หน้าแรก คอลัมนิสต์ ‘บิ๊กตู่’ขอบค...

‘บิ๊กตู่’ขอบคุณ-‘จิรายุ’แนะ 34 ชม.ชำแหละนโยบายรบ.

28.07.19 | 13:00 น.

หมายเหตุ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อภิปรายขอบคุณสมาชิกรัฐสภา ขณะที่นายจิรายุห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายสรุปภาพรวมของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในประเด็นเสนอแนะและตรวจสอบการเสนอนโยบายของรัฐบาล ในการอภิปรายการประชุมรัฐสภา ครั้งที่ 3 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เพื่อพิจารณาวาระแถลงการนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อาคารหอประชุม บริษัท ทีโอทีจำกัด (มหาชน) (อาคารประชุมรัฐสภาชั่วคราว) ระหว่างวันที่ 25-26 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยใช้เวลาอภิปรายรวมกว่า 34 ชั่วโมง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

2 วันมานี้ถือเป็นโอกาสแรกที่ผมได้มาทำความรู้จักกับพวกเรา เพราะที่ผ่านมาอาจจะได้รู้จักกันบ้างผ่านช่องทางสื่อมวลชน ซึ่งบางทีก็อาจจะไม่ชอบกัน เกลียดกัน และอาจจะไม่รู้จักกันจริงๆ ไม่รู้จิตใจซึ่งกันและกัน แต่สิ่งที่สำคัญคือ เราควรเคารพกันบ้าง ในเรื่องของผู้หลักผู้ใหญ่ อะไรที่ผมพูดไปนั้น อาจไม่เหมาะสม แต่ผมก็ขอโทษ เพราะเราควรต้องปรับตัวเข้าหากันอีกเล็กน้อย หรืออีกระยะหนึ่ง เพราะทุกคนรักชาติรักประชาชน ไม่มีใครเก่งไปกว่าใครทุกคนที่ประชาชนเลือกมานั้น ถ้าเราสร้างความเกลียดชังไปเรื่อยๆ จะไม่ส่งผลดี แต่อะไรที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ก็ให้กฎหมายว่ากันไป เราไม่ควรเอาเวลาเหล่านี้มาทะเลาะเบาะแว้งกันอีก

ในการบริหารราชการแผ่นดิน หลายท่านอาจมองว่านโยบายของรัฐบาลนั้นเลื่อนลอย จับต้องไม่ได้ แต่อยากบอกว่า เขามีสติปัญญา คิดมาเรียบร้อยแล้ว ว่าจะทำกันอย่างไร ว่าทำไมถึงเขียนนโยบายมาแบบนี้ โดยเป็นกรอบนโยบายอย่างกว้างๆ นโยบายของประเทศใดก็ประเทศเขา นี่ประเทศไทย ก็จะเขียนอย่างนี้เพราะนี่ประกอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ และแผนแม่บท โดยเป็นแผนงานของประเทศ ที่จะคิดโครงการต่างๆ ออกมา ก่อนจะสู่แผนปฏิบัติ โดยเขียนออกมากว้างๆ ครอบคลุมทั้งด้านดิจิทัล ผู้สูงวัย ซึ่งตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติ ว่าจะเกิดผลดีต่อประเทศชาติอย่างไรในอนาคต ทั้งนี้ นโยบายสามารถปรับเปลี่ยนได้ โดยนโยบายระยะสั้นเร่งด่วนนั้น ใช้เวลา 1 ปีแรก นโยบายปานกลางคือ 2-3 ปี และนโยบายระยะยาว 5 ปี โดยเราสามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ สามารถสลับนโยบายที่มีความสำคัญเข้ากับสถานการณ์เร่งด่วน มาทำก่อนหลังได้

ใครจะพูดอะไรก็ตาม ต้องเรียนรู้ระบบราชการ การบริหารราชการแผ่นดิน รู้จักกฎหมาย เพราะคิดอย่างเดียวคงทำไม่ได้ ส่วนที่ทุกคนเป็นห่วงว่าจะนำงบประมาณมาจากไหน เรียนว่าจะมาจากงบประมาณแผ่นดิน งบประมาณเงินกู้ งบประมาณด้านการลงทุนร่วม โดยรัฐบาลจะลงเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น ไม่ใช่จะลงทุนเองทั้งหมดแบบเดิม ดังนั้นภาคเอกชนจะรับความเสี่ยงเอง ขณะที่ภาครัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวก ซึ่งไม่ใช่การเอื้อประโยชน์โดยมีการคัดกรองบริษัทที่จะร่วมลงทุนเป็นอย่างดี หากพบการทุจริตก็ต้องดำเนินการ

