“หนุ่มสาวรักกัน เหมือนแมลงวันตอมกระบอกปลาร้า”
เนื้อเพลงกะเหรี่ยงตอนหนึ่งบอกอย่างนั้น บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ ยกไปไว้ในหนังสือ ชาวเขาในไทย (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2506) แล้วบอกว่า กะเหรี่ยง พูดตระกูลภาษาทิเบต-พม่า

กะเหรี่ยง เป็นคนพื้นเมืองดั้งเดิมของภาคพื้นทวีปอุษาคเนย์ (หรือสุวรรณภูมิ) มีหลักแหล่งอยู่บริเวณหุบเขา ลุ่มน้ำสาละวิน มีแม่น้ำสาละวินเป็นแม่น้ำสายหลัก
แม่น้ำสาละวินมีต้นน้ำอยู่ทิเบต เช่นเดียวกับแม่น้ำโขง แล้วไหลคู่กันลงทางทิศใต้ตั้งแต่ต้นจนปลาย ถือเป็นแม่น้ำสายหลักร่วมกันของสุวรรณภูมิ
พวกกะเหรี่ยงมีประเพณีต่างๆ บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ เล่าไว้โดยย่อๆ จะยกมาดังนี้
พวกนี้อาศัยอยู่ตามป่าริมต้นแม่น้ำลำธารและตามเนินเขาแถบทิศตะวันออกและใต้ อ. แม่สะเรียง จ. แม่ฮ่องสอน, อ. อมก๋อย อ. แม่แจ่ม และทางทิศตะวันตกของ อ. ฮอด จ. เชียงใหม่, อ. บ้านโฮ่ง อ. ลี้ จ. ลำพูน
เสื้อติดกระโปรงสีขาวของผู้หญิงสาวพรหมจารีเผ่าโปว์ มีแถบผ้าสีแดงกว้างประมาณ 1 คืบ ปิดคาดรอบลำตัวตอนหน้าอก และชายผ้าข้างล่างปักลวดลายสีแดง บางคนกว้างร่วม 1 ฟุต
พวกอยู่ตามป่าลึกออกไปเกล้ามวยผมสูงเป็นกระพุ่มกลมแผ่บานและขมวดจุกไว้ มีผ้าแถบเล็กสีขาวหรือชมพูปิดผมตอนเหนือหน้าผากโดยรอบ แต่มองเห็นทรงผมข้างบนได้อย่างถนัด
ใต้แขนเสื้อซึ่งสั้นนั้นมีผ้าสีดำทำเป็นปลอกแขนยาวถึงข้อมือ มีหวายกลมๆ คาดเป็นตอนๆ นอกจากนี้ยังมีปลอกโลหะซ้อนกันจากข้อมือถึงข้อศอกหลายชั้น
เครื่องประดับกายอย่างอื่น นอกจากมีสร้อยลูกกำปัดลูกเดือยหินร้อยเป็นพวงพันคอหรือคล้องคอหลายรอบแล้ว ยังใช้สตางค์แดงแบบเก่าร้อยเป็นพวงสะพายแล่ง คล้ายสายสะพายของท่านเสนาบดี ที่ข้อมือและข้อเท้ามีลูกกระพรวนหรือกระดิ่งเล็กๆ ร้อยพันอยู่รอบ เวลาเดินจะได้ยินเสียงดังกระทบกันน่าฟัง
พวกอยู่ใกล้เมืองมีเครื่องประดับน้อยกว่าพวกอยู่ห่างไกลออกไป ผมไว้มวยเกล้าขมวดไว้ข้างหลัง
ผู้หญิงแม่เรือน ใช้เสื้อผ้า 2 ส่วน เสื้อทรงกระสอบ คอเสื้อเป็นรูปตัว V เหมือนกัน แต่สั้นเพียงแค่ใต้เอว ตัวเสื้อตอนบนมีพื้นเป็นสีดำ ใต้อกลงมาเป็นสีแดง เย็บปักลวดลายหรือติดลูกปัดลูกเดือยหิน หรือหลอดไม้สีขาวไขว้กันเป็นลายตารางหรือลายตั้ง ตามแต่จะประดิษฐ์ให้สวยงาม ผ้านุ่งเป็นสีแดง มีลายสีขาว
ผู้หญิงชอบสักหมึก เป็นเครื่องหมายสวัสดิกะที่ข้อมือ ส่วนน่องสักเป็นรูปกระดูกงู เชื่อกันว่าสามารถป้องกันเวทมนตร์คาถา และภูตผีปีศาจดีนัก
