ประเทศไทยเพิ่งพ้นผ่านการรัฐประหาร โดยเข้าสู่การเลือกตั้งและเกิดรัฐบาลผสม 19 พรรคขึ้นมา หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตหัวหน้า คสช. ได้รับเสียงสนับสนุนจากรัฐสภาให้เป็นนายกฯ และจัดตั้งรัฐบาลขึ้น เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ได้มีคำสั่งแบ่งงาน โดยนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่เพิ่งได้รับแต่งตั้ง แถลงผลการประชุม ครม.
ทั้งนี้ที่ประชุมแบ่งงานรองนายกรัฐมนตรี โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กำกับดูแลกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงแรงงาน โดยมีการมอบหมายให้อำนาจการปฏิบัติราชการแผ่นดินแทนในสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้
นอกจากนี้ พล.อ.ประวิตรยังดูแลในส่วนองค์การมหาชน สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน และมอบหมายให้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในประกาศสำนักนายกฯที่เกี่ยวข้องกับการมีพระบรมราชโองการในเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย การสถาปนาพระอิสริยยศ อิสริยศักดิ์ และสมณศักดิ์ รวมถึงการแต่งตั้งประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ข้าราชการตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการ ระดับกระทรวงและกรม เอกอัครราชทูตประจำประเทศและกงสุลที่มีตำแหน่งหน้าที่สำคัญ
สำหรับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กำกับดูแลกระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ บริษัท อสมท จำกัด สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สำนักงานบริหารและพัฒนาความรู้องค์การมหาชน และกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง นายวิษณุ เครืองาม กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงยุติธรรม ยกเว้นกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ กำกับดูแลกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข
ความน่าสนใจอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นนายกฯควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังกำกับดูแลงานความมั่นคง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดีเอสไอ รวมไปถึงการนั่งเป็นประธาน ครม.เศรษฐกิจที่ตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจประเทศ การแบ่งงานดังกล่าวสะท้อนภาพการบริหารงานสไตล์ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งต้องรอผลพิสูจน์ว่าการบริหารงานในลักษณะเช่นนี้สุดท้ายแล้วจะส่งผลต่อประเทศชาติและประชาชนหรือไม่

