หน้าแรก คอลัมนิสต์ เมื่อไหร่มหาว...

เมื่อไหร่มหาวิทยาลัยไทยจะไปถึงดวงดาว? โดย ศาสตราจารย์ ดร.เวคิน นพนิตย์

26.07.19 | 13:00 น.

เจตนารมณ์อันบริสุทธิ์ในการเขียนบทความนี้ ก็เพื่อที่จะให้ข้อมูล ข้อวิเคราะห์ ข้อวิจารณ์ ข้อคิด และข้อเสนอแนะ ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการนำไปประกอบการพิจารณาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาอุดมศึกษาของชาติไทย หรือมหาวิทยาลัยของประเทศไทยซึ่งล้วนแต่ได้รับการประเมินจากองค์กรนานาชาติว่าต่ำต้อย ตกต่ำ ดิ่งเหว ด้อยคุณภาพสุดสุด ให้ก้าวไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยระดับคุณภาพที่เทียบเคียงได้กับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก (World Class University) ในประเทศที่เจริญแล้ว

นอกเหนือจากประชาชนคนเสียภาษีให้รัฐมาเป็นค่าใช้จ่ายมหาวิทยาลัยของรัฐทุกแห่งร่วม 200 แห่งแล้ว ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากเนื้อหาสาระที่เป็นความคิดสร้างสรรค์ดังที่ปรากฏในบทความนี้ ที่หลายๆ คนยังไม่รู้เจ็บ รู้ร้อน คือพวกข้าราชการของรัฐส่วนใหญ่ที่ดูแลมหาวิทยาลัยทั้งบิ๊กและสมอลล์ และมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษามหาวิทยาลัยไทย แทบทุกแห่ง ซึ่งล้วนแต่ด้อยคุณภาพ มีความล้มเหลวจนใกล้จะถึงกาลแห่งภาวะวิกฤต จนเป็นที่ยอมรับของผู้ที่มีความห่วงใยในมหาวิทยาลัยของไทยอย่างจริงจังและจริงใจ อีกทั้งเขาเหล่านี้ ยังเห็นพ้องต้องกันกับผลของการประเมินเพื่อจัดอันดับของมหาวิทยาลัยที่ได้มาตรฐานทั่วโลก โดยสำนักงานหรือองค์กรต่างประเทศที่เชื่อถือได้ว่ามหาวิทยาลัยไทยส่วนใหญ่ล้มเหลว ดิ่งสู่ก้นเหว อย่างไม่เป็นท่า ทั้งๆ ที่หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยไทยได้รับงบประมาณสนับสนุนในปี พ.ศ.2562 มากที่สุดคิดเป็นเงินรวม 489,789 บาท

แต่เมื่อพิจารณาด้านคุณภาพของมหาวิทยาลัยของรัฐแล้ว พบว่า ไม่คุ้มกับเงินที่ลงทุนไปอย่างมหาศาล คือ ไม่คุ้มทุน จนเป็นที่รับรู้กันในหมู่มหาวิทยาลัยทั่วโลกที่ผ่านการประเมินให้จัดอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยชั้นนำ จาก 86 ประเทศ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิทั้งด้านบริหารและวิชาการจำนวนไม่น้อยกว่า 70,000 คน จากประเทศเหล่านั้นเป็นผู้ประเมินและจัดอันดับของมหาวิทยาลัยทั้งที่อยู่ในประเทศที่กำลังพัฒนาและประเทศที่เจริญแล้ว รวมทั้งสิ้น 1,250 มหาวิทยาลัย เพื่อที่จะบอกให้ได้ว่ามหาวิทยาลัยใดถูกจัดให้เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำ อันดับที่เท่าไหร่ ? หรือมหาวิทยาลัยใดมีคุณภาพยอดแย่ ? หรือยอดยี้ ?

หรือมหาวิทยาลัยใดที่ยังไปไม่ถึงดวงดาว !