กะเหรี่ยงเผ่าโปว์ส่วนมากอพยพมาจากฟากตะวันตกของแม่น้ำสาละวิน เวลาอพยพไปอยู่แห่งใดก็จะเอาหินสีดำก้อนหนึ่งบรรทุกหลังช้างไปด้วย ถือว่าเป็นก้อนหินศักดิ์สิทธิ์ซึ่งบรรพบุรุษประทานให้เป็นคู่บ้านคู่เมือง
กะเหรี่ยงโผล่ง
พี่นก นิรมล เมธีสุวกุล บอกว่า กะเหรี่ยงในประเทศไทยมีหลายกลุ่ม แต่สองกลุ่มหลัก คือ กะเหรี่ยงสะกอ หรือที่ปัจจุบันเรียก ปาเกอะญอ อีกกลุ่มคือ กะเหรี่ยงโปว์ (Pwo Karen) เขาออกเสียงเรียกตัวเองว่า โผล่ง หรือโผล่ว
อาศัยอยู่ทางเหนือเรื่อยลงมาทางแถบเทือกเขาตะวันตก เช่น เชียงใหม่ ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี จนถึงประจวบคีรีขันธ์ มีภาษาพูดเป็นของตนเอง ปัจจุบันในชุมชนกะเหรี่ยงโผล่ง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ยังใช้ภาษาของตน และมีเอกลักษณ์เครื่องแต่งกายที่ชัดเจน โดยเฉพาะลายเสื้อและผ้านุ่งที่ทอใช้เองในครัวเรือน
พี่นก นิรมล เคยเล่าว่าเมื่อแล้งจนทนไม่ไหว ไม่รู้จะพึ่งใคร ชาวโผล่ง คนเหนือเขื่อนลุกขึ้นมาตั้งขบวนแห่ทำพิธีขอฝน
ชาวโผล่ง ต. บงตัน อ. ดอยเต่า จ. เชียงใหม่ เป็นคนดั้งเดิมที่อยู่อาศัยในเขตภูเขา สมัยก่อนถือว่าเป็นดินแดนที่ห่างไกล จนกระทั่งเกิดเขื่อนแรกของประเทศไทยคือเขื่อนยันฮี ผู้คนในเขตภูเขาและที่ลุ่มต่างอพยพออกจากพื้นที่น้ำท่วม บางชุมชนยังสามารถอาศัยอยู่พื้นที่เดิมซึ่งเป็นพื้นที่สูง บางชุมชนต้องอพยพย้ายถิ่น กระจายไปรอบๆ อ่างเก็บน้ำ
ชุมชนโผล่งบ้านหล่ายแก้วยังอยู่ที่เดิม แต่มีพี่น้องร่วมชาติพันธุ์จากละแวกใกล้เคียงซึ่งหมู่บ้านถูกน้ำท่วมมาตั้งชุมชนอยู่อาศัยใกล้กัน (บ้านหนองปู) ปัจจุบันชุมชนโผล่งแห่งนี้จึงใช้ชื่อร่วมกันว่า “บ้านหล่ายแก้วหนองปู”
ชาวบ้านมีที่ดินไร่ทำสวน กระจายอยู่ในภูเขา ลำห้วยแม่ยุยกับลำห้วยบ้านตาลไหลมาบรรจบกัน หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน ใช้อุปโภคบริโภค และทำการเกษตร ป่าร่มครึ้มเย็นสบาย ใต้ท้องลำธารค่อยช้างราบเรียบเป็นกรวดทราย ทำให้น้ำใสสะอาด และปลอดภัย ระดับน้ำขึ้นลงตามฤดูกาล ในหน้าแล้งน้ำลดระดับตื้นเขิน แต่ยังมีร่องน้ำไหลรินและปรากฏเวิ้งแอ่งน้ำเล็กๆ เป็นหย่อมๆ
ปีนี้ ภาวะแห้งแล้ง ทำให้ลำห้วยเหือดแห้งอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ฤดูกาลผลิตกำลังใกล้เข้ามา แต่ไร้วี่แววฝน
ชาวโผล่งบ้านหล่ายแก้ว จัดพิธีขอฝนเมื่อ 10 พฤษภาคม 2559 มีขบวนเครื่องประโคมดนตรี ประกอบด้วยเครื่องเป่าดึกดำบรรพ์ คือ เขาควาย เครื่องตีวัสดุโลหะครบเครื่อง ได้แก่ ฆ้องโหม่ง กังสดาล ฉิ่ง ฉาบ และพี่นก นิรมล ย้ำว่า “สุดยอดแห่งเครื่องดนตรีอุษาคเนย์” คือ…กลองมโหระทึก!!

