หน้าแรก คอลัมนิสต์ รัฐบาลใหม่กับ...

รัฐบาลใหม่กับค่าจ้างขั้นต่ำ โดย สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์

2.08.19 | 13:00 น.

ขอต้อนรับรัฐบาลตู่ 2 และขอต้อนรับ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล หรือหม่อมเต่าของหลายๆ คนที่เข้ามาดูแลกระทรวงแรงงาน

ในที่สุด เราก็ได้รัฐบาล (ผสม) จากการเลือกตั้งหลังจากอยู่ในการดูแลของ คสช.มา 5 ปีเต็มๆ ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 รัฐบาลใหม่จะถูกใจใครหรือไม่ เพียงใด คงต้องรอให้ ฯพณฯทั้งหลายทำงานก่อน ถึงแม้จะห่วงภาษิตฝรั่งที่ว่า “Too many cooks spoil the soup” หรือ “มากหมอมากความ” เพราะรัฐบาลผสมกว่าจะลงตัวได้ก็หืดขึ้นคอ และจนป่านนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะลงตัว การเอานโยบายมายำเข้าด้วยกันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้ามองแบบช่างตัดผมว่า “หลายหัวดีกว่าหัวเดียว” ก็อาจจะเป็นทุกข์น้อยลง

สำหรับกระทรวงแรงงาน ซึ่งไม่ค่อยมีใครหรือพรรคใดเหลียวแล ในที่สุดวินาทีสุดท้ายก็มาลงตัวที่หม่อมเต่า ผู้ซึ่งเคยมีข่าวว่าจะไปอยู่กระทรวงการต่างประเทศบ้าง และต่อมาก็ว่าจะไปอยู่สำนักนายกรัฐมนตรีบ้าง และในที่สุดก็ได้มาอยู่ที่กระทรวงแรงงาน ซึ่งท่านก็ให้สัมภาษณ์ซื่อๆ ว่า ตนเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้มาทำงานที่กระทรวงแรงงาน จึงต้องขอเวลาศึกษาก่อน

ก็นับเป็นโชคดีของกระทรวงแรงงานและโชคดีของหม่อมเต่า เพราะในสมัย คสช. กระทรวงแรงงานเจอมรสุมมาหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง TIP Report และ IUU รวมทั้งปัญหาแรงงานต่างด้าวแต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดีด้วยฝีมือของ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล และ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ซึ่งแต่ละท่านรวมทั้งข้าราชการประจำได้ทำงานหนักกันมาแล้ว

มาถึงสมัยหม่อมเต่า จะว่าการบ้านเหลือน้อยลงก็คงไม่ใช่ กระทรวงแรงงานยังมีเรื่องที่ควรทำและเรื่องที่ต้องทำอีกหลายเรื่อง ทั้งสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ประกันสังคม พัฒนาฝีมือแรงงาน แรงงานต่างด้าว แรงงานประมงทะเล แรงงานที่ไปทำงานต่างประเทศ แรงงานนอกระบบ แรงงานผู้สูงอายุ แรงงานเยาวชน แม้แต่การค้ามนุษย์ ฯลฯ

Advertisement

และที่รออยู่ก็คือการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400-425 บาทต่อวัน ตามที่พรรคพลังประชารัฐไปหาเสียงเอาไว้

แม้จะอยู่ในนโยบายเร่งด่วนข้อ 5 แต่ฟังดูเหมือนกับไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เพราะไม่ได้กำหนดเวลาไว้ว่าเมื่อไหร่ รัฐบาลอาจจะล่มก่อนก็เป็นได้ หรืออาจจำเป็นต้องชะลอการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำไว้ก่อนหรือเปล่าเพราะสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไม่ให้ หัวข้อนโยบายก็ดูเลี่ยงๆ ว่าเป็นการยกระดับศักยภาพของแรงงาน