หน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการประเมินเพื่อจัดอันดับมหาวิทยาลัย (University Ranking) มีอยู่ด้วยกันหลายสำนัก แต่ที่ยิ่งใหญ่และเชื่อถือได้อยู่ในกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ มีชื่อเรียกว่าไทม์ไฮเออร์เอ็ดดูเคชั่น (Time Higher Education) หรือเรียกสั้นๆ ว่า ทีเอชอี (THE) ที่ได้ทำการประเมินจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2004 (พ.ศ.2547) ซึ่งอยู่ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังคุยโม้ว่าจะปฏิรูปการศึกษาของไทย แต่ที่แท้เป็นเพียงวาทกรรมทางการเมืองแบบไทย ๆ เท่านั้นเอง !

Advertisement

การประเมินเพื่อจัดอันดับมหาวิทยาลัยดังกล่าว เปรียบดังกระจกเงาบานใหญ่มหึมา ให้แก่มหาวิทยาลัย และโดยเฉพาะผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่เปิดใจกว้าง ได้รับเอาผลการจัดอันดับที่ไม่ได้เรื่องเพื่อนำไปแก้ไข ปรับปรุง และพัฒนามหาวิทยาลัยและการอุดมศึกษา ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก (Disruptive World) แต่บรรดามหาวิทยาลัยไทยที่ถูกจัดอันดับว่ายอดแย่ ซึ่งมีวิธีการบริหารแบบใจแคบ มีอคติ โดยเฉพาะพวกองุ่นเปรี้ยวทั้งหลายก็มักจะไม่พึงพอใจต่อผลของการจัดอันดับเท่าใดนัก !
อีกทั้ง กล่าวหาว่าคณะผู้ประเมินจัดอันดับมีอคติในการประเมินและการประเมินไม่ครอบคลุมทุกๆ ด้าน หรือ ขาดข้อมูลบางประการ ทั้งๆ ที่หาเป็นเช่นนั้นไม่

ผลของการจัดอันดับล่าสุด คือ ปีนี้ (ค.ศ.2019) ปรากฏว่ามหาวิทยาลัยไทยตกอันดับและร่วงสู่ก้นเหวกันเป็นทิวแถว ไม่ว่าจะเป็นการจัดอันดับระดับโลกของ 1,250 มหาวิทยาลัย หรือ แม้แต่ในกลุ่ม 417 มหาวิทยาลัยของเอเชีย มหาวิทยาลัยไทยก็สู้เขาไม่ได้ โดยเฉพาะปีนี้มหาวิทยาลัยของจีน สิงคโปร์ ไต้หวัน เกาหลีใต้และญี่ปุ่นก็เบียดมหาวิทยาลัยไทยเข้าสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก จนทำให้มหาวิทยาลัยไทยสอบตกกันทั่วหน้า ซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วโลก และทุกประเทศของเอเชีย !

การจัดอันดับมหาวิทยาลัยดังกล่าว ทีเอชอี ใช้ 13 ตัวชี้วัดสำหรับการประเมิน มหาวิทยาลัยไทยสอบตกแทบทุกตัวชี้วัด โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับ (1) การจัดทำหลักสูตร (2) การสอน (3) การวิจัย (4) การจัดหารายได้ และ (5) การเมืองภายในมหาวิทยาลัย

ทั้ง 5 ปัจจัยจัดเป็นอุปสรรคที่ทำให้มหาวิทยาลัยไทยตกต่ำและเข้าสู่ภาวะวิกฤต หรือยังไปไม่ถึงดวงดาวนั่นเอง ดังนั้น มหาวิทยาลัยไทยทุกแห่งและบรรดาบิ๊กๆ ทั้งหลายในหน่วยงานหลักที่ดูแล ควบคุม และกำกับมหา
วิทยาลัยของชาติไทย ควรจักให้ความสำคัญในการเปลี่ยนแปลง และแก้ไขเพื่อลดปัญหา อุปสรรค ให้น้อยลงหรือให้หมดไป เพื่อที่จะช่วยให้มหาวิทยาลัยไทยมีที่ยืนอยู่ท่ามกลางมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอย่างสง่างาม และสามารถไปถึงดวงดาวได้อย่างเต็มภาคภูมิ

(1) การจัดทำหลักสูตร หลักสูตร คือ กลุ่มรายวิชาที่จัดไว้อย่างมีระบบ เพื่อให้ผู้เรียนจบการศึกษา ในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ในสาขาวิชา หรือวิชาชีพต่างๆ ซึ่งมีอยู่มากมาย หรือจะกล่าวแบบง่ายๆ ว่า หลักสูตรเป็นแผนสำหรับการจัดโอกาสเรียนรู้ให้แก่บุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย คือ จบแล้วไปทำงานได้และได้งานดีๆ มีเงินเดือนสูง

การจัดทำหลักสูตรซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากมายในมหาวิทยาลัยไทยส่วนใหญ่มักจะทำแบบ“ลัทธิเอาอย่าง” คือลอกของเขามาทำ ทั้งจากมหาวิทยาลัยในต่างประเทศที่ไปเล่าเรียนหรือดูงานมา และลอกเลียนจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ของประเทศไทย โดยที่ไม่ได้นำมาคิดดัดแปลง ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับอาชีพที่บัณฑิตจะต้องนำไปใช้ในการทำงาน และทำงานเป็นลูกจ้างเขาหรือประกอบการด้วยตนเองในยุคนวัตกรรมใหม่

ปัญหาที่เกิดจากการลอกหลักสูตรมาโดยที่ไม่ได้ประเมินตรวจสอบว่าหลักสูตรเหล่านั้นจะสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้ออกมาเป็นบัณฑิตคุณภาพที่เป็นลูกจ้างที่ดี หรือแม้แต่ทำกิจการส่วนตัวได้จริงหรือไม่ เมื่อเป็นเช่นนั้น คือ ความไม่มีคุณภาพของบัณฑิตไม่ว่าระดับใด จะทำให้เกิดภาวะว่างงานซึ่งปัจจุบันมีบัณฑิตปริญญาตรีว่างงานถึง 170,000 คน ซึ่งเป็นคะแนนลบในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลก

ฉะนั้น ผู้คิดที่จะทำหลักสูตร ควรจะเริ่มต้นด้วยการประเมินความต้องการของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วว่าหลักสูตรสามารถจะสร้างบัณฑิตที่สามารถไปทำงานดีๆ หรือประกอบการส่วนตัวได้ แต่จากหลักฐานที่ปรากฏ พบว่าผู้จัดทำหลักสูตรไม่ได้ประเมินหรือตรวจสอบก่อนจะทำหลักสูตร คือ มักทำตามความต้องการของอาจารย์หรือกลุ่มอาจารย์ เมื่อทำแล้วก็นำมาใช้เป็นแบบแผนการสอนโดยที่ไม่ได้ประเมินระหว่างการใช้หลักสูตรเหล่านั้นเลย อีกทั้งผู้เป็นเจ้าของหลักสูตรก็มักจะใช้การปราม ในลักษณะที่ว่า “หลักสูตรข้าใครอย่าแตะ” จึงไม่แปลกใจเลยว่าหลักสูตรในมหาวิทยาลัยส่วนไทยใหญ่ไม่ได้รับการประเมินตรวจสอบคุณภาพ เช่น เมื่อนักศึกษาจบออกมา ก็ไม่ได้ตรวจสอบ ติดตามว่า บัณฑิตทั้งหลายได้ออกไปทำงานในหน่วยงานดี ๆ หรือไม่ ? สามารถนำไปใช้ประกอบการส่วนตัวได้มากน้อยเพียงไร ? สามารถเอาวิชาการที่ร่ำเรียนมาไปแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ ?

หากขืนเป็นอยู่เช่นนี้ ก็ย่อมจะทำให้มหาวิทยาลัยไทย ด้อยคุณภาพและตกต่ำจนไม่มีโอกาสที่จะชนะในการเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัยโลกได้

