บัดนั้น พระยาพิเภกยักษี
เห็นพระองค์ทรงโศกโศกี อสุรีกราบลงกับบาทา
ทูลว่าพระลักษณ์สุริยวงศ์ ยังไม่ปลงชีวังสังขาร์
อันหอกโมกขศักดิ์อสุรา พรหมาประสิทธิ์ประสาทไว้
ทรงอานุภาพฤทธิรุตม์ ต้องใครจะฉุดนั้นไม่ไหว
แต่มียาคู่หอกชัย ให้ไว้สำหรับแก้กัน ฯลฯ
(บทละครเรื่องรามเกียรติ์ ตอนพระลักษณ์ถูกหอกโมกขศักดิ์)
“โส โพธิสัตโต ปางนั้นสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ ตรัสได้ทรงฟังพระลูกน้อยทรงกันแสงทูลละห้อยวันนั้น กลั้นพระโศกมิได้ละอายพระทัยแก่เทพยดา เสด็จเข้าสู่ภายในพระบรรณศาลา ซบพระพักตราทรงพระกันแสงสะอื้นไห้” (มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์กุมาร)
บทอาขยานจากวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ข้างต้น ผู้เขียนเคยท่องตามที่หลักสูตรกำหนดให้ท่องสมัยเรียนชั้นประถม วิธีการคือท่องพร้อมกับเพื่อนๆ ร่วมชั้นเรียนก่อนกลับบ้านทุกวัน ผู้เขียนเป็นหัวหน้าชั้น มีหน้าที่ขึ้นต้นบทว่า “บัดนั้น พระยาพิเภกยักษี” ต่อจากนั้นส่วนที่เหลือเราทั้งหมดก็ท่องพร้อมกัน เป็นการประสานเสียงที่น่าฟังน่าชมอยู่ไม่น้อยทีเดียว
ส่วนบทอาขยานจากวรรณคดีเรื่องมหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์กุมารนั้น ท่องสมัยเรียนมัธยมปลาย เป็นการท่องแบบเดี่ยว กล่าวคือนักเรียนทุกคนไปฝึกท่องให้จำเป็นการบ้าน แล้วไปท่องเก็บคะแนนต่อหน้าครูทีละคน นอกเวลา เมื่อนักเรียนคนที่จะท่องเก็บคะแนนมีความพร้อม
ผู้เขียนรู้สึกว่าการท่องแบบแรก ที่ท่องบทอาขยานรามเกียรติ์สมัยเรียนชั้นประถมนั้นดีกว่ามาก เนื่องจากท่องไปพร้อมกันกับเพื่อน เพลิดเพลิน มีอารมณ์สุข วรรคไหน บทไหนที่ยังจำไม่ขึ้นใจก็ท่องคลอเพื่อนไปก่อน ไม่กี่วันก็จำได้ ส่วนการท่องพระเวสสันดรชาดกสมัยเรียนมัธยม 5 นั้น ไม่สนุกเลย แถมมีทั้งความทุกข์และความกังวล กว่าจะท่องได้จำขึ้นใจ และพร้อมที่จะนัดครูเพื่อขอท่องให้ครูฟังเก็บคะแนนนั้น ช่างทรมานน่าดูอยู่เหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม มาถึงวันนี้ผู้เขียนก็ยังท่องบทอาขยานทั้งสองบทนี้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้ขณะท่องในสมัยเรียนไม่เคยรู้สึกว่าซาบซึ้งอะไรเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนท่องเวสสันดรชาดก ครั้นมาเรียนปริญญาตรีได้อ่านทั้งรามเกียรติ์ และมหาเวสสันดรชาดกทั้งกัณฑ์กุมารอีกครั้งหนึ่ง จึงเข้าใจสาเหตุของการท่องบทอาขยานมากขึ้นว่า มีจุดประสงค์ทั้งเรื่องของความซาบซึ้ง การได้จำความรู้และสาระของสิ่งที่ท่อง รวมทั้งทำให้มีความคุ้นเคยกับบทร้อยกรอง อันจะเป็นพื้นฐานให้สามารถแต่งบทร้อยกรองได้ และที่สำคัญมากๆ คือฝึกความพยายามและสมาธิ
