หน้าแรก คอลัมนิสต์ เหตุใดประชาชน...

เหตุใดประชาชนทั่วไปจึงหวั่นไหวเมื่อต้องถูกดำเนินคดีในศาลทหาร โดย สมลักษณ์ จัดกระบวนพล

3.06.16 | 13:45 น.

“ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีในพระปรมาภิไธย พระมหากษัตริย์ให้เป็นไปโดยยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย” นี่คือบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 26 “การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาลซึ่งต้องดำเนินการให้เป็นไปโดยยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ …….”

และนี่คือบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 197 วรรคแรก ซึ่งถูกประกาศยกเลิกไปแล้วตามคำสั่งของหัวหน้า คสช. เมื่อ พ.ศ.2557

และเพื่อเป็นหลักประกันในความเป็นอิสระของผู้พิพากษาตุลาการ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ วรรคสามยังบัญญัติว่า “การโยกย้ายผู้พิพากษาและตุลาการโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้พิพากษาและตุลาการนั้นจะกระทำมิได้” รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับจะมีบทบัญญัติรับรองความเป็นอิสระของอำนาจตุลาการไว้ เหตุใดผู้พิพากษาถึงต้องมีความเป็นอิสระ ไม่ตกอยู่ในอำนาจและการครอบงำของบุคคลใดหรือคำสั่งใด ก็เพราะหน้าที่สำคัญของผู้พิพากษาตุลาการคือ ประสาทความยุติธรรมแก่ผู้มีอรรถคดีซึ่งจะต้องเป็นไปด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเที่ยงธรรม ถูกต้องตามกฎหมาย และนิติประเพณี ทั้งจำต้องแสดงให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนด้วยว่าตนปฏิบัติเช่นนี้อย่างเคร่งครัดครบถ้วน เพื่อการนี้ผู้พิพากษาต้องยึดมั่นในความเป็นอิสระของตน

นี่คืออุดมการณ์ของผู้พิพากษาตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 1

ดังนั้น นอกจากจะประสาทความยุติธรรมแก่คู่ความแล้ว ยังต้องแสดงให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนด้วยว่าตนนั้นทรงไว้ซึ่งความเที่ยงธรรม และไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับคดีความเรื่องนั้นๆ ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง

Advertisement

นอกจากหลักประกันกับความเป็นอิสระซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดทุกฉบับแล้ว สำหรับผู้พิพากษาศาลยุติธรรมยังมีบทบัญญัติรับรองความเป็นอิสระของผู้พิพากษาศาลยุติธรรมไว้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรมด้วย เช่น ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 5 ซึ่งบัญญัติว่า “ให้ประธานศาลฎีกามีหน้าที่วางระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรมดำเนินไปโดยเรียบร้อยและระเบียบเดียวกัน และให้ประธานศาลฎีกามีอำนาจให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษาในการปฏิบัติตามระเบียบ วิธีการต่างๆ ที่กำหนดขึ้นโดยกฎหมายหรือประการอื่นให้เป็นไปโดยถูกต้อง”

หมายความว่าประธานศาลฎีกาซึ่งเป็นประมุขสูงสุดของผู้พิพากษาศาลยุติธรรมมีอำนาจ วางระเบียบ และให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษาในการปฏิบัติตามระเบียบ และวิธีการต่างๆ ที่กำหนดขึ้นโดยกฎหมาย หรือประการอื่นให้เป็นไปโดยถูกต้อง แต่ไม่มีอำนาจที่จะออกคำสั่งใดๆ ในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอันเดี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดียิ่งกว่านั้น ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมยังมีคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม หรือ กต. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม จำนวน 15 คน ซึ่งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละชั้นศาล ซึ่งเป็นข้าราชการในแต่ละชั้นศาลและได้รับเลือกจากข้าราชการตุลาการในแต่ละชั้นศาลจำนวน 12 คน กับกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 2 คน ซึ่งไม่เป็นข้าราชการตุลาการและได้รับเลือกจากวุฒิสภา

คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดคุณสมบัติ บรรจุ แต่งตั้ง ให้ความชอบ เลื่อนตำแหน่ง โยกย้าย ลงโทษ และให้ข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม พ้นจาก ตำแหน่ง

คณะกรรมการชุดนี้จึงเป็นหลักประกันในความเป็นอิสระของผู้พิพากษา มิให้ผู้พิพากษาซึ่งทำหน้าที่พิจารณาคดีไปด้วยความเที่ยงธรรมซึ่งแม้จะไม่เป็นไปตามประสงค์ของผู้เป็นหัวหน้า ต้องถูกดำเนินการอันเป็นผลร้ายต่อผู้พิพากษานั้นจากการกระทำของผู้เป็นหัวหน้าหรือผู้บังคับบัญชา