Advertisement

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สภาพัฒน์ จะเป็นผู้กำหนดงบประมาณในโครงการต่างๆ เพื่อตอบสนองแผนปฏิบัติการ ให้สามารถดำเนินการตามนโยบายของทุกพรรคการเมืองได้ จากนั้นจะนำไปสู่การปฏิบัติ มีขั้นตอนการเตรียมแผน ซึ่งผู้ปฏิบัติคือ กระทรวง ทบวง กรม หรือภาคเอกชน ที่มาร่วมดำเนินการ เรามีงบประมาณภาค งบประมาณจังหวัด กลุ่มจังหวัด และงบประมาณท้องถิ่นให้ด้วย ดังนั้นท้องถิ่นจึงไม่ต้องกังวล เพราะวันนี้ได้ปลดล็อกให้ใช้เงินสะสมได้ แต่ต้องมีประสิทธิภาพ หากท่านต้องการการกระจาย
อำนาจ ก็ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพให้ได้ ให้เกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน แน่นอนไม่มีอะไรที่จะได้ 100% แต่เราต้องพยายามทำให้ได้ 100% ทั้งนี้ ทุกอย่างเมื่อทำแล้วต้องนำไปสู่การตรวจสอบประเมินผล แก้ไขปรับปรุง

มันเป็นแบบนี้เข้าใจไหมครับ ทำได้ไหมครับเนี่ย เขาคิดมา ไม่ใช่ผมคิดคนเดียวและเขาก็มีดอกเตอร์ตั้งเยอะ ถ้าไม่เข้าใจ แต่รัฐบาลผมเข้าใจ ผมคงไม่พูดศัพท์แสงที่มันวิลิศมาหรา ผมไม่ชอบอยู่อย่างคือ พูดแล้วชอบหัวเราะเยาะ อะไรทำนองนี้กิริยาใช้ไม่ได้ นั่งก็ไม่เรียบร้อย

ส่วนรายจ่ายประจำปี เช่น รายจ่ายงบกลาง รายจ่ายบุคลากรภาครัฐ รายจ่ายหน่วยงานกระทรวง ทบวง กรม รายจ่ายงบประมาณบูรณาการ รายจ่ายงบประมาณพื้นที่ รายจ่ายงบประมาณบริหารภาครัฐ ต้องสอดคล้องกับงบประมาณ

ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณท่านประธาน และท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ที่ได้อภิปรายให้ความเห็นเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลตลอด 2 วันที่ผ่านมา ความเห็นและข้อแนะนำของสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ในการแก้ไขปัญหาของประชาชน ทั้งเรื่องปากท้อง การสร้างรายได้ให้ประชาชน ปัญหาเกษตรกร ที่ดินทำกิน ความเหลื่อมล้ำการศึกษา การพัฒนาทักษะให้กับผู้ใช้แรงงาน การลงทุน รวมไปถึงการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจต่างๆ รัฐบาลจะนำข้อคิดเห็นต่างๆ ไปพิจารณาเพิ่มเติมและจะบูรณาการการทำงานระหว่างส่วนราชการเพื่อประโยชน์ของประชาชน

หลังจากการเสร็จสิ้นแถลงนโยบายแล้ว ในเดือนสิงหาคมนี้ รัฐบาลจะจัดประชุมชี้แจงส่วนราชการ เพื่อสร้างความเข้าใจในทิศทางและเป้าหมายที่คาดหวังของนโยบายต่างๆ ซึ่งส่วนราชการจะต้องแปลงนโยบายของรัฐบาล สู่การปฏิบัติโดยรัฐบาลจะกำหนดกรอบเวลาเป้าหมาย ตัวชี้วัดที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ผมขอให้ความมั่นใจกับสมาชิกรัฐสภา รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของกระผม จะมุ่งมั่นทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ตามที่ได้สัญญาว่าจะทำงานเพื่อประเทศ โดยจะทำงานร่วมกันเพื่อบูรณาการ ทั้งแผนพัฒนาคน เงิน งาน จะบริหารราชการแผ่นดินด้วยหลักนิติรัฐนิติธรรม สุจริตยุติธรรม โปร่งใส มีธรรมาภิบาล จะรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศอย่างเคร่งครัด ทุกคนจะก้าวเดินไปพร้อมกัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพื่อนำประเทศไทยดำเนินไปอย่างมั่นคงในศตวรรษที่ 21

จิรายุ ห่วงทรัพย์
ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย(พท.)