บทอาขยานไหนๆ ก็ตาม ที่กำหนดให้นักเรียนท่องจำ จำเป็นต้องมีการเลือก และตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่สังคมระดับประเทศยอมรับ ต้องมีความไพเราะ มีคุณค่าทางศิลปกรรม และคุณค่าต่อชีวิตของผู้ท่อง (ไม่ควรซ้ำรอยการกำหนดให้ค่านิยม 12 ประการของรัฐบาล คสช. เป็นบทอาขยาน) และครูจำเป็นต้องขยายความหรือสอนบทอาขยานบทนั้นในลักษณะวรรณคดีวิจารณ์ต่อนักเรียนเสียก่อน กล่าวคือสอนให้เข้าใจ ให้ประเมินค่าทั้งความเป็นคุณค่าวรรณศิลป์ และคุณค่าทางสังคม ก่อนที่จะให้นักเรียนท่อง จะทำให้นักเรียนผู้ท่องบทอาขยานไม่งงงวยว่าทำไมเขาต้องท่องบทนี้ และให้นักเรียนมองเห็นประโยชน์ของสิ่งที่ท่องมากขึ้น
อย่างเช่นบทอาขยานจากร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์กุมารตอนข้างต้นนั้น ครูต้องสอนให้นักเรียนมองเห็นถึงความอดทนอดกลั้นอันสูงยิ่งของพระเวสสันดร ตัวละครเอกของเรื่อง นักเรียนจะได้เห็นและซาบซึ้งว่า พระเวสสันดร ผู้บำเพ็ญบุตรทานบารมีนั้น มีความทุกข์แสนสาหัสในขณะบริจาคพระกุมารทั้งสองให้แก่ชูชก “เสด็จเข้าสู่ภายในพระบรรณศาลา ซบพระพักตราทรงพระกันแสงสะอื้นไห้” เป็นร่ายยาวบาทที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพระเวสสันดรทรงเป็นทุกข์จนถึงขั้น “ฟุบหน้าลงร้องไห้สะอึกสะอื้น”
คำถามที่นักเรียนเด็กๆ ฉงนฉงายว่า ทำไมพ่อใจร้าย ยกให้คนอื่นได้แม้กระทั่งลูก ก็จะถูกตอบคำถามอย่างลึกซึ้งด้วยพลังทางปัญญา
หากมาพิจารณาดูบทอาขยานในวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณีตอนกำเนิดสุดสาครที่นักเรียนชั้นประถมปลาย (บางโรงเรียน รวมทั้งโรงเรียนของลูกผู้เขียน) ท่องในปัจจุบันที่ว่า
บัดเดี๋ยวดังหงั่งเหง่งวังเวงเเว่ว สะดุ้งเเล้วเหลียวเเลชะเเง้หา
เห็นโยคีขี่รุ้งพุ่งออกมา ประคองพาขึ้นไปจนบนบรรพต
เเล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันเเสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด
ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน
มนุษย์นี้ที่รักอยู่สองสถาน บิดามารดารักมักเป็นผล
ที่พึ่งหนึ่งพึ่งได้เเต่กายตน เกิดเป็นคนคิดเห็นจึงเจรจา
เเม้นใครรักรักมั่งชังชังตอบ ให้รอบคอบคิดอ่านนะหลานหนา
รู้สิ่งใดไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี
จงคิดตามไปเอาไม้เท้าเถิด จะประเสริฐสมรักเป็นศักดิ์ศรี
พอเสร็จคำสำเเดงเเจ้งคดี รูปโยคีหายวับไปกับตา
ช่างมีความไพเราะ กินใจ เปี่ยมด้วยคุณค่าทางวรรณศิลป์ และให้ข้อคิดที่มีคุณค่ายิ่ง หากได้ท่องหรืออ่านเป็นทำนองเสนาะก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความไพเราะ แม้ในหมู่นักวิชาการด้านวรรณคดีศึกษาทราบกันดีว่า วรรณคดีไม่ได้มีภารกิจเรื่องการอบรมสั่งสอน หรือการสะท้อนปัญหาของสังคมเป็นหลัก แต่ในบริบทของการสอนเยาวชนในสถานศึกษา เราน้อมนำวรรณคดีมาให้นักเรียนเรียนด้วยเหตุผลนี้อยู่ด้วย