(2) การสอน การสอนเพื่อการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยครูหรือผู้สอนในหลักสูตรต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วผู้สอน หรือครูในมหาวิทยาลัยไทย มักจะเรียกตัวเองว่า “อาจารย์” หรือมักจะชอบให้ผู้อื่นเรียกตัวเองว่า “อาจารย์” นั้น โดยทั่วไปแล้วจะทำหน้าที่สอนแบบบอกเล่าให้ลูกศิษย์ฟัง ซึ่งเริ่มจากแจกเอกสารหรือชีท แล้วฉายภาพจากชีทบนจอ จากนั้นจะอ่านภาพที่ปรากฏซึ่งเป็นข้อมูลวิชาการให้ผู้เรียนฟัง ซึ่งเป็นการสื่อสารทางเดียว อาจารย์มัวแต่พล่ามอยู่คนเดียวตลอดชั่วโมงสอน เพื่อให้ศิษย์ไปท่องจำมา และทดสอบความจำโดยให้ผู้เรียนตอบคำถามแบบปรนัยว่าข้อไหนถูก ข้อไหนผิด ใครที่สมองดีก็ตอบได้ถูกต้องโดยไม่ต้องคิดอธิบายให้เปลืองเวลา การสอนแบบนี้จะได้ผู้จบการศึกษาที่ด้อยคุณภาพ ยังผลให้มีบัณฑิตที่ไม่มีคุณภาพหางานทำไม่ได้เมื่อจบแล้ว และผลที่ตามมาคือมหาวิทยาลัยตกต่ำ อันเกิดจากการสอนแบบ เถรวาท คือสอนให้แต่เพียงจำ ไม่ได้สอนให้คิดวิเคราะห์ หรือให้ความคิดเห็นใดๆ ทางวิชาการ

เมื่อการสอนไม่ได้เป็นการสื่อสารแบบสองทาง คือ ทั้งอาจารย์และนักศึกษาไม่ได้แลกเปลี่ยนความรู้ ไม่ได้คิด ไม่มีการวิเคราะห์ ก็จะเกิดความด้อยความคิด และปัญญาแล้วไซร้ บัณฑิตที่จบมาก็ไม่สามารถคิด วิเคราะห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบัณฑิตไทยไม่สามารถทำพันธกิจทางปัญญาที่สำคัญคือ วิจัย ได้เฉกเช่น มหาวิทยาลัยชั้นนำที่ฝึกให้นักศึกษาทำวิจัยได้แม้แต่ในหลักสูตรระดับปริญญาตรี

ตราบใดที่อาจารย์ไทยยังสอนแบบปราศจากให้นักศึกษาคิดวิเคราะห์ก็ย่อมจะนำมาซึ่งผลงานวิจัยที่ไร้คุณภาพ หรือ ไม่มีงานวิจัยใดๆ เกิดขึ้น !

(3) การวิจัย คือ เครื่องชี้วัดที่สำคัญยิ่งของการประเมินระดับมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก เพราะการวิจัยเป็นหัวใจของการพัฒนามหาวิทยาลัยสู่สถาบันอุดมศึกษาระดับคุณภาพ แต่มหาวิทยาลัยไทย ส่วนใหญ่ได้คะแนนเพียง 20 จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน

เมื่อเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ มหาวิทยาลัยไทยมีผลงานวิจัยน้อยมาก กล่าวคือในรอบ 5 ปีมหาวิทยาลัยชั้นนำมีผลงานวิจัยไม่น้อยกว่า 1,000 เรื่อง ขณะที่มหาวิทยาลัยไทยมีประมาณ 100 เรื่อง นี่คือ เหตุผลที่ทำให้มหาวิทยาลัยไทยดิ่งเหว !ที่เป็นเช่นนั้น สามารถอธิบายได้ว่ามหาวิทยาลัยไทยส่วนใหญ่ไม่ได้เห็น และไม่ได้ให้ความสำคัญของการวิจัย คือ อาจารย์ หรือนักวิชาการจะทำวิจัยก็ได้ ไม่ทำก็ไม่มีใครว่า การแก้ไข คือมหาวิทยาลัยทุกแห่งรวมถึงหน่วยงานหลักที่ดูแลมหาวิทยาลัย ต้องมีการกำกับ มีบทลงโทษอาจารย์ที่ไม่ทำวิจัยอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่มาสนใจทำวิจัยเอาเมื่อเข้าสู่ฤดูกาลขอตำแหน่งทางวิชาการ การกระทำเยี่ยงนี้ในมหาวิทยาลัยชั้นนำเขาจะไม่ทำกัน นั่นคือ อาจารย์คนใดไม่ทำวิจัย ก็ถูกยื่นซองขาวให้ออกจากงานสถานเดียว !

