หน้าแรก คอลัมนิสต์ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : อีลอน มัสก์ กับ นิวรัลลิงค์ : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

22.07.19 | 14:30 น.
Neuralink founder and CEO Elon Musk speaks in a still image from video provided by Neuralink, during a livestreamed event at the California Academy of Sciences in San Francisco, California, U.S. July 16, 2019. Picture taken July 16, 2019. Neuralink/Handout via REUTERS. THIS IMAGE HAS BEEN SUPPLIED BY A THIRD PARTY. NO RESALES. NO ARCHIVES. MANDATORY CREDIT

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้ง เทสลา และ สเปซ เอ็กซ์ เดินทางไปกล่าวปราศรัยในงานระดมทุนสำหรับ สตาร์ตอัพ ชื่อ “นิวรัลลิงค์” (Neuralink)

นิวรัลลิงค์ คือสตาร์ตอัพอีกบริษัทที่มัสก์ก่อตั้งขึ้นมา

มัสก์ เปิดเผยไว้ในงานนี้ว่า นิวรัลลิงค์ ประสบความคืบหน้าในความพยายามพัฒนา “อินเทอร์ เฟซ” ที่จะทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่าง “สมองคน” กับ “คอมพิวเตอร์”

“ลิงค์ตัวหนึ่งถูกจัดการให้สามารถควบคุมคอมพิวเตอร์ได้โดยใช้สมองของมัน” เขาให้ข้อมูลกับผู้ฟัง ซึ่งบางคนหรือหลายคนอาจกลายเป็นนักลงทุนใน นิวรัลลิงค์ ในอนาคตก็เป็นได้

ฟังดูก็เหมือนกับการประกาศความคืบหน้าในการค้นคว้าวิจัยทางวิชาการสักโครงการหนึ่ง ถ้าหากมัสก์ตั้งใจให้รายละเอียดเกี่ยวกับการทดลองที่ว่านั้นไว้ให้มากกว่านั้น หรือเปิดเผยทั้งหมดออกมาให้
วงวิชาการตรวจสอบข้อเท็จจริงกัน

Advertisement

แต่แทนที่จะทำเช่นนั้น อีลอน มัสก์ กลับหันไปพูดถึง “ศักยภาพเมื่อพัฒนาถึงที่สุด” ของเทคโนโลยีใหม่นี้ตามที่เขาวาดหวังเอาไว้ด้วยการบอกว่า สิ่งนี้มีขึ้นเพื่อ “วัตถุประสงค์ในทางที่ดี” สำหรับ
“การเยียวยาโรคสำคัญๆ” ทั้งหลาย รวมทั้งมะเร็ง

“และในที่สุดก็จะช่วยทำให้อนาคตของมนุษยชาติมั่นคงปลอดภัยขึ้นในฐานะอารยธรรม(มนุษย์)ที่เชื่อมต่อกับปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ได้”

และแทนที่จะบอกว่า ความสำเร็จในการทดลองนี้ เป็นก้าวย่างแรกๆ บนเส้นทางอีกยาวไกลมากของการเชื่อมต่อสมองของมนุษย์เข้ากับคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ

มัสก์กลับย้ำไว้ว่า ตนเอง “คาดหวัง” ว่าจะสามารถเริ่ม “ทดลอง” แบบเดียวกันนี้ในมนุษย์ได้ใน “ปีหน้า” นี้

“ถึงที่สุดแล้วเราจะสามารถเชื่อมต่อระหว่างสมองคนกับคอมพิวเตอร์เต็มรูปแบบได้” บรรลุถึง “การพึ่งพา” ระหว่างคนกับเอไอได้เต็มที่ ทำให้คนสามารถใช้ เอไอ เพิ่มศักยภาพของสมองได้มัสก์บอกไว้อย่างนั้น

รวมทั้งยังตอกย้ำไว้ด้วยว่า เรื่องนี้สำคัญมากจำเป็นต้องทำถ้าหากมนุษย์ไม่ต้องการล้าหลังเอไอในอนาคต

