สัปดาห์นี้รัฐสภาปิดทำการเพื่อขนย้ายอุปกรณ์ไปยังที่ทางรัฐสภาใหม่ในส่วนของห้องประชุมสมาชิก บรรดาคอการเมืองจึงเหงาหูไปสองวัน ไม่มีเรื่องวิพากษ์วิจารณ์คนนั้นพูดดี คนนี้พูดจามีเหตุมีผล คนโน้นประท้วงเก่ง
กำหนดการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายแผ่นดินประจำปี 2563 เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น นำเสนอเข้าสู่วาระวันไหน วันนั้นสนุกแน่ คราวนี้ไม่มีสมาชิกวุฒิสภาเข้าร่วมประชุมด้วย คงมีแต่ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลกับฝ่ายค้าน อาจมีฝ่ายเป็นกลางบ้างคือเห็นด้วยก็อือออ ไม่เห็นด้วยก็สั่นหัวสักคนสองคน
ห้วงนี้ บรรดาสมาชิกหน้าใหม่ที่ได้เห็นลีลาการพูดจาปราศรัยของ “รุ่นพี่” แล้วคงนำไปเป็นตัวอย่างการอภิปรายหลายคน
ครั้งอภิปรายเรื่องนโยบายรัฐบาลที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีนำเสนอ แม้มีรายการคัดค้านบ้าง แต่ลงท้ายไม่มีประโยคว่า “เมื่อเป็นดังนี้ กระผมจึงไม่สามารถให้ความไว้วางใจได้ หรือไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลนี้”
ครั้งนี้ เป็นการพิจารณางบประมาณแผ่นดิน มีเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นอภิปรายได้ ส่วนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมีหน้าที่ตอบคำถามและชี้แจงการใช้งบประมาณของรัฐบาลและของแต่ละกระทรวง แต่ละหน่วยงาน ที่มีเจ้าหน้าที่คอยป้อนข้อมูลให้ตอบ
ดังนั้น ในส่วนของฝ่ายค้านซึ่งศึกษางบประมาณของแต่ละหน่วยงานมาเป็นอย่างดี แต่มีข้อคัดค้านการใช้งบประมาณแน่ ทั้งมีส่วนเรียกร้องให้นำงบประมาณไปลงในเรื่องนั้นเรื่องนี้จากตรงนั้นตรงนี้ไปลงในพื้นที่ซึ่งตัวต้องการ ส่วนจะได้หรือไม่ได้ ต้องไปนำเสนออีกครั้งในวาระที่สอง แปรญัตติ เพราะวาระแรกผ่านแน่
การอภิปรายเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยครั้งนี้น่ามีเรื่องให้วิพากษ์วิจารณ์กันมันหยด ส่วนใครจะมีเหตุผลในการใช้งบประมาณแผ่นดินที่แต่ละกระทรวงนำเสนอขอเข้ามา ขึ้นกับเหตุและผลที่จะเกิดในอนาคต
การอภิปรายเรื่องนโยบายรัฐบาลที่ผ่านมา มีผู้อภิปรายดีมีเหตุมีผลได้รับคำชมหลายคน ขณะยังมีผู้วิจารณ์สมาชิกเก่าบางคนประท้วงเสียจนประชาชนที่ชมการถ่ายทอดเอือมระอา เริ่มมีเสียงว่า “น้ำเน่า” บ้าง “ไม่มีเหตุผล” บ้าง หรือถึงขนาดว่า “ไม่เข้าง่าม” บ้าง
สภาผู้แทนราษฎรยุคนี้น่าจะเป็นยุคใหม่ หลังจากว่างเว้นไปนานถึง 5 ปี มีสมาชิกสภาผู้แทนรุ่นที่เคยอภิปรายนอกสภาเดินเข้าสภาจำนวนไม่น้อย
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองใด ไม่เฉพาะ “หน้าใหม่” หรือ “พรรคใหม่” เท่านั้น แม้แต่สมาชิกพรรคการเมืองหน้าเก่าสังกัดพรรคการเมืองใหม่ ผ่านมาถึงยุคนี้ เห็นปรับเปลี่ยนท่าทีการอภิปรายในลีลาที่แปลกใหม่ไม่น้อย โดยเฉพาะการอภิปรายครั้งนี้ ใครที่ไม่หยิบยกเหตุผล หรือนำข้อมูลที่ถูกต้องขึ้นมาอภิปราย ไม่เพียงแต่ไม่มีใครฟัง ยังไม่มีใครเอ่ยอ้างถึง พูดถึง
เพราะยุคสมัยดิจิทัล ความรวดเร็วย่อมมาพร้อมกับเหตุผลและข้อมูลที่ถูกต้องชอบธรรม หากใครมัวแต่เยิ่นเย้อ พยายามพูดจาหว่านล้อมชักแม่น้ำทั้งห้า (ไม่ใช่แม่น้ำห้าสาย) ขึ้นมาพูด คนฟังบอกว่าเสียเวลา บรรดาสมาชิกต่างพากันง่วงเหงาหาวนอน หลับคาเก้าอี้ไปทีละรายสองราย
ขณะที่ใครอภิปรายดุเดือดเลือดพล่านปลุกเร้าอารมณ์คนฟังด้วยน้ำเสียง ด้วยศัพท์แสงเฮฮา ไม่ค่อยมีใครฟังเหมือนกัน หรือฟังเอาสนุก หาเนื้อหาสาระไม่ได้
หากสมาชิกคนไหน อภิปรายด้วยเหตุผล ด้วยข้อมูล ด้วยน้ำเสียงน่าฟัง และด้วยลีลามี “โปกฮา” สลับบ้าง รับรองผู้ฟังทั้งหน้าจอโทรทัศน์ และสมาชิกในสภา จับตาไม่กะพริบ
อย่าลืมว่า รัฐสภาโดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร เป็นสถานที่สำหรับถกเถียงด้วยเหตุด้วยผล ใครพูดจามีเหตุมีผล รับรองเติบโตเป็น “ดาวสภา” ไม่ช้า ทั้งนับหน้าถือตาถือเป็นตัวอย่างเป็น “โมเดล” มาจนทุกวันนี้
มีตัวอย่างมาแล้ว คือ “ท่านประธาน” ที่เคารพวันนี้ไง นับจากเป็น ส.ส.ครั้งแรกเมื่อปี 2512 ถึงวันนี้ขึ้นเป็นประธานรัฐสภาอีกครั้ง ยังรักษาระเบียบรักษาความเป็น “โมเดล” ได้
แต่ใครเอาตามอย่างควรระวัง เจอลีลา ส.ส.รุ่นใหม่วันนี้พรุ่งนี้ “ล้มกลางสภา” ได้เหมือนกัน อย่าเผลอ