แต่ก็มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (ทั้งแรงงานและภาคเอกชน) คอยตามไปดูอยู่ไม่ห่างนัก เพราะทันทีที่ตั้งรัฐบาล (ผสมแบบร่อแร่) ได้ก็มีเสียงทวงถามและเสียงคัดค้านล่วงหน้ากันบ้างแล้ว

แค่ลุ้นก็เหนื่อยแล้ว

ม.ร.ว.จัตุมงคลกล่าวว่า ตนมองว่าเงินจำนวน 400 บาท ไม่ได้เป็นเงินที่มากมายอะไร ก็อยากให้ทุกคนได้ แต่การขึ้นค่าแรงมีผลต่อนายจ้าง ภาวะเงินเฟ้อ และเศรษฐกิจระดับมหภาค หากมีผลกระทบมากก็จะเกิดผลกระทบกลับไปยังลูกจ้าง เพราะหากนายจ้างอยู่ไม่ได้จากการต้องถูกขึ้นดอกเบี้ยต่างๆ ก็อาจมีการเลิกจ้าง

“เรื่องการขึ้นค่าจ้างขึ้นต่ำขอให้เป็นไปตามกลไกการพิจารณาของคณะกรรมการไตรภาคี ประกอบด้วยฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐ ร่วมกันพิจารณา ซึ่งคาดว่าการพิจารณาของไตรภาคีไม่น่าจะทันการแถลงนโยบายของรัฐบาลแน่นอน แต่ไม่ใช่การไม่ทำตามนโยบายที่ให้ไว้ต่อประชาชน เพราะนโยบายพรรคการเมืองหาเสียงไว้ค่อยๆ ทำก็ได้ หากขึ้นทั้งหมดทีเดียวไม่ได้ ก็ทยอยขึ้น หรือขึ้นเป็นบางพื้นที่ ซึ่งตามปกติของการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำก็คือช่วงปีใหม่”

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวถึงการปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำว่า นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการค่าจ้างกลาง (ไตรภาคี) ต้องหารือให้ได้ข้อสรุปก่อน เพราะการปรับขึ้นจะเป็นต้นทุนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ดังนั้นต้องพิจารณารอบคอบไม่ให้กระทบผู้บริโภคปลายทาง

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำว่า ไม่ต้องกังวลในเรื่องดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องที่คณะกรรมการไตรภาคีทั้ง 3 ฝ่ายต้องพูดคุยหารือถึงมาตรการที่เหมาะสมอยู่แล้วว่าจะขึ้นค่าแรงเท่าไร ขณะที่พรรคการเมืองพูดอะไรไว้ก็ต้องทำตามนั้น แต่ก็ได้พูดชัดว่าการขึ้นค่าแรงต้องขึ้นตามทักษะฝีมือ ขณะเดียวกัน ฝ่ายนายจ้างก็ออกมายื่นสมุดปกขาวพร้อมกับคำแนะนำให้รัฐออกเงินสมทบประกันสังคมแทนผู้ประกันตนรวมทั้งออกความเห็นว่า “ที่ผ่านมา…เคยหารือตัวแทนพรรคพลังประชารัฐ เกี่ยวกับนโยบายปรับขึ้นค่าแรงงานแล้ว พรรคยอมรับฟังข้อเสนอเอกชนว่าต้องปรับขึ้นตามทักษะฝีมือแรงงานเท่านั้น” พรรคการเมืองบางพรรคไปไกลถึงกับจะเอาระบบประกันค่าแรงไม่ให้ต่ำกว่า 120,000 บาทต่อปี และ Workfare แบบสิงคโปร์มาใช้