สรุปความแตกต่างระหว่างศาลยุติธรรมกับศาลทหารในข้อสาระสำคัญมีดังนี้

1.สถานะทางกฎหมายขององค์กร สถาบันศาลยุติธรรมมีรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดรับรองให้เป็นองค์กรอิสระ โดยมีหน่วยธุรการของศาลยุติธรรมเป็นอิสระ มีเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และสำนักงานศาลยุติธรรมมีอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และตามกฎหมายอื่นทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ

สถานะทางกฎหมายของศาลทหารสังกัดกระทรวงกลาโหมอันมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้บริหารสูงสุด จึงอาจกล่าวได้ว่าอยู่ภายใต้สังกัดของฝ่ายบริหาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อยู่ในคณะ คสช. และอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นบุคคลเดียวกับหัวหน้า คสช.

2.หลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษาศาลยุติธรรม นอกจากจะมีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญรับรองไว้โดยชัดแจ้งแล้ว ยังมีกฎหมายอื่น เช่น พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการศาลยุติธรรมบัญญัติรับรองไว้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ จะเห็นได้ชัดก็คือ ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมมีคณะกรรมการตุลาการหรือ กต. ดูแลเรื่องการแต่งตั้ง การโยกย้าย การลงโทษ เป็นการป้องกันผู้เป็นหัวหน้าหรือผู้บังคับบัญชาเข้ามาสั่งการ เกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจของผู้พิพากษา

ศาลทหารนั้นนอกจากจะมีการรับรองความเป็นอิสระ อย่างกว้างๆ ไว้ในรัฐธรรมนูญแล้วก็หามีกฎหมายอื่นรับรองความเป็นอิสระไว้ไม่ ตรวจดูธรรมนูญศาลทหารแล้ว ไม่มีบทบัญญัติใดห้ามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมใช้อำนาจสั่งการตุลาการศาลทหาร ส่วนการที่ศาลทหารมีคณะกรรมการตุลาการศาลทหาร ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ดูแลการเลื่อนขั้น โยกย้าย ลงโทษ ตุลาการศาลทหารแต่ก็มีปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้ ส่วนกรรมการอื่น เช่น เจ้ากรมพระธรรมนูญ หัวหน้าศาลทหารกรุงเทพ ก็ล้วนแต่เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง แม้กรรมการสามคนซึ่งอาจเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เกษียณอายุราชการแล้วก็ได้รับแต่งตั้งมาจากปลัดกระทรวงกลาโหม คณะกรรมการจึงมิได้เป็นอิสระหากแต่ยังต้องอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของปลัดกระทรวงกลาโหมตามสายงาน ที่มาของกรรมการตุลาการศาลทหารจึงแตกต่างจากที่มาของกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมโดยสิ้นเชิง

3.จิตวิญญาณและอุดมการณ์ของผู้พิพากษาศาลยุติธรรมนั้น ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ กล่าวไว้ว่า “อุดมการณ์ของตุลาการไม่เหมือนข้าราชการฝ่ายอื่น เป็นอุดมการณ์ที่จับไม่ได้ มองไม่เห็น แต่อยู่ในจิตใจในหัวใจของเรา เราต้องพิจารณาด้วยความเป็นกลาง ไม่มีอารมณ์ ส่วนจะผิดจะถูก ตัดสินผิดศาลอุทธรณ์ท่านกลับก็สุดแล้วแต่ท่าน ถ้าเรามีความรู้ดี มีการเพิ่มพูนความรู้อยู่เสมอ คำพิพากษาศาลฎีกาใหม่ก็ดูอยู่เรื่อยๆ มีความขยันหมั่นเพียร มีการศึกษาสืบเนื่อง มีความเข้าใจ มีความเป็นกลาง จิตใจผ่องใสเบิกบานแล้ว ยังผิดอยู่ก็ถือว่าให้ผิดไป เพราะเราทำดีที่สุดแล้ว ทีหลังก็ถูกเอง นี่แหละครับ จิตใจของบรรพตุลาการ ศาลยุติธรรมจะอยู่ได้ด้วยความเคารพนับถือของคนทั้งหลาย…”