สาเหตุ สำคัญประการหนึ่ง คือ การทำวิจัยในมหาวิทยาลัยไทย เต็มไปด้วยขั้นตอนยุ่งยาก จุกจิก หยุมหยิม น่ารำคาญเป็นที่สุด ซึ่งกลายเป็นกำแพงกั้น ไม่ให้อาจารย์ได้รับความสะดวกในการทำวิจัย เพราะมากเรื่อง และเรื่องมาก จนทำให้อาจารย์เบื่อหน่ายกับระบบ มีอาการเซ็ง ไม่สนใจวิจัย จึงไม่เป็นที่
แปลกใจ ว่าอาจารย์ไทยส่วนใหญ่ เมื่อได้ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์แล้วก็หยุด และลงเอยที่เกษียณอายุแค่ตำแหน่ง ผศ. (ผู้ช่วยศาสตราจารย์) กันเป็นกระบุง

(4) การหารายได้ สำนักประเมินมหาวิทยาลัยเพื่อจัดอันดับมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการหารายได้มาใช้ในกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องใช้เงินเป็นปัจจัยหลัก มหาวิทยาลัยดังๆ เหล่านั้น จึงมีฝ่ายหารายได้และมียุทธวิธีการแสวงหารายได้ เช่น จัดหลักสูตรให้แก่ผู้มีทุนทรัพย์ รับจ้างทำวิจัย รับจ้างเป็นที่ปรึกษาทางวิชาการ หรือด้านการบริหารจัดการ รับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาทางการศึกษาโดยเฉพาะรับบริจาคจากศิษย์เก่า (Alumni) ซึ่งทุกกรณีเป็นการจัดการโดยผู้บริหารที่มีความชำนาญทางธุรกิจ ทางการตลาด และทางโฆษณาประชาสัมพันธ์เป็นสำคัญ

แต่ในมหาวิทยาลัยของไทยส่วนใหญ่ มักจะรอส่วนบุญจากขนมเค้กก้อนเดียว หรืองบประมาณจากส่วนกลาง โดยที่ไม่เคยคิดจะทำธุรกิจการเงินเพื่อหารายได้มาจุนเจือการใช้จ่ายของมหาวิทยาลัย ที่เห็นได้ชัด คือ แทบทุกมหาวิทยาลัยของไทยมีแต่เพียงผู้บริหารระดับรองอธิการบดี ที่ถนัดในการจ่ายเงินโดยที่ไม่มีรองอธิการบดีฝ่ายหารายได้แต่อย่างใด

ด้วยเหตุฉะนี้ มหาวิทยาลัยไทยจึงไปไม่ถึงดวงดาว เพราะไม่มีเงินสร้างยานอวกาศสำหรับไปสู่ดวงดาว !

(5) การเมืองในมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยไทยแทบทุกแห่งในปัจจุบัน กลายเป็นสถาบันที่บ่มเพาะนักการเมือง และส่วนใหญ่เป็นการเมืองน้ำเน่าของประเทศ โดยเฉพาะในการสรรหาผู้บริหารตั้งแต่ระดับนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัย อธิการบดี คณบดี หรือแม้แต่หัวหน้าภาควิชา มักใช้กลยุทธ์การเมืองในการหาเสียงมาสนับสนุนให้ตนเองได้เป็นใหญ่เป็นโต เฉกเช่นการเล่นการเมืองของบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่ โดยใช้กรรมวิธีการเมืองน้ำเน่ามาใช้ให้ผู้สนับสนุนบุคคลที่จะเป็นใหญ่เป็นโตในมหาวิทยาลัยลงคะแนนให้ตัวเป็นผู้ชนะด้วยกรรมวิธีประชาธิปไตยแบบไทยๆ ซึ่งโดยแท้แล้ววิธีการเช่นนั้น คือ การเลือกตั้ง แต่ชอบแถไปว่า นั่นคือการสรรหาแบบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ซึ่งมหาวิทยาลัยชั้นนำเขาไม่ทำกัน ! หรือพูดง่ายๆ ว่าเขาไม่เล่นการเมืองในมหาวิทยาลัย เพราะว่าจะก่อให้เกิดความแตกแยกออกเป็นก๊ก เป็นเหล่า ขาดความสามัคคี ซึ่งจะบั่นทอนคุณภาพของมหาวิทยาลัยสู่ความเป็นเลิศ