ก็เป็นการดีที่ฝ่ายแรงงานออกมาท้วงว่าค่าจ้างขั้นต่ำกับค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานต้องแยกกัน เช่น นายสมพร ขวัญเนตร ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า “เรื่องค่าจ้างขั้นต่ำนั้น เป็นเพียงค่าจ้างแรกเข้าของผู้ใช้แรงงาน แต่ยังมีผู้ใช้แรงงานที่มีประสบการณ์อีกจำนวนมากที่จะต้องเร่งพิจารณาว่าควรขึ้นให้กลุ่มนี้อย่างไร ไม่ใช่ให้เขาได้เท่ากับคนที่เข้ามาใหม่ ซึ่งเรื่องนี้ทั้งพรรคการเมืองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะต้องทำให้ชัดเจน”

เช่นเดียวกันนายมนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย (สพท.) ก็ย้ำว่าในส่วนของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำประจำปีที่ไตรภาคีต้องพิจารณาให้เป็นการปรับอัตราค่าจ้างแรกเข้า เพื่อใช้กับกลุ่มที่เพิ่งเข้าทำงานและยังไม่มีฝีมือ ในส่วนของลูกจ้างที่ทำงานมาก่อนนั้น ให้จัดทำอัตราค่าจ้างตามประสบการณ์ อายุงาน และผลงาน เพื่อให้กลุ่มนี้มีความก้าวหน้าในรายได้ และอีกด้านหนึ่งคือ จัดทำค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน

ผู้เขียนเห็นด้วยกับประเด็นสำคัญของนิยามของค่าจ้างขั้นต่ำที่ผู้นำแรงงานทั้งสองคนกล่าวเตือนคือ ค่าจ้างขั้นต่ำต้องเป็นค่าจ้างแรกเข้าเพื่อใช้กับกลุ่มที่เพิ่งเข้าทำงานและยังไม่มีฝีมือ เพราะทุกวันนี้คนแทบจะลืมปรัชญาของค่าจ้างขั้นต่ำไปแล้ว ว่าเป็นคนละเรื่องกับค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน

โดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO ได้กำหนดให้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นมาตรฐานของการคุ้มครองแรงงาน เพื่อให้ประเทศสมาชิกได้นำไปเป็นแนวทางปฏิบัติในการคุ้มครองผู้ใช้แรงงานเกี่ยวกับค่าจ้างโดยได้ตราอนุสัญญาว่าด้วยการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งประเทศไทยถึงแม้จะไม่ได้ให้สัตยาบันแต่ก็ได้นำอนุสัญญาดังกล่าวมาปรับใช้ โดยเป็นนโยบายสำคัญประการหนึ่งของรัฐบาลที่จะคุ้มครองแรงงานไร้ฝีมือแรกเข้าทำงานซึ่งยังไม่โอกาสในการต่อรองเรื่องค่าจ้างแรงงานให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีพตามสภาพเศรษฐกิจและสังคมในขณะนั้น และอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ทั้งนี้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 นิยามว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำหมายความว่า “อัตราค่าจ้างตามที่คณะกรรมการค่าจ้างกำหนดตาม
พระราชบัญญัตินี้” ก็ต้องไปดูประกาศคณะกรรมการค่าจ้างว่าหมายถึงอะไร และ “อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ” หมายถึง “อัตราค่าจ้างที่คณะกรรมการค่าจ้างกำหนดขึ้นในแต่ละสาขาอาชีพตามมาตรฐานฝีมือ”

ซึ่งแต่ก่อนนั้น ประกาศกระทรวงมหาดไทย วันที่ 1 มกราคม 2519 กำหนดว่า “ให้คณะกรรมการมีหน้าที่พิจารณาเสนอความเห็นเมื่อรัฐบาลกำหนดเป็นนโยบายค่าจ้างของประเทศและมีอำนาจหน้าที่กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำซึ่งลูกจ้างคนเดียวจะได้รับและสามารถดำรงชีพอยู่ได้”

ประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง ก่อนปี 2552 เช่นในปี 2549 จะอธิบายความหมายของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำและแยกอัตราค่าจ้างสำหรับแรงงานเก่าไว้ชัดเจน เช่น “อัตราค่าจ้างขั้นต่ำนี้มุ่งที่จะคุ้มครองแรงงานไร้ฝีมือที่มีวุฒิการศึกษาไม่เกินชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทั้งผู้ที่เพิ่งจบการศึกษาใหม่ หรือผู้ที่จบการศึกษามาหลายปีแล้วแต่ไม่เคยทำงานหรือเคยทำมาแล้วแต่รวมระยะเวลาการทำงานเก่ากับระยะเวลาการทำงานในปัจจุบันไม่เกิน 1 ปี เพื่อให้แรงงานเหล่านี้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ตามสมควรแก่ภาวะการครองชีพในปี 2549 สำหรับแรงงานที่มีระยะเวลาการทำงานมากกว่า 1 ปี ขึ้นไป จะเป็นแรงงานที่มีทักษะฝีมือมากขึ้น มีผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้น นายจ้างควรพิจารณาปรับค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างมากกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ โดยปรับให้ตามทักษะฝีมือหรือตามผลงานหรือตามผลิตภาพแรงงานที่เพิ่มขึ้น”

ต่อมาในปี 2552 คณะกรรมการค่าจ้างได้ปรับแนวคิดเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำว่า “เป็นอัตราค่าจ้างที่เพียงพอสำหรับแรงงานเพื่อพัฒนาฝีมือ 1 คน ให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ตามสมควรแก่สภาพเศรษฐกิจและสังคมในท้องถิ่นนั้น” โดยคณะกรรมการค่าจ้างในการประชุมครั้งที่ 5/2552 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2552 ได้มีมติเห็นชอบให้มีการปรับปรุงแก้ไขคำว่า “แรงงานไร้ฝีมือ” เป็น “แรงงานเพื่อพัฒนาฝีมือ (แรงงานทั่วไปแรกเข้าทำงาน)” เนื่องจากเห็นว่าคำว่าแรงงานไร้ฝีมือก่อให้เกิดความรู้สึกที่ไม่สร้างสรรค์ต่อแรงงานที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงานว่าเป็นแรงงานที่ไม่มีฝีมือหรือไม่มีการพัฒนาตนเอง

แต่ก็ยังนิยาม แรงงานไร้ฝีมือ (แรงงานเพื่อพัฒนาฝีมือ) ว่าหมายถึงแรงงานที่มีวุฒิการศึกษาไม่เกินชั้น ม.6 ทั้งที่เพิ่งจบการศึกษาหรือจบมาหลายปีแล้ว แต่ไม่เคยทำงานหรือเคยทำมาแล้วแต่รวมระยะเวลา การทำงานเก่ากับงานที่ทำอยู่ในปัจจุบันแล้วไม่เกิน 1 ปี

ก็ดีใจที่ในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ข้อ 5 ไม่ลืมและกล่าวไว้ชัดเจนว่า “5.การยกระดับศักยภาพของแรงงาน โดยยกระดับรายได้ค่าแรงแรกเข้า…”

อนึ่ง ในบทความเล็กๆ นี้ผู้เขียนประสงค์แค่จะทบทวนความเข้าใจของแนวคิดที่ถูกต้องของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเท่านั้น มิได้ประสงค์จะยุให้ขึ้นค่าจ้างหรือคัดค้านการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำแต่ประการใด

เพราะเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอันอาจมีผลกระทบที่ไม่พึงปรารถนาทั้งต่อระบบเศรษฐกิจหรือตัวผู้ใช้แรงงานเองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองไม่ค่อยจะสดใส นอกจากนั้นแล้ว การนำแต่ละมาตรการใหม่ๆ มาใช้จำเป็นต้องศึกษาต้นทุนและประสิทธิผล ใครได้ใครเสีย ตลอดจนความเป็นไปได้ของมาตรการ รัฐบาลหรือผู้เกี่ยวข้องจึงควรศึกษาให้ละเอียดรอบคอบ