หาก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเจ้าโลก จะถือว่าอันตรายมาก เพราะหากขีปนาวุธอยู่ใกล้มือ พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะกดทันที เพราะเป็นคนที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ ท่านนายกฯต้องอดทนสูง ทนไม่ไหวก็ไปดื่มกาแฟ ยิ่งเป็นผู้นำมีบทบาทสำคัญต้องอดทนกว่านี้ มีหลายประเด็นที่มีการอภิปรายทั้งสองวันที่ผ่านมาแล้วตกหล่น ผมจะให้ข้อมูลเรื่องราคาพืชผลการเกษตรว่า ปี 55-56 ราคาข้าวเกวียนละ 1.5 หมื่นบาท ข้าวถังละ 500 บาท แต่ราคาปีนี้อยู่ที่ 7,000 บาท ข้าวถังละ 500 บาทเท่าเดิม ชาวนาอยู่ได้อย่างไร ปี 55 ราคายางอยู่ที่ 90-120 บาท ราคายางรถยนต์ขอบ 13 เส้นละ 3,250 บาท แต่วันนี้ราคายาง 2-3 กิโลกรัม ขายได้ราคา 100 บาท แต่ราคายางรถยนต์ได้เท่าเดิม ส่วนต่างอยู่ที่ไหนครับ ราคาปาล์ม ปี 59 กิโลกรัมละ 5.71 บาท วันนี้อยู่ที่กิโลกรัมละ 2 บาท ห้างไปขายน้ำมันราคาต่ำแต่ถูกสั่งห้าม จะให้ไว้ใจนโยบายการเงินการคลังได้อย่างไร

ที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พูดว่าไทยเคยทำงบประมาณสมดุลเพียงครั้งเดียวช่วง ปี 2548-49 ที่ทำงบสมดุลได้ ทั้งที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จบในปี 2546 อันนี้ไม่น่าจะเป็นความจริง เพราะประเทศไทยทำงบประมาณสมดุลปี 2548 และปี 2549 และใช้หนี้ไอเอ็มเอฟไปตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งทำงบสมดุลยุคนั้นได้เพราะเศรษฐกิจดี

ส่วนการกู้งบกลาง ปี 2548 รัฐบาลไม่ได้กู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบ ส่วนปี 2554 กู้ 4 แสนล้านบาท ค่อยๆ ลดลง จนกระทั่งหลังรัฐประหารปี 2559 มีการกู้เงิน 3.9 แสนล้านบาท ปี 2560 กู้ 5.2 แสนล้านบาท ท่านกู้เยอะอยู่ กู้มาแล้วหาเงินเป็นหรือไม่ ส่วนนี้ไม่แน่ใจ ปี 2558-2560 ก่อหนี้ 2.5 ล้านล้านบาท สาระสำคัญคือ หาเงินมาใช้หนี้ได้หรือไม่ ข้อมูลพบว่าประมาณการการเก็บภาษี ปี 57 ตัวเลขขยับ
สูงเกือบ 2.5 ล้านล้านบาท แต่เก็บได้เพียง 2.1 ล้านล้านบาท ซึ่งตัวเลขต่างกับรัฐบาลชุดที่ผ่านๆ มาทั้งหมด ผมไม่มั่นใจนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ว่าจะดำเนินการตามวินัยการเงินการคลัง พัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของไทยได้หรือไม่