การให้นักเรียนท่องบทอาขยานจึงเป็นกิจกรรมที่เป็นเครื่องมือของทฤษฎีหรือแนวคิดต่างๆ ได้ นับเป็นกลยุทธ์การเรียนการสอนที่แยบคาย มีสมรรถนะ และทรงประสิทธิผลยิ่งนัก การสอนโดยการกำหนดเป็นบทอาขยานให้นักเรียนท่องจำจึงเป็นวัฒนธรรมการอบรมสั่งสอนเยาวชนที่ควรสืบทอดกันต่อไป
จากการที่กระทรวงศึกษาธิการ โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง (คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) มีนโยบายฟื้นฟูการท่องบทอาขยาน และให้สถานศึกษารับลูกไปปฏิบัตินั้น ผู้เขียนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
แต่เราต้อง “เข้าใจตรงกันนะ” ว่าการท่องบทอาขยานมีวัตถุประสงค์เพื่อภารกิจใด มีกระบวนการอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร และที่สำคัญที่ผู้เขียนเป็นห่วงมากๆ ซึ่งนับว่าเป็นควาล้มเหลวของการท่องบทอาขยานนั่นคือ นักเรียนท่องได้ แต่ไม่เข้าใจความหมาย และท่องได้ จำได้ แต่ไม่ได้สาระความรู้ ประเมินค่าความรู้ ประยุกต์ใช้ความรู้ไม่ได้ ท่องได้จำได้ และไม่รักภาษาไทย ไม่มีจิตอนุรักษ์ (Conservative mind) ต่อภาษาไทยและที่สำคัญที่สุดคือ ท่องไปด้วยความทุกข์ที่รู้สึกว่าว่ามันภาระ ไม่ได้ท่องด้วยอารมณ์เพลิดเพลินเบิกบาน เหมือนที่ผู้เขียนกล่าวถึงตนเองตอนท่องเวสสันดรชาดกกัณฑ์กุมารเมื่อสมัยเรียนมัธยามปลาย
ลำพังการท่องเพื่อให้ “ท่องได้” แบบนกแก้วนกขุนทองนั้น ไม่เกิดประโยชน์ในระดับกว้างและลึกในพฤติกรรมของนักเรียน
ต่อบริบทของการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย แล้วเลือกบทอาขยานมาให้นักเรียนท่องนั้น ครูจำเป็นต้องสอนต่อจนไปถึงขั้น การเรียนรู้คำศัพท์ เรียนรู้ความหมายของสิ่งที่ท่อง จนกระทั่งไปจนถึงให้นักเรียนเกิดความซาบซึ้ง ซึ่งเป็นภารกิจหลักของวรรณคดีคือสร้างความเพลิดเพลินใจให้แก่มนุษย์ ตลอดจนไปถึงขั้นการเกิดโลกทัศน์ต่อชีวิตและสังคม ซึ่งเกิดจากการที่นักเรียนสามารถประเมินค่าสิ่งที่ท่องได้นั้นได้ด้วยตนเอง
จะเห็นได้ว่า ต่อจากการท่องได้ของนักเรียนนั้น จำเป็นต้องสอนหรืออำนวยความสะดวก (ตามแนวคิดหลักของการเป็นครูในศตวรรษที่ 21) ให้นักเรียนบรรลุไปถึงพฤติกรรมอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่ลำพังแต่การ “จำได้”
มิเช่นนั้น การท่องบทอาขยาน ก็จะเป็นอีกปัญหาหนึ่งของการศึกษาไทย ที่เลื่อนลอย เข้าๆ ออกๆ ตามใจชอบของผู้กำหนดนโยบายการศึกษา จนบทอาขยานกลายเป็น “ดราม่าทางการศึกษา”