เครื่องเซ่นไหว้ จัดมาในภาชนะไม้ไผ่สาน ตกแต่งประดับพู่ไม้ไผ่งดงาม มาเป็นขบวน ในภาชนะประกอบด้วยขนมนมเนย สำคัญที่ขาดไม่ได้ในพิธีกรรม คือ ข้าวต้มมัด
ขบวนตั้งหลักกันในใจกลางหมู่บ้าน แล้วเคลื่อนลงเดินในลำห้วยคดเคี้ยวมุ่งสู่วัดบ้านบงตัน ศูนย์รวมกิจกรรมชีวิตชาวโผล่งซึ่งเกือบทั้งหมดเปลี่ยนจากศาสนาดั้งเดิมเป็นพุทธศาสนิกชนนานหลายชั่วอายุคนแล้ว
“วัดบ้านบงตัน เคยเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวโผล่งมาตั้งแต่สมัยก่อน ต่อมาสร้างเป็นวัด” พี่นก นิรมล เขียนเล่าไว้เมื่อเร็วๆ นี้
พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมก่อนรับศาสนาจากอินเดีย เป็นสถานที่ทำพิธีกรรมในศาสนาผี เช่น งานเลี้ยงผีบรรพชน ฯลฯ บางแห่งอาจเป็นที่ฝังศพของตระกูลหมอผีหัวหน้าเผ่า เช่น บ้านเชียง (อุดรธานี) ต่อมาในภาคกลางเรียกลานกลางบ้าน



เด็กและเยาวชนในชุมชนช่วยกันสำรวจและจัดทำเป็นแผนผังการชมนิทรรศการภาพ เปลี่ยนหมู่บ้านหล่ายแก้วให้เป็นแกลเลอรี่แสดงภาพ
ไม่ว่าในอนาคตบุคคลในภาพจะยังอยู่หรือล่วงลับไป ลูกหลานและคนในภายหน้าได้รับรู้เรื่องราวการแต่งกายของโผล่งหล่ายแก้วใน ปี 2559 ที่สืบทอดจากบรรพชนต่อเนื่องมาไม่เคยขาดสายและยังดำรงอยู่ในยุคสมัยของท่าน และได้ร่วมกันบันทึกภาพไว้ในโครงการ หล่ายแก้วโปรเจค
โดยตั้งชื่อภาพชุดนี้เพื่อสะท้อนการสืบทอดการแต่งกายหลายชั่วอายุคนอย่างน่า อัศจรรย์นี้ว่า ภาพชุด “ย่ายายกายสิทธิ” ตามวัตถุประสงค์ของผู้อาวุโส
ผู้ร่วมจัดคือ ป่าใหญ่ครีเอชั่น, ทุ่งแสงตะวัน, Inner eyes Group, แสงมีอานุภาพ studio, I roast coffee therefore I am, ห้างหุ้นส่วนจำกัดภาพพิมพ์ และกลุ่มทอผ้าบ้าน หล่ายแก้ว
พิธีเปิดการแสดงภาพที่ศูนย์การเรียนรู้บ้านหล่ายแก้ว อ. ดอยเต่า จ. เชียงใหม่
วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน 2559 เวลา 10.00 น. ชมนิทรรศการภาพร่วมกัน จากนั้นนำภาพติดตั้งบนเรือน 12 หลังและที่ศูนย์การเรียนรู้บ้านหล่ายแก้ว
เชิญร่วมงานในวันและเวลาดังกล่าว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ แฟนเพจ “ทุ่งแสงตะวัน” และหลังจากนี้ผู้สนใจประสานกับกลุ่มทอผ้าบ้านหล่ายแก้วขออนุญาตชมนิทรรศการภาพในชุมชนโดยมีเด็กและเยาวชนเป็นมัคคุเทศน์ ได้ที่เฟซบุ๊ก Tuy Doitao

