จากเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2561 มีดังนี้ คือ… โดยที่มาตรา 248 วรรคสามของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้กำหนดหลักการในเรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมการอัยการและการได้มาซึ่งกรรมการอัยการ นอกจากนี้ มาตรา 248 วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้ต้องมีมาตรการป้องกันมิให้พนักงานอัยการกระทำการหรือดำรงตำแหน่งใดอันอาจมีผลให้การสั่งคดี หรือการปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นไปโดยรวดเร็ว เที่ยงธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง หรืออาจทำให้มีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ สมควรต้องปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการอัยการและกำหนดห้ามพนักงานอัยการกระทำการหรือดำรงตำแหน่งอื่นใด ที่มีผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
จะเห็นได้ว่า มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 18 มาตรา 19 มาตรา 20 และมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.2553 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา 18 ให้มีคณะกรรมการอัยการคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า ‘ก.อ.’ ประกอบด้วย
(1) ประธาน ก.อ. ซึ่งข้าราชการอัยการเว้นแต่ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเป็นผู้เลือกผู้รับบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และเคยรับราชการเป็นข้าราชการอัยการมาแล้วในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีอัยการหรืออธิบดีภาคหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่า ทั้งนี้ ต้องไม่เคยเป็นสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมืองในระยะสิบปีก่อนได้รับเลือก
(2) อัยการสูงสุดเป็นรองประธาน ก.อ.
(3) รองอัยการสูงสุดตามลำดับอาวุโสจำนวนห้าคนเป็นกรรมการอัยการ
(4) กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนหกคน ซึ่งข้าราชการอัยการเว้นแต่ผู้ดำรงตำแหน่งอัยการผู้ช่วยเป็นผู้เลือกจาก
(ก) ข้าราชการอัยการชั้น 5 ขึ้นไป ซึ่งมิได้เป็นกรรมการอัยการโดยตำแหน่งอยู่แล้วจำนวนสี่คน
(ข) ผู้รับบำเหน็จหรือบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ซึ่งเคยรับราชการเป็นข้าราชการอัยการมาแล้วจำนวนสองคน
(5) กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสองคน ซึ่งข้าราชการอัยการเว้นแต่ผู้ดำรงตำแหน่งอัยการผู้ช่วยเป็นผู้เลือกจากผู้ซึ่งไม่เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการอัยการมาก่อน และเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านการงบประมาณ ด้านการพัฒนาองค์กร หรือด้านการบริหารจัดการ
ให้อธิบดีอัยการ สำนักงานคณะกรรมการอัยการ เป็นเลขานุการ ก.อ.”
จากการแก้ไข พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2561 ดังกล่าวมีผลเปลี่ยนแปลงที่มาของคณะกรรมการอัยการ ซึ่งเป็นองค์กรที่มีอำนาจบริหารงานบุคคลสูงสุดอันมีบทบาทใน
การคัดสรรผู้เข้าดำรงตำแหน่งอัยการ การแต่งตั้ง พิจารณาความดีความชอบ การเลื่อนตำแหน่ง การโยกย้าย และตลอดจนการลงโทษทางวินัย ให้ปลดออก หรือไล่ออก ในกรณีปรากฏหลักฐานว่ามีการกระทำผิดวินัยร้ายแรง รวมถึงการให้ความเห็นชอบแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด จนถึงข้าราชการอัยการผู้น้อยทั่วประเทศ
นัยแห่ง พ.ร.บ.อัยการฉบับแก้ไขใหม่นี้ ปรากฏที่มาของประธาน ก.อ.และกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นบุคคลภายนอกสองตำแหน่ง มีวิธีการได้มาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ
ตามนัย พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.2553 ก่อนการแก้ไข ได้บัญญัติให้อัยการสูงสุดเป็นประธาน ก.อ.โดยตำแหน่ง และกรรมการอัยการบุคคลภายนอกสองตำแหน่งก็กำหนดให้คัดสรรมาจากวุฒิสภา แตกต่างกับ พ.ร.บ.ฉบับแก้ไข พ.ศ.2561 ได้บัญญัติให้ที่มาของคณะกรรมการอัยการเปลี่ยนไป นั่นคือ พ.ร.บ.แก้ไขฉบับใหม่ เน้นในเรื่องคุณสมบัติของผู้จะเป็นคณะกรรมการอัยการอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการเลือกตั้งคณะ ก.อ.ให้เป็นสิทธิเลือกตั้งของข้าราชการอัยการทั่วประเทศสามารถเลือกลูกพี่ ที่ตนเห็นว่าเป็นบุคคลซื่อสัตย์สุจริตและเป็นคนดีมีฝีมือเข้ามาช่วยพัฒนาองค์กรอัยการด้วยตนเองอย่างน่าภาคภูมิใจ โดยป้องกันมิให้มีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์ใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นองค์กรอิสระอย่างแท้จริง และสิ่งแปลกใหม่ก็คือการกำหนดห้ามมิให้พนักงานอัยการไปเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจโดยเด็ดขาด เพื่อรักษามาตรฐาน เกียรติศักดิ์เช่นเดียวกับผู้พิพากษา ซึ่งต้องห้ามตั้งแต่ต้น
เมื่อ พ.ร.บ.อัยการฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ ทางสำนักงานอัยการสูงสุดได้ประกาศเปิดรับผู้ประสงค์จะเข้ารับเลือกเป็นคณะกรรมการอัยการตามกฎหมายฉบับแก้ไขไหม่ ปรากฏว่าท่านอรรถพล ใหญ่สว่าง อดีตอัยการสูงสุด ได้รับเลือกเป็นประธาน ก.อ.คนแรกตามกฎหมายใหม่ ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นตามคาด ส่วน ก.อ.ที่
ไดัรับเลือกเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านงบประมาณ ด้านพัฒนาและด้านการบริหารจัดการ ผู้ได้รับเลือกจำนวนสองราย คือ
นางพิมพร โอวาสิทธิ์ และนายไพรัช วรปาณิ
สำหรับ ก.อ.ข้าราชการอัยการตั้งแต่ชั้น 5 ขั้นไป มีจำนวนสี่ราย ผู้ได้รับเลือกคือ นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์, นายชาตรี สุวรรณิน, นายปรเมศร์ อินทรชุมนุม และนายวิเชียร ถนอมพิชัย
ก.อ.ผู้รับบำเหน็จบำนาญ ซึ่งเคยรับราชการเป็นข้าราชการอัยการมาแล้ว อีกสองราย ผู้ได้รับเลือกคือ นายประสาร หัตกรรม และนายกิตติ ไกรสิงห์
หลังจากได้รับเลือกจากข้าราชการอัยการทั่วประเทศแล้ว คณะกรรมการอัยการชุดใหม่ ดังกล่าว ต่างมุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาองค์กรอัยการ จึงได้แสดงวิสัยทัศน์และแนวทางพัฒนาองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การเสนอให้มีหน่วยงานเฉพาะกิจเพื่อบริหารงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพ และมีหน่วยงานรับผิดชอบดูแลงานธุรการ เช่นเดียวกับระบบศาลที่มีสำนักงานเลขาฯ เพื่อแบ่งเบาภาระของอัยการสูงสุดในด้านธุรการ ตลอดจนการปรับปรุงกฎระเบียบการแต่งตั้งโยกย้าย ให้ทันยุคทันสมัยสอดคล้องกับภาวะการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน และ
การเสริมสร้างศักยภาพของพนักงานอัยการให้เข้มแข็งอดทน ตลอดจนการเสริมสร้างชื่อเสียงให้โดดเด่นเป็นที่เชื่อถือและ
ศรัทธาของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเน้นให้พนักงานอัยการพึงดำรงตนอยู่ในกรอบแห่งจริยธรรม และการรักษาวินัยโดยอาศัยระบบคุณธรรม เป็นที่ตั้ง อีกทั้งเน้นให้ยึดถือ “ความยุติธรรมที่ให้กับประชาชนต้องมาก่อน” เป็นสรณะ
จากแนวคิดและวิสัยทัศน์ของคณะกรรมการอัยการชุดใหม่ที่ได้พยายามช่วยกันผลักดันให้เกิด “ยุทธศาสตร์เชิงรุก” ดังกล่าว ปรากฏว่าได้เกิดสิ่งที่เป็นรูปธรรมตามมา ซึ่งถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีต่อองค์กรอัยการ คือ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมนี้เอง โดย ศ.พิเศษเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด ได้ไปเป็นประธานแถลงข่าวพิธีเปิดตัว Mobile Application ระบบติดตามข้อมูลคดีเพื่อบริการประชาชน Ago-Tracking สำนักงานอัยการสูงสุด ที่ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ อย่างทันท่วงที
