของนอ เส่ง (Naw Seng) ที่มีฐานที่มั่นอยู่ในจังหวัดกุ้ยโจว (Guizhou) ระหว่างปี 1950-1968 บรรดา “กุ้ยโจว เหล่าปิง” หรือทหารผ่านศึกกุ้ยโจวนี้มีหน้าที่บัญชาการรบเป็นหลัก กลุ่มที่สี่คือบรรดาปัญญาชนและผู้ฝักใฝ่ระบอบคอมมิวนิสต์ที่เข้าร่วมกับพรรคในยุคหลัง ที่เข้าร่วมกับพรรคหลังการเดินขบวนต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ในปี 1974 คอมมิวนิสต์ใหม่นี้มีทัศนคติที่ต่างออกไปจากคอมมิวนิสต์รุ่นเก่า อย่างน้อยที่สุดพวกเขาไม่ได้เติบโตมากับกระแสเห่อลัทธิเหมาอย่างคนรุ่นเก่า และไม่เคยผ่านการฝึกฝนใดๆ มา จึงไม่น่าแปลกใจว่าสมาชิกพรรคเก่าๆ จะไม่ไว้วางใจคนหนุ่มรุ่นใหม่ๆ ทำให้กลุ่มหลังไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปมีบทบาทที่แท้จริงในพรรคได้ กลุ่มต่อมาคืออาสาสมัครชาวจีน หรือยุวชนเรดการ์ดจำนวนหนึ่งที่หลั่งไหลเข้าไปในพม่าระหว่างปี 1968-1973 เยาวชนกลุ่มนี้มองว่าการเข้าไปช่วยพรรคคอมมิวนิสต์พม่ารบเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง แต่จะทำให้พวกเขามีชีวิตที่ดีกว่าการอยู่ในคอมมูนทั่วไป ในปี 1979 เมื่อจีนถอนการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์พม่า อาสาสมัครจากจีนส่วนใหญ่เดินทางกลับประเทศ แต่บางส่วนยังคงอยู่ในพม่ามาจวบจนปัจจุบัน กลุ่มสุดท้ายคือชนกลุ่มน้อยหลากหลายกลุ่มอันประกอบไปด้วยฉาน กะฉิ่น โกก้าง ว้า ละหู่ อาข่า ฯลฯ
ความหลากหลายภายในพรรคทำให้พรรคคอมมิวนิสต์พม่าขาดเอกภาพ ในปี 1985 มีการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์พม่าครั้งที่ 3 ขึ้น แต่แทนที่จะเป็นการประชุมเพื่อปฏิรูปและรื้อสร้างองค์กรขึ้นมาใหม่ กลับแสดงให้เห็นความแตกแยกระหว่างคอมมิวนิสต์รุ่นเก่าและปัญญาชนคอมมิวนิสต์รุ่นใหม่อย่างชัดเจน ในขณะที่คอมมิวนิสต์รุ่นเก่ายังปวารณาแนวคิดแบบเหมา หรือยุทธวิธี “ป่าล้อมเมือง” และเน้นการใช้กำลังต่อสู้เพื่อกรุยทางไปสู่การปฏิวัติประชาชน คอมมิวนิสต์กลุ่มใหม่ไม่เห็นด้วยกับวาทกรรมของคอมมิวนิสต์เก่าที่มองว่าพม่ายังคงเป็นประเทศ “กึ่งอาณานิคม” ทัศนคติดังกล่าวนอกจากไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ กับพรรคแล้ว ยังแสดงให้เห็นความคับแคบของคอมมิวนิสต์รุ่นเก่าที่เติบโตขึ้นพร้อมกับกระแสชาตินิยมขวาจัดก่อนพม่าได้รับเอกราช คอมมิวนิสต์ใหม่ยังมองว่าการปฏิวัติควรเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาชีวิตความเป็นอยู่ที่แสนอัตคัดของชาวนาและผู้ใช้แรงงาน และแก้ปัญหาให้ถูกจุด เช่น การกำจัดระบบผูกขาดการซื้อ-ขายข้าวของรัฐบาล และการพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะปลูกของเกษตรกร
ในระหว่างที่แกนนำพรรคกำลังถกเถียงถึงคุณค่าและความหมายของ “การปฏิวัติ” อยู่นั้น บรรดาสมาชิกผู้น้อยในพรรคเริ่มมีปฏิกิริยาไม่พอใจพรรค กองกำลังของพรรคไม่เคยรบชนะกองกำลังฝั่งรัฐบาล ทำให้ขวัญกำลังใจของทหารในกองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์พม่าเริ่มถดถอย จากกำลังพลกว่า 23,000 นาย ในปี 1977 ลดลงเหลือเพียง 10,000 นาย ในอีก 10 ปีต่อมา ความไม่พอใจในหมู่ทหารชั้นผู้น้อยของพรรคนี่เองที่เป็นคลื่นใต้น้ำและนำไปสู่จุดจบของพรรคคอมมิวนิสต์ในปลายทศวรรษ 1980