ส่วนวิธีการสรรหาที่เป็นสากลนั้น ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและรักมหาวิทยาลัยไทยจริงล้วนแต่ยอมรับว่าการสรรหาผู้บริหารทุกระดับในมหาวิทยาลัยไทย เป็นการเมืองไทยแท้แบบไทยๆ คือมีผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างกรรมการสรรหาและผู้ที่อยากจะเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยโดยมิได้คำนึงถึงประโยชน์และความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด
ข้อวิเคราะห์ ข้อวิจารณ์ ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะในบทความนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อบรรดาบิ๊ก ๆ ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสถาบันอุดมศึกษาไทย เพื่อที่จะช่วยฉุดมหาวิทยาลัยให้หลุดพ้นจากดำดิ่งสู่ก้นเหว แล้วนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพให้มหาวิทยาลัยของไทยทุกแห่ง มีความเจริญ ก้าวหน้าสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกได้โดยเร็วที่สุด

แต่การที่จะนำพามหาวิทยาลัยไทยสู่ความสำเร็จดังกล่าว และเป็นที่ชื่นชมของหมู่มวลประชาชนผู้เสียภาษีได้นั้น บรรดาบิ๊กๆ ทั้งที่อยู่ในหน่วยงานหลักซึ่งดูแล ควบคุม กำกับมหาวิทยาลัยรวมถึงผู้บริหารวิทยาลัย อันประกอบด้วยนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัย อธิการบดี คณบดี หัวหน้าภาควิชา ควรเปิดใจให้กว้างและลดอัตตาเพื่อรับฟัง โดยปราศจากความขุ่นมัวในหัวใจด้วยสติและปัญญา รวมทั้งมีความกล้าหาญ ซึ่งล้วนแต่จะนำมหาวิทยาลัยไทยปรับเปลี่ยนสู่ความเป็นเลิศ

การกระทำความดีงามดังกล่าว เป็นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินและตอบแทนคุณประชาชนผู้เสียภาษีให้รัฐด้วยความเต็มใจ และมีความห่วงใยต่อการอุดมศึกษาของไทยเป็นสำคัญ

นอกจากการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและแก้ไขปัญหาอุปสรรค ทั้ง 5 ประการดังกล่าวแล้วบรรดาผู้มีอำนาจบารมีในส่วนกลาง คือ กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยไทย ควรจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการรวบอำนาจเป็นการกระจายอำนาจ และมอบอำนาจให้แก่มหาวิทยาลัยของรัฐทุกแห่งอย่างจริงใจและจริงจัง อย่าเพียงแต่สร้างวาทกรรมทางการเมืองว่า “ปฏิรูปการศึกษา” แต่ไร้การเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยไทยและที่สำคัญยิ่ง คือ ควรลด ละ กฎเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการทำงาน เพื่อขจัดปัญหา อุปสรรคทั้งหลายทั้งปวง เพื่อการพัฒนามหาวิทยาลัยสู่ความก้าวหน้าให้สมกับการก่อตั้งกระทรวงใหม่ที่มีชื่อใหม่อย่างวิลิศมาหรา ที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จัก !

ถึงแม้กระทรวงที่ดูแลการศึกษาเปลี่ยนชื่อใหม่สักร้อยชื่อ หมื่นชื่อก็ตาม หากผู้ปฏิบัติในกระทรวงหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบต่อการอุดมศึกษาไทย ไม่ทำตามพันธสัญญา หรือขาดจิตสำนึกสาธารณะ ก็ย่อมไม่เกิดผลใดๆ เพราะการเปลี่ยนชื่อจากชื่อเดิมเป็นชื่อใหม่ก็เปรียบดุจเอาเหล้าเก่าที่ไร้รสชาติปราศจากแอลกอฮอล์ไปใส่ในขวดใหม่ยี่ห้อใหม่นั่นเอง !

หากเป็นไปในลักษณะดังกล่าว มหาวิทยาลัยไทยคงไม่สามารถไปถึงดวงดาวในชาตินี้แน่นอนหรืออาจไปถึงดวงดาวตอนชาติหน้าบ่ายแก่ๆ ที่ไม่มีผู้ใดรอได้เพราะมิอาจอยู่จนค้ำฟ้าเพื่อรอความสำเร็จแห่งคุณภาพของมหาวิทยาลัยไทย ที่เพียงแต่เห็นเป็นแสงริบหรี่อยู่ปลายอุโมงค์