ในปลายทศวรรษ 1980 พรรคคอมมิวนิสต์พม่าไม่สามารถต้านทานสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลงที่พัดโหมกระหน่ำจากมอสโก สู่ปักกิ่ง และมาจนถึงย่างกุ้งได้ กระแสคอมมิวนิสต์ทั่วโลกอยู่ในขาลง แม้แต่ผู้นำในหลายประเทศทั้งกอร์บาชอฟในโซเวียต และเติ้ง เสี่ยวผิง ในจีน ต่างออกมายอมรับทั้งทางตรงและทางอ้อมว่าระบอบคอมมิวนิสต์ไม่สามารถอยู่ด้วยตัวของตัวเองได้อีกต่อไป หากต้องมีการปฏิรูปเพื่อให้ประเทศก้าวหน้าต่อไป แต่สำหรับผู้นำคอมมิวนิสต์พม่า โลกทัศน์ของพวกเขายังแคบ และยังยึดโยงกับแนวคิดสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์สุดโต่งแบบเหมา-เลนิน
เมื่อทหารชั้นผู้น้อยในพรรคต้องต่อสู้ด้วยความว่างเปล่า และประสบความพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็เกิดคำถามขึ้นว่าเหตุใดผู้นำพรรคจึงยอมสูญเสียกำลังพลจำนวนมากกับภารกิจที่พวกเขาประเมินแล้วว่าไม่มีทางประสบความสำเร็จ
กองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์พม่าส่วนใหญ่เป็นทหารชาวว้าแดง มีฐานที่มั่นอยู่ในหุบเขาว้า (Wa Hills) ทางตอนเหนือของรัฐฉาน ใกล้ชายแดนจีน พรรคคอมมิวนิสต์พม่าใช้ยุทธวิธีเดียวกับกองทัพแดงของจีน คือใช้กองกำลังของตนเข้าประจัญบานกับคู่ต่อสู้โดยไม่คำนึงถึงความสูญเสียและปริมาณไพร่พลที่เสียชีวิต ความไม่พอใจที่กรุ่นอยู่ในพรรตลอดหลายปีหลังเป็นชนวนเหตุให้ทหารชั้นผู้น้อยบางส่วนก่อการกบฏขึ้นในปี 1984 ผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์บางส่วนรวบรวมกำลังพลและบุกยึดเมืองโก ฐานที่มั่นที่สำคัญที่สุดของพรรคคอมมิวนิสต์ และตั้งใจถอดผู้นำพรรคออกจากตำแหน่ง แต่ได้รับเสียงคัดค้านจากผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ที่เหลือ ที่มองว่าอาจเป็นการ “ชิงสุกก่อนห่าม” แต่ในบรรดาทหารชั้นผู้น้อย ที่เกือบทั้งหมดเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่สูง พวกเขากลับไม่มีความเห็นอกเห็นใจผู้นำพรรคที่เป็นคนพม่า (บ่ะหม่า) หรือ “พม่าแดง” (Red Burmans) อีกต่อไป ความคับแค้นภายในพรรคในช่วงสุดท้ายของพรรคคอมมิวนิสต์พม่าจึงเกิดขึ้นด้วยปมความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ และการปฏิเสธอำนาจนำของชาวพม่า อันเป็นปัญหาเชิงสังคม-การเมืองที่ซับซ้อน ที่ท้าทายสหภาพพม่าตั้งแต่ปี 1948 มาจนถึงปัจจุบัน
ในปี 1989 กำแพงเบอร์ลินพังทลายลงพร้อมๆ กับระบอบคอมมิวนิสต์ที่อ่อนแอลงตามลำดับ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น เกิดการลุกฮือขึ้นครั้งใหญ่และครั้งสุดท้ายของกำลังพลภายในพรรคคอมมิวนิสต์พม่า คงไม่ผิดที่จะกล่าวว่าสาเหตุการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์พม่าเกิดจากการเปลี่ยนนโยบายของรัฐบาลจีนเป็นหลัก ตลอดทศวรรษ 1970 รายได้เกินกึ่งหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์พม่ามาจากการค้าชายแดน อีกร้อยละ 25 มาจากการช่วยเหลือของรัฐบาลจีน แต่เมื่อรัฐบาลกลางจีนนำนโยบายเปิดประเทศ (Open Door Policy) มาตั้งแต่ปี 1978 พรรคคอมมิวนิสต์จีนหันมาสนใจการค้าเสรี ลดการช่วยเหลือพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลก และหันมาเปิดและควบคุมด่านการค้าชายแดนจีน-พม่าด้วยตัวเอง