ดังที่ครั้งหนึ่ง ดร.สมัคร เจียมบุรเศรษฐ์ อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เคยกล่าวแนะนำต่อผู้เขียนมาก่อนหน้านี้ว่า ถ้าจะให้มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในองค์กร you ควรเสนอแนะให้องค์กรอัยการจัดให้มีระบบสารสนเทศทางอิเล็กทรินิกส์ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและรับทราบข้อมูลทางคดี ตามเทคโนโลยีทันสมัยใหม่ก็จะเป็นงานชิ้นโบแดงของ you และของสำนักงานอัยการสูงสุดเลยทีเดียว ซึ่งผู้เขียนกำลังคิดจะเสนอในที่ประชุม ก.อ.เมื่อโอกาสอำนวย แต่ทว่า ท่าน อสส.เข็มชัย ผู้มีวิสัยทัศน์อันกว้างไกล..เดินไปเร็วกว่าที่คิด รางวัลชิ้นโบแดงนี้ จึงต้องมอบแก่ท่านเข็มชัยไป…ว่าไหม?
ระบบติดตามข้อมูลคดีเพื่อประชาชน AGO-Tracking สำนักงานอัยการสูงสุด ดังกล่าว นอกจากเพื่ออำนวนความสะดวก และยังเป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีอีกด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถเรียกดูข้อมูล รายละเอียด และสถานะของการดำเนินคดี กำหนดการนัดหมายของคดี รวมถึงได้ทราบความคืบหน้าของการดำเนินคดีผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งจะเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและบุคคลที่เกี่ยวข้องคดี ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับคดีได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล และเป็นไปตามแผนปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม
อีกทั้งเป็นการตอบสนองความต้องการของประชาชนในฐานะที่เป็นศูนย์กลางแห่งความยุติธรรมอีกด้วย
ในปัจจุบันทิศทางของกระบวนการยุติธรรมของไทยมีการปฏิรูปด้านโครงสร้าง กระบวนการทำงานและการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในหลายด้าน เช่น ในแง่ของการดำเนินงาน การเข้าถึง และลดความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฎหมาย และความถูกต้องของการดำเนินงาน เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม ไม่มีความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฎหมาย กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า และนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้พร้อมกันทั่วประเทศ พร้อมกับการพัฒนาระบบให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูล และแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ใช้ดำเนินคดีที่ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา จำเลย หรือทนายความ ที่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องในคดีอาญา ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินคดีในชั้นพนักงานอัยการและการดำเนินคดีในชั้นศาล โดยระบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นนี้จะเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลที่อยู่ในระบบสารบบคดีอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้สามารถเรียกดูข้อมูล รายละเอียดและสถานะของการดำเนินคดีรวมถึงกำหนดการนัดหมายคดี อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น จึงต้องยกให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เชิงรุกในองค์กรอัยการยุคใหม่ อันถือได้ว่าเป็นงานชิ้น “โบแดง” ของท่าน อสส.เข็มชัย ชุติวงศ์ ซึ่งกำลังจะส่งไม้ต่อให้ท่านประธาน อรรถพล ใหญ่สว่าง และท่านวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ ว่าที่ อสส. “สองซุปเปอร์เพาเวอร์แมน” คนใหม่ รับหน้าที่สืบสานเจตนารมณ์และยุทธศาสตร์ในยุคเปลี่ยนผ่านนี้ เพื่อต่อยอดเสริมสร้างให้องค์กรอัยการอันเป็นต้นธารแห่งความยุติธรรม
เป็นที่พึ่งและศรัทธาของประชาชนอย่างแท้จริงสืบไป