ส่วนข้าราชการฝ่ายทหารนั้น ด้วยหน้าที่หลักของทหาร คือรักษาความมั่นคงของประเทศ จึงจำเป็นต้องกระทำการตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา มิฉะนั้นก็อาจเกิดความเสียหายขึ้นได้ จิตวิญญาณและอุดมการณ์ของข้าราชการฝ่ายทหาร จึงแตกต่างจากผู้พิพากษาตุลาการ ถึงแม้ตุลาการศาลทหารจะทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดี แต่ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย มีผู้บังคับบัญชาสั่งการเช่นเดียวกับข้าราชการทั่วๆไป ยากที่จะปฏิบัติตามอุดมการณ์ของตุลาการโดยเคร่งครัด รวมทั้งจิตวิญญาณซึ่งจะต้องเป็นไปตามที่ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ กล่าวไว้ว่า “ต้องทำจิตให้เป็นกลาง หมายความว่าทำจิตใจให้ว่าง เวลาคิดเรื่องงานหรือนั่งบัลลังก์ จิตของเราต้องประภัสสร คือแจ่มใสสว่างจ้า ไม่มีโลภ ไม่มีโกรธ ไม่มีหลง… แต่บางทีก็มีมารมาผจญ ผมเองก็เคยถูกผจญเหมือนกัน ถูกเข้าแล้วก็คิดว่าเป็นอย่างไรก็เป็นไป ถึงจะต้องออกก็ออก เมื่อเราเห็นอย่างนี้ว่ายุติธรรม แม้จะกระทบกับการเมือง เป็นอย่างไรก็เป็นกัน ถ้านึกได้อย่างนี้ แสดงว่าจิตว่าง การที่ผู้พิพากษามีจิตมั่นคงผ่องใส ปราศจากอคติ และไม่รวนเรไปในทางหนึ่งทางใด จะทำให้ปฏิบัติหน้าที่อิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีอย่างเป็นธรรมมากขึ้น”

ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมจึงไม่หวั่นเกรงอำนาจทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น

4.ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 11 ยังเปิดโอกาสให้มีการคัดค้านผู้พิพากษาได้ในกรณีเช่น ถ้าผู้พิพากษานั้นมีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องในคดีนั้น เป็นญาติเกี่ยวข้องกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้หรือเป็นนายจ้างของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นต้น

ประชาชนชาวไทยทั้งหลายคงพอจดจำความมั่นคงในความบริสุทธิ์ยุติธรรม ความเป็นกลาง และปราศจากอคติโดยเฉพาะภยาคติคือความลำเอียงด้วยความกลัวของผู้พิพากษาศาลยุติธรรมไทย เมื่อศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 กับพวก ซึ่งขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มียศพลเอก และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรในรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร มีกำหนด 15 ปี (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 978/2510 ในที่สุดจำเลยถูกจำคุกและถึงแก่กรรมในเรือนจำระหว่างต้องโทษตามคำพิพากษา คดีนั้นเรียกกันติดปากว่า “คดีกินป่า” องค์คณะศาลฎีกาในคดีนี้คือ ท่านสัญญา ธรรมศักดิ์ ท่านจิตติ ติงศภัทิย์ และท่านโพยม เลขยานนท์

ในการปฏิวัติที่ผ่านมาไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง คือเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2501, เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2514 และเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2519 ชะรอยหัวหน้าคณะปฏิวัติจะเล็งเห็นถึงความหวั่นไหวในความบริสุทธิ์ยุติธรรมที่จะนำบุคคลที่มิใช่ทหารมาพิจารณาคดีในศาลทหารจึงได้มีประกาศของคณะปฏิวัติให้ศาลยุติธรรมเป็นศาลทหาร และให้ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมเป็นตุลาการศาลทหาร เช่น ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 16 ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2501 โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หัวหน้าคณะปฏิวัติ ซึ่งผู้เขียนยืนยันกรณีนี้เพราะเคยทำหน้าที่ตุลาการศาลทหารมาแล้วในคดีหมายเลขดำที่ 54/2523 หมายเลขแดงที่ 65/2515 ยุคพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ (ดูรายละเอียดจากบทความของผู้เขียนเรื่อง ศาลทหารกับประชาชนชาวไทยภายใต้ พ.ร.บ. กฎอัยการศึก)

ความเป็นกลางจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการทำหน้าที่ของผู้พิพากษาตุลาการ และนอกจากตัวของผู้พิพากษาตุลาการจะต้องมีความเป็นกลางแล้วยังต้องแสดงให้ปรากฏแก่สาธารณชนด้วย มิฉะนั้นผู้ที่ถูกดำเนินคดีตลอดจนประชาชนทั่วไปก็จะเกิดความหวั่นไหวในความบริสุทธิ์ยุติธรรมของศาล

กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดากฎหมายไทย ทรงกราบทูลสมเด็จพระราชบิดา (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ความว่า “ข้าพระพุทธเจ้าจ้างให้เขามาเป็นกลาง ให้เขาใช้ปัญญาใช้ความรู้ที่ถูกต้อง ควบคุมเขาไม่ได้ ต้องให้เขาเห็นความสำคัญของตัวเขาเอง เงินเดือนจึงมากกว่าคนอื่น”