ก่อนหน้านี้ ด่านการค้าชายแดนจีน-พม่าที่สำคัญที่สุดคือเมืองปางเสง (Pang Hseng) หรือเกียวกก (Kyu Kok) อันเป็นเมืองที่อยู่ติดเมืองรุ่ยลี่ (Ruili) แต่การมาของนโยบายปฏิรูปการเมือง-เศรษฐกิจในจีนทำให้มีด่านใหม่ๆ เกิดขึ้นตามชายแดนจีน-พม่าถึงอีกกว่า 70 แห่ง ผลักให้พรรคคอมมิวนิสต์พม่าต้องพึ่งพาตนเองอย่างเต็มที่ เมื่อไม่มีพี่ใหญ่อย่างจีนให้การสนับสนุนแล้ว พรรคจำต้องหาทรัพยากรใหม่ๆ แต่ก็มีข้อจำกัดเพราะเขตของพรรคในรัฐฉานไม่ได้มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และมีราคาเหมือนในรัฐกะฉิ่น ที่มีอัญมณีที่มีค่ามากมาย พื้นที่ในเขตโกก้าง อันเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของพรรค เหมาะกับการปลูกพืชเศรษฐกิจ 2 ชนิด ได้แก่ ใบชาและฝิ่น พรรคควบคุมการปลูกฝิ่นในพม่าได้ถึงร้อยละ 80 ทำให้พรรคกลายเป็นผู้ผลิตและผู้ค้าฝิ่นอันดับต้นๆ ของโลก ในอันที่จริง พรรคพยายามควบคุมปริมาณการปลูกฝิ่นอย่างเคร่งครัด และพยายามนำพืชอื่นๆ เช่น ข้าวสาลี มาปลูก แต่ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก ด้วยนโยบายจากจีนที่เปลี่ยนไป และชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรในพื้นที่ที่ไม่ค่อยดีนักจากการปลูกพืชทดแทน พรรคจึงต้องให้เกษตรกรกลับไปปลูกฝิ่นเหมือนเดิม ในปลายทศวรรษ 1970 พรรคคอมมิวนิสต์พม่ากลายเป็นมาเฟียที่ควบคุมการค้ายาเสพติดในแถบสามเหลี่ยมทองคำ และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่อย่างขุนส่า
ในการประชุมใหญ่ของพรรคครั้งที่ 3 ในปี 1985 ผู้ใหญ่ภายในพรรคแสดงความกังวลเรื่องการค้ายาเสพติดอย่างชัดเจน ฝิ่นจากพื้นที่ของพรรคที่ถูกส่งต่อไปยังชายแดนไทย-พม่าเพื่อแปรรูปเป็นเฮโรอีน กลายเป็นสินค้าสำคัญที่ส่งออกไปจีนและฮ่องกง พรรคจึงเริ่มควบคุมปริมาณการส่งออกฝิ่น ร่ำลือกันว่ามาจากการกดดันของจีน นอกจากนโยบายครึ่งๆ กลางๆ ที่เกี่ยวกับการผลิตฝิ่นแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลมหาศาลต่อความนิยมพรรคในรัฐฉาน และเขตของว้าแดง อันเป็นที่มั่นสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์พม่า คือการเข้ามาของ “แนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ” (National Democratic Front — NDF) องค์กรต่อต้านรัฐบาลพม่าอีกองค์กรหนึ่ง แต่มิได้สมาทานลัทธิคอมมิวนิสต์ ในฤดูร้อนของปี 1985 ตัวแทนของ NDF เดินทางขึ้นเหนือไปฐานที่มั่นของพรรคคอมมิวนิสต์ ระหว่างเดินทางพวกเขาได้พบปะพูดคุยและแลกเปลี่ยนกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์ ตัวแทนของ NDF ยังมีสมาชิกของกองทัพแห่งชาติว้า (Wa National Army – WNA) ตัวแทนจาก WNA นายหนึ่งนามว่า “ขุนอ้าย” (Khun Ai) ที่กลายเป็น “เซเลบ” ในหมู่ชาวว้าในชั่วข้ามคืน และนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวแบบนักชาตินิยมของชาวว้าแดงก็เป็นได้
การเข้ามาของ NDF และความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ-การเมืองขนานใหญ่ทำให้ประชาชนและทหารชั้นผู้น้อยในเขตฐานที่มั่นของพรรคคอมมิวนิสต์ไม่เชื่อมั่นในแกนนำพรรคอีกต่อไป หันไปศรัทธา WNA มากขึ้น เมื่อเกิดการประท้วงรัฐบาลครั้งใหญ่ในต้นปี 1988 ที่ตามมาด้วยการปราบปรามนักศึกษา-ปัญญาชนอย่างรุนแรง ทำให้ฝ่ายหลังต้องหนีการปราบปรามไปยังเขตชายแดนไทย-พม่า และบางส่วนเข้าไปในเขตที่มั่นของพรรคคอมมิวนิสต์ แต่พรรคมองดูสถานการณ์ด้วยความนิ่งเฉย และไม่ได้สร้างสัมพันธ์กับผู้นำนักศึกษาและกระแสการต่อต้านรัฐบาลทหาร ความอ่อนแอสะสมของพรรคก่อให้เกิดแรงต้านไปทั่วรัฐฉาน ในปี 1989 กองกำลังโกก้าง ภายใต้การนำของพึง จา-ซิน (Pueng Kya-Sin) นำทัพเข้าไปบุกฐานที่มั่นของพรรคคอมมิวนิสต์ในเมืองโกและปางเสง บังคับให้แกนนำพรรคให้ลี้ภัยที่จีน เป็นอันสิ้นสุดประวัติศาสตร์การต่อสู้ 5 ทศวรรษของพรรคคอมมิวนิสต์พม่าลงแต่เพียงเท่านี้