ทั้งหมดนั้นทำให้เกิดปฏิกิริยาขึ้นตามหลังมามากมายจากนักวิชาการที่ทำงานเกี่ยวกับด้านนี้ ส่วนใหญ่แล้วเห็นตรงกันว่า เป็นคำพูดที่แสดงถึง “จินตนาการ” ชนิด “เวอร์วังอลังการ” ตามแบบฉบับของ อีลอน มัสก์

ตัวอย่างเช่น แอนดรูว์ ไฮเรส ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาจากมหาวิทยาลัย เซาเธิร์น แคลิฟอร์เนีย ภาพในจินตนาการเมื่อถึงที่สุดแล้วทั้งหลายของมัสก์นั้น ไม่แน่มนุษย์อาจไปไม่ถึงก็ได้ในอนาคต

เดวิด ชไนเดอร์ ศาสตราจารย์ประจำศูนย์ประสาทวิทยา ของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ยืนยันเช่นกันว่า การไปถึงจุดที่มัสก์โอ่เอาไว้นั้น ต้องก้าวข้ามอุปสรรคสำคัญอีกเยอะมาก

ศาสตราจารย์ผู้นี้ชี้ให้เห็นว่า อย่างน้อยมัสก์ก็มองข้ามความจริงไปอย่างหนึ่งว่า การควบคุมอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งให้ทำงาน แม้แต่เรื่องง่ายๆ อย่างเช่นการยกแขนหรือกระดิกนิ้วนั้น เป็นผลมาจากการ
ประมวลการทำหน้าที่ของสมองหลายส่วนมากกระจายกันออกไป

วิธีการของมัสก์ที่จะใช้การ “ฝัง” เซ็นเซอร์ขนาดจิ๋วลงไปในช่องเปิดกะโหลกศีรษะที่กว้าง 2 มิลลิเมตรเพื่อเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก (แบบไร้สายผ่านบลูทูธ) บนหลังหู ที่จะเชื่อมเข้ากับคอมพิวเตอร์อีกทีนั้น ทำได้ก็แค่ 1 จุดหรือไม่กี่จุดเท่านั้น ทำให้การส่งสัญญาณมายังคอมพิวเตอร์ “จำกัด” อย่างมากจนไม่น่าจะใช้ควบคุมอวัยวะใดได้

ที่สำคัญคือ มัสก์พูดถึงเพียงแค่การ “ส่ง” สัญญาณของสมองออกมา ไม่ได้พูดถึงว่า สมองจะ “รับ” ข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ว่าเป็นไปได้อย่างไร

รามานา วินจามูริ ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จากสถาบันเทคโนโลยีสตีเฟนส์ ชี้ว่า ร่างกายของคนเรามีระบบป้องกันตนเองจากสิ่งแปลกปลอมจากภายนอกโดยอัตโนมัติอยู่

อะไรก็ตามที่แปลกปลอมเข้าไปจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากร่างกายโดยอัตโนมัติ

คำถามก็คือ เซ็นเซอร์ ของมัสก์จะอยู่ได้นานแค่ไหนและทำงานได้สม่ำเสมอหรือไม่ในตลอดระยะเวลาที่ฝังอยู่
เรื่องการทดลองในคนในปีหน้าก็เช่นเดียวกัน วินจามูริบอกว่า

เรื่องนี้มีกฎอยู่ว่า ต้องทดลองในสัตว์ยาวนานเท่าใด ส่งผลอย่างไร จึงจะได้รับอนุญาตให้ทดลองในมนุษย์ได้

ประโยคเด็ดที่วินจามูริพูดเอาไว้ถึง นิวรัลลิงค์ก็คือ ถ้า อีลอน มัสก์ ไปไกลมากกว่านี้อีกนิดหน่อย ถึงขนาดอ้างว่าในที่สุดจะสามารถใช้คอมพิวเตอร์อ่านความคิด อ่านความจำของคนเราได้

“ผมคงหัวเราะตกเก้าอี้เอาแน่ๆ”

ก็ถือว่าเป็นข้อถกเถียงกันในทางวิชาการ ซึ่งอาจก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาลขึ้นในอนาคตก็ได้ใครจะไปรู้

รู้แต่ว่าในเวลานี้ เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงเรือดำน้ำส่วนบุคคลช่วยน้องๆ หมูป่า ติดถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอนขึ้นมาตะหงิดๆ ทำไมก็ไม่รู้!