ขณะที่เรื่องงบกลางที่บอกว่ารัฐบาลไหนใครก็กู้ ก็ไม่ว่ากันแต่มันต้องมีเหตุผล แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็กู้แต่ค่อยๆ ลดลง โดยการกู้งบกลาง ปี 2548 ไม่ได้กู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบ ส่วนปี 2554 กู้ 4 แสนล้านบาท ค่อยๆ ลดลง จนกระทั่งหลังรัฐประหารปี 2559 มีการกู้เงิน 3.9 แสนล้านบาท ปี 2560 กู้ 5.2 แสนล้านบาท ท่านกู้เยอะอยู่ กู้มาแล้วหาเงินเป็นหรือไม่ ส่วนนี้ไม่แน่ใจ ปี 2558-2560 ก่อหนี้ 2.5 ล้านล้านบาท สาระสำคัญคือหาเงินมาใช้หนี้ได้หรือไม่ ข้อมูลพบว่าประมาณการการเก็บภาษี ปี 57 ตัวเลขขยับสูงเกือบ 2.5 ล้านล้านบาท แต่เก็บได้เพียง 2.1 ล้านล้านบาท ตัวเลขต่างกับรัฐบาลชุดที่ผ่านๆ มาทั้งหมด ผมไม่มั่นใจนายสมคิดว่าจะดำเนินการตามวินัยการเงินการคลัง พัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของไทยได้หรือไม่ รัฐบาลยิ่งลักษณ์มีค่าประมาณการเก็บภาษี และเก็บจริงได้ใกล้เคียง แต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ทำได้ต่ำกว่าประมาณการมาก ผมจึงกังขาเรื่องงบประมาณ 3 ล้านล้านบาท จะไว้ใจเชื่อมั่นได้หรือไม่ ในการบริหารงบประมาณ

กรณีของนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยิ่งไปกันใหญ่ ที่บอกว่าเป็นคณะกรรมการใน 5 คนของธนาคารกรุงไทย เวลาอนุมัติต้อง 5 คน แต่ที่บอกไม่ได้เป็นก็ว่าไป แต่ท่านพูดไม่หมด ราชกิจจานุเบกษาระบุชัดว่านายอุตตมมีหน้าที่อนุมัติวงเงินกู้ที่เกิน 2,000 ล้านบาท จะต้องให้กรรมการทั้ง 5 คนเป็นผู้เซ็น นั่นหมายความว่า นายอุตตม และนายชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ คณะกรรมการธนาคารกรุงไทย ต้องเซ็นชื่อร่วมประชุมด้วย จึงอยากเห็นหลักฐานว่านายอุตตม ได้ทักท้วงไม่เห็นด้วยกับการอนุมัติอย่างไร เพราะไม่มีหลักฐานเลยว่านายอุตตม ไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่ได้บอกว่านายอุตตมผิด เพราะเป็นหน้าที่ของศาล ที่ท่านอยู่รอดปลอดภัยมาจนทุกวันนี้ สืบเนื่องจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่ตั้งอนุกรรมการ เท่าที่ทราบความ มีการส่งเรื่องเข้าไปกรรมการชุดใหญ่ เมื่อ คตส. ส่งอัยการ อัยการส่งให้ศาลพิจารณา ผมไม่ได้บอกว่าท่านผิด คำพิพากษาก็ไม่ได้บอกว่าผิด

แต่จะบอกว่าการจะเป็นคณะรัฐมนตรีต้องมีความสง่างาม ถามว่ามาตรฐานทางจริยธรรม ที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ การเซ็นเช็ค ระบุว่าต้อง 5 คน แล้วท่านปล่อยไปได้อย่างไร ให้ 3 คนไปอนุมัติงบหลายพันล้าน กรณีรองผู้ว่าฯกทม.หลายคนลาออก เพราะไม่อยากเซ็น อีกหน่อยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเห็นอะไรไม่ดี และไม่ระงับยับยั้งจะเกิดความเสียหาย ขอถามว่า 5 คนในกรรมการอิสระทำไมท่านไม่ทักท้วง ที่บอกว่าทักท้วงแล้วไหนล่ะหลักฐาน มีแต่หลักฐานว่าท่านเข้าร่วมประชุม

ต่อไปนายกรัฐมนตรีมอบหมายอะไรให้กระทรวงการคลังท่านจะไว้ใจได้หรือ จึงสงสัยว่านายกรัฐมนตรีเลือกนายอุตตมมา ก็อาจมีปัญหา และขอถามทำไมวันนั้นท่านไม่ยอมยับยั้ง ถ้ายับยั้งเขาก็จะกู้ไม่ได้ ทำไมไม่ทำ แบบนี้อันตรายกับนายกฯ จะไว้ใจได้หรือ ยืนยันไม่ได้บอกว่านายอุตตมผิด แต่อาจขัดจริยธรรม มีพฤติการณ์รู้เห็น ยินยอมผู้อื่นแสวงหาผลประโยชน์มิชอบ