ตามกำหนด 24.00 น. คืนนี้ (26 กรกฎาคม) สมาชิกรัฐสภารับฟังนโยบายของรัฐบาล โดยไม่มีการลงมติไว้วางใจ และรัฐบาลรับฟังเหตุผลที่ฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยกับนโยบายใด หรือฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลเห็นด้วยกับนโยบายใดนายกรัฐมนตรีแถลงไปแล้วเมื่อวานนี้ (25 กรกฎาคม) จบตามเวลาที่ประธานรัฐสภากำหนดให้มีการอภิปรายได้ภายใน 2 วันคือเมื่อวานนี้กับวันนี้
กระนั้น เมื่อถึงเวลาดังกล่าวแล้วการอภิปรายยังไม่เสร็จสิ้น หรือถึงเวลา 24.00 น. หมดเวลา สมาชิกรัฐสภาอาจขออภิปรายต่อในวันรุ่งขึ้น คือ พรุ่งนี้ หรือขยายเวลาการอภิปรายไปอีกวันหนึ่ง
เป็นเรื่องของสมาชิกรัฐสภาจะพิจารณา
รัฐบาลนำเสนอนโยบายเร่งด่วน 12 หัวข้อ และนโยบายทั้งหมดในการบริหารราชการแผ่นดินโดยนายกรัฐมนตรีแถลงต่อสมาชิกรัฐสภาเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 มีนโยบายเรื่องอะไรบ้าง ทราบกันเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังมีโอกาสได้ฟังสมาชิกรัฐสภาทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านอภิปรายกันจนหากยุติในวันนี้ ต้องเรียกว่า “พอหอมปากหอมคอ”
นับแต่วันพรุ่งนี้ คณะรัฐมนตรีจะเข้าบริหารราชการแผ่นดินตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2562 ให้เป็นไปตามคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ ที่กำหนดไว้ 20 ปี ทั้งต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย
ทั้งมีเสียงออกมาว่า อาจเป็นการลงมติหรือไม่ลงมติให้รัฐบาลดำเนินการตามนโยบายเท่านั้น
เถอะ นั่นคือการให้รัฐบาลไปดำเนินการตามนโยบายที่นายกรัฐมนตรีแถลงต่อสมาชิกรัฐสภาและตอบคำถามจากสมาชิกรัฐสภาจนเป็นที่พอใจเรียบร้อยแล้ว เป็นอันว่า นับแต่พรุ่งนี้ เป็นต้นไป คณะรัฐมนตรีต้องไปดำเนินการบริหารราชการแผ่นดินตามนโยบายนั้น หากไม่ดำเนินการตามนั้น สมาชิกรัฐสภา คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาจะได้ตั้งกระทู้ถามต่อไป
นโยบายของรัฐบาลที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ผ่านการรับรองจากสมาชิกรัฐสภาทั้งมาจากการเลือกตั้งคือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ กับสมาชิกวุฒิสภาที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติเลือกมาแล้ว 250 คน มีอย่างไร หวังว่าสมาชิกทั้งสองสภาคงจะพิจารณากันเรียบร้อย ที่สำคัญคือต้องติดตามการปฏิบัติหน้าที่และสั่งการ ดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายนั้น ทั้งที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะฟากฝ่ายค้านทั้ง 7 พรรค ต้องเหนียวแน่นในการลงคะแนนเสียงต่อไปในญัตติที่สำคัญ อาทิ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณแผ่นดิน หรือแม้แต่ร่างพระราชบัญญัติที่ไม่สำคัญนัก ซึ่งต้องผ่านเสียงข้างมากในวาระแรก
อย่าประมาทไปนะครับ ต้องไม่ลืมว่า สภาชิกสนับสนุนรัฐบาลเคยผิดพลาดมาแล้วกับร่างพระราชบัญญัติที่คิดว่าไม่สำคัญ เมื่อถึงเวลาลงมติ ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลมีคะแนนเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่ง หรือน้อยกว่าฝ่ายค้าน เป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีต้องยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่มาแล้ว
การมีรัฐสภา คือฝ่ายนิติบัญญัติ อันประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามกติกาสากล คือสมาชิกควรมาจากการเลือกตั้งจากประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง จะกี่ระบบก็ตาม และสมาชิกวุฒิสภา ควรจะมาจากการเลือกตั้งเช่นกัน ไม่ใช่มาจากการสรรหา หรือบุคคลใด หรือคณะบุคคลใดเลือก เช่น สมาชิกวุฒิสภาชุดนี้ หรือหลายชุดที่ผ่านมา ยกเว้นเพียงครั้งเดียวที่สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง นั่นคือสมาชิกรัฐสภาที่มาจากปวงชนและเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยที่แท้จริงตามระบอบประชาธิปไตย
เพราะการเมืองการปกครองที่แท้จริงตามระบอบประชาธิปไตย การแก้ไขหรือความเป็นไปทุกประการ ต้องมาจากการเลือกตั้ง จากเสียงส่วนใหญ่ คือเสียงของประชาชนคือผู้เปลี่ยนแปลง
แม้แต่จิตใจของประชาชนที่รับฟังซึ่งกันและกันด้วยเหตุด้วยผล มิใช่ด้วยการบังคับขู่เข็ญด้วยกำลัง ด้วยปลายกระบอกปืน

